สนุกกับวันหยุด ที่กาญจนบุรี

สนุกกับวันหยุด ที่กาญจนบุรี จังหวัดที่อยู่ไม่ไกลกรุงเทพฯ ที่นี่ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดหมายของนักท่องเที่ยว มีทั้งประวัติศาสตร์มายาวนาน และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์

สนุกกับวันหยุด ที่กาญจนบุรี กับ10จุดเช็คอิน

1. “ปิล็อก” หมู่บ้านอีต่อง

“ปิล็อก” ตำนานแห่งเหมืองอันรุ่งโรจน์ ณ เทือกเขาตะนาวศรี ตั้งอยู่ในตำบลปิล็อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี หลังจากกิจการเหมืองแร่ไม่สู้ดีนัก ทีนี่จึงได้พัฒนาปรับเปลี่ยนมาเป้นแหล่งท่องเที่ยว พัฒนากันเป็น รีสอร์ท แบบท้องถิ่น ซึ่งดังที่สุดก็น่าจะเป็น “เหมืองสมศักดิ์” ดูแลโดยป้าเกล็น หญิงต่างชาติซึ่งกลายเป็นตำนานและสัญลักษณ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสปิล็อก ที่หัวกระไดไม่เคยแห้งหมู่บ้านอีต่อง เมืองชายแดนสองสัญชาติ ไทย-พม่า เป็นชื่อที่จับพัดจับผลูมาจาก ณัตเอ่งต่อง ที่มีความหมายว่า ภูเขาแห่งเทพเจ้า ใครจะมาเที่ยวหมู่บ้านอีต่อง ไม่ควรคาดหวังอะไรไปมากกว่า บรรยากาศแห่งการพักผ่อน เพราะที่นี่คือที่ที่เงียบสงบ อากาศเย็นสบาย และวิวทิวทัศน์ดีเป็นเยี่ยม มีเส้นทางเดินชมวิถีชีวิต และมีเส้นทางให้เดินไปชมวิวยังชายแดน ห่างจากหมู่บ้านไป ไม่ถึง 2 กิโล ก็จะได้ชมวิวมุมสูงทิวทัศน์ธรรมชาติ ขุนเขาของฝั่งไทย และฝั่งพม่า นั่งรับลม ชมบรรยากาศ เรื่อยๆ เอื่อยๆ ได้จนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า เพราะอากาศที่นี่เย็นสบายดี รอบกายมีแต่ขุมทรัพย์ธรรมชาติ แมกไม้ สายธาร

2. น้ำตกเอราวัณ สวรรค์ชั้น 7

น้ำตกเอราวัณ สวรรค์ชั้น 7 ณ อุทยานแห่งชาติเอราวัณกันค่ะ น้ำตกที่ถือได้ว่าสวยงามติดอันดับต้นๆ ของเมืองไทย สภาพทางธรณีวิทยาของพื้นที่แถบฝั่งตะวันตกของบ้านเราส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินปูนเกือบตลอดทั้งแนว ทำให้น้ำตกที่อยู่ในแถทบนี้ จะมีสีสันเป็นสีเขียวมรกตสวยงามมากๆ ตั้งแต่น้ำตก เอราวัณ น้ำตกไทรโยคน้อย ไทรโยคใหญ่ เรื่อยไปจนถึงทีลอซูและทีลอเร

3. สังขละบุรี

สังขละบุรี อำเภอหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี เป็นดินแดนแห่งมนต์เสน่ห์ ที่ใครต่างเข้ามาก็เป็นอันต้องหลงรัก ด้วยวิถีชีวิตชาวมอญแบบเรียบง่าย ผู้คนเป็นมิตร อากาศดี ใกล้ชิดธรรมชาติ พร้อมสถานที่ท่องเที่ยวอันน่าอัศจรรย์มากมายเช่น มีแม่น้ำซองกาเรีย เป็นศูนย์รวมความมีชีวิตชีวา พิธีตักบาตรมอญ ประเพณีเก่าแก่ของชาวบ้าน สะพานมอญ หรือ สะพานอุตตมานุสรณ์ เป็นสะพานไม้ข้ามแม่น้ำซองกาเรียไปยังหมู่บ้านมอญ ถือเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และเป็นอันดับสองของโลกรองจากสะพานไม้อูเบ็งในพม่าและเป็นสัญลักษณ์ของอำเภอสังขละบุรี เป็นสะพานแห่งศรัทธา ที่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของชุมชนที่อาศัยอยู่ในสังขละบุรี

4. ถ้ำเสาหินลำคลองงู

ถ้ำเสาหินลำคลองงู เป็นถ้ำหนึ่งในหลายถ้ำของอุทยานแห่งชาติลำคลองงู ที่มีลำห้วยลำคลองงูไหลผ่านบริเวณกลางถ้ำ เป็นห้องโถงขนาดใหญ่มาก และภายในห้องโถงนั้นมีเสาหินตั้งตระหง่านอยู่กลางถ้ำ ได้ชื่อว่าเป็น เสาหินธรรมชาติที่สูงที่สุดในโลก วัดจากพื้นถึงยอดได้ 62.5 เมตร ซึ่งสูงกว่าเสาหินที่สูงเป็นอันดับสองของโลกที่อยู่ในประเทศจีนถึงเกือบสองเท่า

5. เขาสันหนอกวัว 

เขาสันหนอกวัว เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดกาญจนบุรี มีระดับความสูงที่ 1,767 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ตั้งอยู่ทางเหนือของที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาแหลม อ.สังขละบุรี ในแนวเทือกเขาเขียว ที่เป็นป่าฝั่งตะวันตกของพื้นที่อุทยานฯ มีส่วนที่ติดต่อกับพื้นที่ป่าในเขตทุ่งใหญ่นเรศวร จึงมีความเป็นธรรมชาติค่อนข้างสมบูรณ์ สภาพป่ามีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น และยังคงมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ คำว่าสันหนอกวัว มาจากลักษณะของยอดเขาที่นูนออกมา รูปร่างคล้ายกับส่วนที่เป็นสันนูนบนหลังของวัว ที่เรียกว่าโหนก หรือหนอกเขาเขียว สันหนอกวัว เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เดินป่าขึ้นไปสัมผัสธรรมชาติ และชมทัศนียภาพจากบนยอดเขา การเดินทางขึ้นเขานั้นจะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เพื่อนำทางไปยังจุดที่สามารถตั้งแคมป์ได้

6. เขาช้างเผือก

เขาช้างเผือก“ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ในการขึ้นไป จะจำกัดจำนวนวันละไม่เกิน 60 คน และต้องจองล่วงหน้า 7 วัน พร้อมส่งชื่อ-สกุล เลขที่บัตรประชาชน และที่อยู่ให้ทางอุทยานฯ โดยจะใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 6 ชั่วโมง เป็นระยะทาง 8 กิโลเมตรพร้อมกางเต้นท์ค้างคืนบนยอดเขา 1 คืน ซึ่งทางอุทยานฯ จะจัดเจ้าหน้าที่นำทาง และจ้างลูกหาบช่วยขนสัมภาระให้ ใน 1 ปี จะเปิดให้คนเข้าไปท่องเที่ยวเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น เพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติ

7. เมืองมัลลิกา

หากเบื่อชีวิตเมืองกรุง มีแต่เรื่องวุ่นวาย ลองออกไปเที่ยวพักกายพักใจ ไปใช้ชีวิตแบบวิถีไทยในอดีต แต่งชุดไทย ห่มสไบ เดินเล่นย้อนยุคที่ เมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 ที่เที่ยวแห่งใหม่ของเมืองกาญฯ เมืองจำลองย้อนยุคของไทยสมัย รัชกาลที่ 5 ได้ใช้ชีวิตแบบคนในยุคนั้นจริงๆ ทั้งบ้านเรือน อาหาร ของใช้ และภาษาที่ใช้ก็แบบดังเดิมกัน เก๋ไก๋ไปอีกเจ้าค่ะ

8. โบสถ์สแตนเลส ณ วัดป่าลำขาแข้ง

โบสถ์แสตนเลส ณ วัดป่าลำขาแข้ง และพระพุทธรูปแสตนเลสหนึ่งเดียวในโลก ฉลุลายไทยวิจิตรงดงาม สร้างสรรค์จากแรงศรัทธาของประชาชน ที่ช่วยกันบริจาคสร้างขึ้นเพื่อนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสทรงเจริญพระชนพรรษาครบ 80 พรรษา เป็น สถานที่ท่องเที่ยว Unseen ในอำเภอศรีสวัสดิ์ การไปชมโบสถ์นี้ต้องนั่งเรือหางยาวจากเขื่อนศรีนครินทร์ไปชมความงดงามของโบสถ์แห่งนี้ เพราะวัดตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำของเขื่อนศรีนครินทร์ ไม่สามารเดินทางด้วยพาหนะอย่างอื่น

9. น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น หรือ น้ำตกห้วยขมิ้น เป็นหนึ่งในน้ำตกที่สวยงามที่สุดในประเทศไทย ด้วยความงามของม่านน้ำตกที่ไหลลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้นเล็กชั้นน้อย บรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยป่าเขา และต้นไม้นานาพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนต่างติดใจจนแวะมาเที่ยวน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นหลายต่อหลายครั้ง อย่างไม่รู้เบื่อ ที่นี่อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ เป็นพื้นที่ที่ยังคงเป็นป่าที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ สมัยก่อนการเข้าไปถึงตัวน้ำตก ทำได้ยาก ต้องผ่านเส้นทางที่ลำบาก ต้องใช้รถโฟว์วิล หรือขับรถอ้อมอ่างเก็บน้ำเพื่อข้ามแพขนานยนต์จากฝั่งตัวอำเภอศรีสวัสดิ์ มายังฝั่งน้ำตก ปัจจุบันมีเส้นทางลาดยางที่รถยนต์สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น ทำให้ผู้คนต่างมาเที่ยวชมน้ำตกกันอย่างไม่ขาดสาย

10. สะพานข้ามแม่น้ำแคว

สะพานข้ามแม่น้ำแคว ตั้งอยู่ที่ ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง เป็นสะพานที่สำคัญที่สุด สร้างขึ้นในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร มาก่อสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ เพื่อเป็นเส้นทางผ่านไปสู่ประเทศพม่า ซึ่งเส้นทางช่วงหนึ่งจะต้องข้ามแม่น้ำแควใหญ่ จึงต้องมีการสร้างสะพานขึ้น การสร้างสะพาน และทางรถไฟสายนี้ เต็มไปด้วยความยากลำบาก ความทารุณของสงครามและโรคภัย ตลอดจนการขาดแคลนอาหาร ทำให้เชลยศึกหลายหมื่นคนต้องเสียชีวิตลง ปัจจุบัน มีการยกย่องให้เป็น สัญลักษณ์แห่งสันติภาพ

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

เช็คอินฟินๆ ที่โคราช

เช็คอินฟินๆ ที่โคราช จังหวัดนครราชสีมา เป็นจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน มีแหล่งท่องเที่ยวที่ครบครัน และสวยงามมากมาย ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

10จุด เช็คอินฟินๆ ที่โคราช

1. อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย

อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ตั้งอยู่ที่ ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ห่างจากตัวจังหวัดนครราชสีมาไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตร มีพื้นที่รับผิดชอบราว 2,658 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่สำคัญของเมืองพิมายในอดีต ด้านทิศเหนือและตะวันออกจรดแม่น้ำมูล ทิศตะวันตกจรดลำจักราช และด้านทิศใต้ครอบคลุมสุดเขตบารายด้านทิศใต้ เป็นสถานที่ตั้งของปราสาทหินพิมาย ซึ่งเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนานิกายมหายานที่มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย มีอายุราว 1,000 ปีมาแล้ว เมืองพิมายมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง เมตร ยาว 1,030 เมตร มีกำแพงและคูน้ำล้อมรอบ มีแม่น้ำมูลไหลผ่านทางทิศเหนือและทิศตะวันออก ทางทิศใต้มีลำน้ำเค็ม ทิศตะวันตกมีลำน้ำจักราชไหลขึ้นไปบรรจบกับลำน้ำมูล คำว่า พิมาย น่าจะเป็นคำเดียวกับคำว่า วิมายะ ที่ปรากฏอยู่ในจารึกภาษาเขมรที่กรอบประตูด้านทิศตะวันออกของระเบียงคดด้านทิศใต้ของปราสาทหินพิมาย ระบุชื่อ กมรเตงชคตวิมาย และกล่าวถึงการสร้างรูปเคารพสำคัญชื่อ กมรเตงชคตเสนาบดีไตรโลกยวิชัย ใน พ.ศ.1651 ดังนั้นเมืองพิมาย จึงเชื่อได้ว่าเป็นเมืองที่มีมาตั้งแต่ในสมัยอาณาจักรเขมรโบราณ ที่มีการพัฒนาของชุมชนและสังคมตามลำดับ

2. น้ำตกเหวสุวัต

น้ำตกเหวสุวัต เป็นน้ำตกอุมดมสมบูรณ์ที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เดินเท้าเข้ามาไม่ไกลประมาณ 200 เมตรก็ถึง และนอกจากจะได้ชื่นชมธรรมชาติแล้ว ที่นี่ยังมีมุมเด็ดๆ ไว้ให้สำหรับนักท่องเที่ยวได้เก็บภาพสวย ๆ งาม ๆ ไว้เป็นที่ระลึกอีกเพียบ และไปต่อกันกับที่เที่ยวปากช่องที่มาแล้วต้องแวะ เพราะถ้าไม่ไปเก็บภาพสักแชะถือว่ามาไม่ถึง!

3. ตลาดน้ำเขาใหญ่

ตลาดน้ำเขาใหญ่ เป็นตลาดน้ำบนเนินเขาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีเจ้าของเป็นเจ้าเดียวกันกับตลาดน้ำสามพันนาม (หัวหิน) ตลาดน้ำอโยธยา ตลาดอโยเดีย และปางช้างอโยธยา โดยตลาดน้ำแบ่งออกเป็น 2 โซน คือโซนตลาดน้ำ และโซนสวนดอกไม้ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้พบกับความสวยงามของทุ่งดอกไม้สีเหลืองทีปกคลุม เขาตลอดทั้งปี พร้อมสวนสัตว์ (mimi zoo) ท่าม กลางธรรมชาติ ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้พบกับเหล่าสัตว์น่ารักอันได้แก่ แกะ กระต่าย อูฐ ที่นักท่องเที่ยวสามารถให้อาหารได้กับมือ นอกจากนี้ภายในตลาดยังมีสถานที่ถ่ายรูปสำหรับคู่รัก (swiss Love) พร้อมที่จอดรถกว่า 200 คัน

4. วัดศิมาลัยทรงธรรม 

วัดศิมาลัยทรงธรรม ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขา ภายในมีถ้ำหินงอกหินย้อย ตกแต่งพื้นที่สำหรับนั่งสมาธิภาวนา บนยอดพระบรมธาตุเจดีย์ตกแต่งเป็นบันไดพญานาค227ขั้น มีฝ่าพระหัตถ์จำลอง และกุฏิหลังเล็กๆตามแมกไม้บนภูเขา เป็นวัดที่มีความหลากหลายทางพระพุทธศาสนามากที่สุดเลยก็ว่า โดยมีการรวมศิลปะ ประติมากรรมจากหลายพื้นที่มาไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น อินเดีย ศรีลังกา ขอม ทิเบต ฯลฯ รับรองว่าคุณจะต้องเพลิดเพลินไปกับความอัศจรรย์ในแนวคิดของการสร้างวัดนี้ พร้อมมีเจ้านกยูงแสนสวย สัตว์เลี้ยงประจำวัดคอยต้อนรับคุณอย่างเป็นมิตร

5. น้ำพุธรรมชาติ

สระน้ำผุด ตั้งอยู่ที่ ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง เป็นตาน้ำที่มีน้ำไหลตลอดปี มีน้ำผุดออกมาโดยธรรมชาติ ลักษณะของน้ำจะใสมาก และไหลอยู่ตลอดเวลา ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนก็จะมีน้ำเยอะกว่าปกติ น้ำผุดนี้จะมี บ่อหรือชั้น ลดหลั่นกัน ไปเป็นบ่อๆ มีประมาณ 4 บ่อ สามารถลงเล่นน้ำได้ ส่วนบ่อที่เป็นตาน้ำจะไม่มีใครไปลงเล่นน้ำ เพราะถือว่าเป็นตาน้ำน้ำผุดบ่อน้ำ จะสามารถลงเล่นน้ำได้ มีสะพานข้ามไปฝั่งตรงข้าม โดยมีถนนทางเดินเล็กๆ เดินเข้าไป

6. จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย เที่ยวชมวิถีชีวิตพื้นบ้านแบบดั้งเดิม การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม แปลงเก็บผักปลอดสารพิษ ตลอดจนทุ่งดอกไม้นานาพรรณ และความงามของธรรมชาติ ท่ามกลางภูเขาและทุ่งหญ้า โดยจะเปิดให้เที่ยวชมเพียงปีละ 1 เดือนเท่านั้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมให้ได้เที่ยวชมและเลือกซื้อผัก ดอกไม้นานาชนิด พร้อมทั้งเรียนรู้สถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมประเพณีแบบดั้งเดิมของชาวอีสาน

7. เขาใหญ่ อาร์ต มิวเซียม

เขาใหญ่อาร์ตมิวเซียม (Khao Yai Art Museum) เป็นพื้นที่ทางศิลปะให้ผู้ที่สนใจสามารถเดินทางมาศึกษาเยี่ยมชม โดยอยู่ในฐานะของหอศิลป์และศูนย์รวมการเรียนรู้ทางศิลปะ ภายในจัดแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยศิลปินระดับแนวหน้าของเมืองไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลผลิตทางพุทธิปัญญาของมนุษย์ท้ังทางด้าน ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม มัณฑนศิลป์ และการจัดวางองค์ประกอบของทิวทัศน์ท่ามกลางบรรยากาศของธรรมชาติที่ งดงาม เงียบสงบ และอบอวลด้วยสนุทรียะแห่งการใช้ชีวีตอย่างมีรสนิยม

8. วัดโนนกุ่ม (วัดหลวงพ่อโต)

วัดโนนกุ่ม อ. สีคิ้ว หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ วัดหลวงพ่อโต ที่มีการสร้างรูป หล่อทองเหลืองรมดำของสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหฺมรังสี ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยโบสถ์มีการสร้างอย่างงดงามและใหญ่โต โดยมีคุณสรพงษ์ ชาตรี ดารานักแสดงได้เป็นผู้เริ่มดำเนินการสร้าง นอกจากนี้บิริวณโดยรอบ ยังมีสวนอุทยานที่สวยงาม ทำให้เป็นสถานที่น่าท่องเที่ยวอีกแห่งหรึ่งในเมืองโคราช

9. บ้านไม้ชายน้ำ

บ้านไม้ชายน้ำ เป็นพิพิธภัณฑ์ของเก่าและร้านอาหาร ในหนึ่งเดียว คุณจะเพลิดเพลินไปกับการเดินชมของเก่าจากหลายยุคหลายสมัย มีทั้งของเล่น เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องอุปโภคบริโภคในสมัยก่อน ที่เป็นของหายาก ถ้ามีคนแก่ไปด้วยท่านอาจจะได้รำลึกความหลัง ภายในโซนสวนอาหารก็ตกแต่งในแบบไทยย้อนยุค มีโคมไฟสีสันสดใสตกแต่งอย่างสวยงาม อีกทั้งยังมีรูปปั้นเหล่าบรรดาซุปเปอร์ฮีโร่ ที่เด็กๆ จะต้องชอบ ขอบอกเลยว่าการมาที่นี่ระวังเมมกล้องเต็มโดยไม่รู้ตัว

10. ผาเก็บตะวัน

ผาเก็บตะวัน อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน มีทางขึ้นอยู่ด้านอำเภอวังน้ำเขียว เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง ไฮไลท์สำคัญของที่นี่ คือ การดีดหนังสติ๊ก เป็นหนังสติ๊กขนาดใหญ่ ที่ให้เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวได้เล่น แต่ไม่ใช่ดีดไปส่งเดชนะครับ เพราะว่ากระสุนที่ใช้ มันคือเมล็ดพันธุ์ (ขายลูกละ 10 บาท) ที่ยิงออกไปไกลแค่ไหนก็แล้วแต่กำลัง มันก็จะเจริญเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ต่อไป ถือเป็นกุศโลบายชั้นเยี่ยม ที่คอยช่วยเหลือผืนป่าให้ยืนยาว

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

วัดสวย ใจกลางกรุง

วัดสวย ใจกลางกรุง กรุงเทพ จังหวัดที่เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย มีย่านการค้า และสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ที่คนไทย และต่างชาติต้องไม่พลาด

10 วัดสวย ใจกลางกรุง

1. วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร หรือวัดแจ้ง เป็นวัดโบราณ จากหลักฐานเชื่อว่าสร้างในสมัยอยุธยา เดิมเรียกว่า วัดมะกอกนอก ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าให้อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารของรัชกาลที่ 2 มาบรรจุที่พุทธอาสน์ของพระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก พระประธานในอุโบสถ และพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดอรุณราชวราราม จึงได้ถือว่าเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 2 พระปรางค์วัดอรุณฯ นับเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ ที่รู้จักกันทั่วโลก เพราะฉะนั้นถ้ามาถึงกรุงเทพฯ แล้วไม่แวะมาชมความสวยงามของพระปรางค์วัดอรุณฯแห่งนี้ ก็เหมือนมาไม่ถึงกรุงเทพ

2. วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร วัดแห่งนี้เป็นวัดของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 5 ถือเป็นสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์แบบของศิลปะไทย โดยมีสมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เป็นผู้ออกแบบ ที่นี่เป็นวัดที่มีความสวยงามมากที่สุดวัดหนึ่งของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ รวมถึงเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมพระพุทธรูปโบราณในสมัยต่างๆ กันมากมาย 

3. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือเรียกสั้นๆว่า วัดโพธิ์ นั่นเอง หนึ่งในวัดที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพมหานคร (วัดประจำรัชกาลในรัชกาลที่ 1) และมีพระนอนที่ใหญ่ที่สุดด้วยความยาวกว่า 150 ฟุต วัดโพธิ์ ถือได้ว่าเป็นวัดที่มีพระเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทย โดยมีถึง 99 องค์ เจดีย์เหล่านี้ถูกประดับประดาด้วยกระเบื้องเคลือบโบราณ ลวดลายดอกไม้สีสันสดใส สวยงามมาก ด้านในมีจิตกรรมฝาผนัง แสดงภาพวิถีชีวิตของชาวไทยในสมัยก่อน นอกจากนี้ ยังมีมหาเจดีย์ขนาดใหญ่ 4 องค์ องค์พระเจดีนั้นเป็นแบบเจดีย์ย่อไม้สิบสอง ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ อันประกอบด้วย พระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 1-4

4. วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร

วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร เป็นวัดที่พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงสถาปนาวัดจอมทองขึ้นใหม่ทั้งพระอาราม เนื่องจากเมื่อครั้งที่ทรงยกทัพไปสกัดทัพพม่าที่ด่านพระเจดีย์สามองค์ ใน พ.ศ. 2363 เมื่อกระบวนทัพเรือมาถึง วัดจอมทอง ฝั่งธนบุรีทรงหยุดพักและทำพิธีเบิกโขลนทวารตามตำราพิชัยสงครามพร้อมทรงอธิษฐานขอให้การไปราชการทัพครั้งนี้ได้ชัยชนะ แต่ปรากฏว่าไม่มีทัพพม่ายกเข้ามาเมื่อยกทัพกลับ พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดจอมทองใหม่ และถวายเป็นพระอารามหลวงแด่รัชกาลที่ 2 ซึ่งเป็นผู้โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า วัดราชโอรส ซึ่งเป็นชื่อที่เรียกสั้นๆจากชื่อเต็มว่า วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร เพื่อเป็นเกียรติแก่พระราชโอรสซึ่งเป็นผู้บูรณะ

5. วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระเเก้ว

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระเเก้ว เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของไทย และกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง เช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งเป็นวัดในพระราชวังหลวงในสมัยอยุธยา ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ยังเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต ที่นำมาจากกรุงเวียงจันทน์ เป็นวัดหลวงที่สำคัญในพระราชพิธีต่างๆ และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศไทยเราอีกด้วย

6. วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร หรือ วัดระฆัง

วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร หรือ วัดระฆัง สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมใช้ชื่อว่าวัดบางหว้าใหญ่ สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงยกให้เป็นพระอารามหลวง ต่อมาเมื่อมีการขุดพบระฆังโบราณในเขตวัดในสมัยรัชกาลที่ 1 จึงถูกเรียกว่า วัดระฆัง มาตั้งแต่นั้น วัดระฆังนี้เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช (สี) ในสมัยรัชกาลที่ 1 และสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) สมเด็จพระราชาคณะในสมัยรัชกาลที่ 4 อีกด้วย นอกจากนี้ภายในวัดยังมีพระวิหาร หอพระไตรปิฎก พระเจดีย์ 3 องค์ และพระปรางค์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระปรางค์ที่ทำถูกแบบแผนที่สุดในไทยอีกด้วย

7. วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร หรือ วัดสระเกศ

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร หรือ วัดสระเกศ เป็นวัดโบราณในสมัยอยุธยา เดิมชื่อว่าวัดสะแก ต่อมา รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ และได้ขุดคลองรอบพระอาราม แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า วัดสระเกศ ในสมัยรัชกาลที 3 โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะและสร้างพระบรมบรรพตหรือภูเขาทอง เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ

8. วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร หรือ วัดสุทัศน์

วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร หรือ วัดสุทัศน์ เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นใน พ.ศ. 2350 ภายในวัดสุทัศนเทพวรารามเป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) พระอัฐมรามาธิบดินทร และได้อัญเชิญ พระบรมราชสรีรางคารของพระองค์ มาบรรจุที่ผ้าทิพย์ด้านหน้าพุทธบัลลังก์พระศรีศากยมุนีเมื่อ พ.ศ. 2493 และมีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรในวันที่ 9 มิถุนายนของทุกๆปี

9. วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร

วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) วัดตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี เมื่อเข้ามาในวัดแล้ว ควรจุดธูปเทียนบูชาพระตามลำดับที่ทางวัดตั้งไว้ แล้วจึงเดินเข้าไปภายในพระวิหารหลวง เพื่อกราบนมัสการ หลวงพ่อโต หรือ พระพุทธไตรรัตนนายก หรือเรียกตามแบบจีนว่า หลวงพ่อซำปอกง เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยองค์ใหญ่ ซึ่งมีที่วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร วัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา และวัดอุภัยภาติการาม จ.ฉะเชิงเทรา เพียง 3 วัดเท่านั้นในประเทศไทย

10. วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร

วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร เป็นวัดที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพโปรดให้สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) มีสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมจีน พระอารามนี้เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชถึง 4 พระองค์ และเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหารมีชื่อเดิมว่า วัดใหม่ เป็นวัดโบราณ เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงผนวชได้เสด็จมาประทับ และทรงตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุตติกนิกายขึ้นที่วัดนี้เป็นครั้งแรก ถือเป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่ง เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 ทรงผนวช ณ วัดนี้อีกด้วย

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

เที่ยวขอนแก่น แดนอีสาน

เที่ยวขอนแก่น แดนอีสาน จังหวัดที่ใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแหล่งท่องเที่ยวมากมายและครบครัน หากมาเที่ยวที่ขอนแก่น ไม่มีเบื่อแน่นอน

เที่ยวขอนแก่น แดนอีสาน กับ10สถานที่

1. สวนสัตว์ขอนแก่น

สวนสัตว์ขอนแก่น หรือสวนสัตว์เขาสวนกวาง ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลคำม่วง อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น แหล่งท่องเที่ยวแบบครอบครัว ละลานตาด้วยสัตว์ต่างๆ เช่น ยีราฟ ม้าลาย นกกระจอกเทศ นกอีมู และกูดูใหญ่ เพลิดเพลินกับการแสดงสัตว์ที่รวบรวมเอาสัตว์พันธุ์ต่าง ๆ จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไฮไลต์ของที่นี่ นั่นคือ สะพานเดินชมสัตว์ (Sky Walk) สวนสัตว์ขอนแก่น ที่มีความยาวประมาณ 100 เมตร นักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมวิวทิวทัศน์ของอำเภอเขาสวนกวาง อำเภอน้ำพองและเขื่อนอุบลรัตน์ ด้านล่างของสะพานเดินชมสัตว์ จะเห็นม้าลาย ยีราฟ และนกกระจอกเทศ อีกด้วย

2. จุดชมวิวช่องเขาขาด

จุดชมวิวช่องเขาขาด เป็นจุดแบ่งเขตจังหวัดรอยต่อระหว่างจังหวัดหนองบัวลำภูและจังหวัดขอนแก่น นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเที่ยว มักจะเลือกที่นี่เป็นจุดชมวิวของทะเลสาบเหนือเขื่อนอุบลรัตน์ในมุมกว้าง เนื่องจากเป็นมุมสูงอยู่ช่วงสันเขาภูพานคำ ทำให้เห็นทัศนียภาพมุมกว้าง แถมยังเหมาะกับการชมวิวพระอาทิตย์ตก ซึ่งมองเห็นสันภูเก้าได้อย่างชัดเจนอีกด้วย เหมาะกับผู้ที่อยากมาซึมซับบรรยากาศธรรมชาติสวยๆ

3. พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง ตั้งอยู่ที่ ตำบลในเมือง อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น ก่อเกิดขึ้นจากการที่ นายสุธรรม แย้มนิยม ซึ่งเป็นอดีตนักธรณีวิทยาของกรมทรัพยากรธรณี ที่ได้ขุดค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ชิ้นแรกของไทยที่อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ในปี พ.ศ. 2519 ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนบริการ ได้แก่ ร้านขายของที่ระลึก ห้องอาหาร ห้องบรรยาย ส่วนวิชาการ ได้แก่ ห้องปฏิบัติการ ห้องทำงาน ห้องสมุด และส่วนนิทรรศการ ได้แก่ ห้องจัดแสดงชั้นล่างและชั้นบน จัดแสดงนิทรรศการการกำเนิดโลก หิน แร่ ซากดึกดำบรรพ์ และหุ่นจำลองไดโนเสาร์

4. หินช้างสี

หินช้างสี อยู่ที่ อุทยานแห่งชาติน้ำพอง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น ตั้งอยู่ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ นพ.3 หินช้างสี บริเวณรอยต่อของอำเภอบ้านฝางและอำเภออุบลรัตน์ เป็นจุดชมวิวที่อยู่บนหน้าผาสูง สามารถมองเห็นวิวของเขื่อนอุบลรัตน์ได้แบบสุดสายตาและยังอยู่ในพื้นที่บริเวณเดียวกับหินช้างสี ซึ่งเป็นลานหินทรายขนาดใหญ่ ตั้งเรียงรายแฝงอยู่ทั่วผืนป่า มีทั้งก้อนเล็กก้อนใหญ่ มีสีสันสวยงาม มีสะพานไม้เชื่อมระหว่างหินบางก้อนด้วย

5. สวนสาธารณะบึงทุ่งสร้าง

สวนสาธารณะบึงทุ่งสร้าง ตั้งอยู่ถนนจอมพล ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น เป็นบึงน้ำและสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น เป็นสถานที่พักผ่อนอีกแห่งหนึ่งของเมือง โดยจัดให้มีเกาะ เพื่อเป็นสวนสุขภาพของเมือง และเป็นสถานที่ออกกำลังกาย ของประชาชนในเขตเทศบาลนครขอนแก่น โดยได้ปรับภูมิทัศน์ให้มีความสวยงาม มีการเพาะปลูกพรรณไม้ดอกและไม้ประดับ จัดสร้างสนามเด็กเล่น บริเวณออกกำลังกาย ศาลาพักร้อน บ่อน้ำขนาดใหญ่ภายในสวน และยังมีสวนนกขนาดใหญ่อยู่ภายในสวนสาธารณะอีกด้วย

6. ศาลหลักเมืองขอนแก่น

ศาลหลักเมืองขอนแก่น ประดิษฐานอยู่ที่ศาลาสุขใจ เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนเมืองที่มักจะมาสักการะที่ศาลหลักเมืองแห่งนี้เป็นประจำ บรรยากาศภายในศาลหลักเมืองมีความร่มรื่น และสะอาดตา การออกแบบสถาปัตยกรรมศาลหลักเมืองขอนแก่น ตัวอาคารจะตั้งอยู่ ณ บริเวณจุดเดิม ลักษณะตัวอาคารมีศิลปะและสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ ทรวดทรวงและส่วนประกอบงานศิลป์เป็นการอนุรักษ์งานสถาปัตยกรรมที่สำคัญของท้องถิ่นอีสาน ขนาดและรูปทรงเป็นเป็นอาคารโถงจัตุรมุข และกว้างขวาง

7. วัดพระธาตุหนองแวง

วัดพระธาตุหนองแวง ตั้งอยู่ที่ ถนนกลางเมือง ริมบึงแก่นนคร ภายในวัดหนองแวงเมืองเก่าซึ่งเป็นพระอารามหลวง มีพระมหาธาตุแก่นนคร หรือ พระธาตุเก้าชั้นฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 50 เมตร เรือนยอดทรงเจดีย์จำลองแบบจากพระธาตุขามแก่น จัดสร้างขึ้น เนื่องในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และมหามังคลานุสรณ์ 200 ปี เป็นศิลปะสมัยทวาราวดี ผสมผสานศิลปะอินโดจีน ซึ่งเป็นลักษณะแบบชาวอีสานตากแห

8. ตลาดต้นตาล

ตลาดต้นตาล ตั้งอยู่ในตัวเมืองขอนแก่น อยู่บนพื้นที่ 40 ไร่ อยู่ติดถนนมิตรภาพ ภายในมีร้านค้ากว่า 400 ร้าน ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่น แถมมีสโลแกนเก๋ๆ ด้วยว่า ตลาดต้นตาล ตลาดฝันของคนมีไอเดีย โดยถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวม ชิ้นงานศิลปะ ของสะสมที่โปรดปราน สิ่งประดิษฐ์ หรือของที่คนชื่นชอบ คอเดียวกัน กลุ่มเล่านิทาน กลุ่มละคร กลุ่มเต้นรำ กลุ่มถ่ายภาพ กลุ่มนักแสดงเปิดหมวก กลุ่มดื่มเพื่อสุขภาพ กลุ่มรถคลาสสิคบิ๊กไบค์ ฯลฯ มาโชว์ มาอวด แลกเปลี่ยนผลงานแบบคนใจเดียวกัน อีกทั้งยังมีกิจกรรมความบันเทิงต่างๆ ที่นำมารวมกันบนพื้นที่สีเขียว อันร่มรื่นแห่งนี้

9. พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติขอนแก่น

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ตั้งอยู่ที่ถนนหลังศูนย์ราชการ ตำบลในเมือง จัดแสดงเรื่องราวท้องถิ่นอีสานเหนือ ในทางด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี วัฒนธรรมพื้นบ้านและชาติพันธุ์วิทยา เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีโบราณวัตถุล้ำค่าของภาคอีสานตอนบนหลายสมัย เช่น สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สมัยทวารวดี หรือข้าวของเครื่องใช้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสาน ฯลฯ ทั้งหมดจะจัดแสดงโดยแบ่งเป็นยุคสมัยต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ในอาคารทรงไทยประยุกต์สองชั้น ซึ่งเชื่อมต่อกับอาคารจัดแสดงใบเสมากลางแจ้งและอาคารชั้นเดียวด้านหลัง

10. วัดทุ่งเศรษฐี

วัดทุ่งเศรษฐี ตั้งอยู่ที่ ตำบลพระลับ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น มีความโดดเด่น คือ มีพระมหาเจดีย์ ที่ชื่อว่า มหาเจดีย์รัตนะ หรือ มหาเจดีย์ศรีไตรโลกธาตุ ที่มีรูปแบบการก่อสร้างที่สะท้อนถึงความเชื่อต่างๆ เป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างองค์เจดีย์สำคัญทั้งสามโลก คือ เจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นครเจดีย์ในนาคพิภพ และมหารัตนเจดีย์ศรีไตรโลกธาตุบนโลกมนุษย์ มาเยือนที่นี่แค่เพียงที่เดียวก็เหมือนกับว่าได้มาสักการะองค์เจดีย์ถึง 3 โลกเลยทีเดียว

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

เช็คอิน กิน เที่ยว ที่กรุงเทพ

เช็คอิน กิน เที่ยว ที่กรุงเทพ จังหวัดที่เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย มีย่านการค้า และสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ที่คนไทย และต่างชาติต้องไม่พลาด

10จุด เช็คอิน กิน เที่ยว ที่กรุงเทพ

1. ไอคอนสยาม

ไอคอนสยาม คือ เดสติเนชั่นที่เกิดจากการรวมพลังความคิดสร้างสรรค์ระดับชาติครั้งยิ่งใหญ่จากหัวใจคนไทยหลายภาคส่วน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญแขนงต่างๆจากหลายประเทศร่วมสร้างสรรค์กว่า 1,000 คน และนำเสนอในรูปแบบของความวิจิตรล้ำสมัย ทำให้ที่นี่เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คใหม่ของกรุงเทพฯ การตกแต่งของไอคอนสยามนั้น เกิดจากทำงานร่วมกับศิลปินแห่งชาติ และศิลปินระดับโลกมากมาย ร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ของความเป็นไทย ลงในประติมากรรมชิ้นเอกน่าตื่นตาตื่นใจที่จัดแสดงอยู่ทั่วอาคาร มีร้านค้าและบริการหลากหลายมากกว่า 3,000 ผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งล้วนมีเอกลักษณ์และมีชื่อเสียงจากท้องถิ่นต่างๆ ผ่านความสุข 7 สุข คือ สุขเสน่ห์ สุขแซ่บ สุขสนุก สุขสร้างสรรค์ สุขสัมพันธ์ สุขสืบสาน และสุขสมหวัง

2. มหานคร สกายวอล์ค

มหานคร สกายวอล์ค ตั้งอยู่บนชั้น 78 ของตึกคิง เพาเวอร์มหานคร ถ้าใครอยากจะมาฟิน รับลมเย็นๆ บนดาดฟ้า ที่ได้ขึ้นชื่อว่าสูงที่สุดในประเทศไทย สามารถเดินทางมากันได้ง่ายๆ ด้วยรถไฟฟ้า BTS ลงสถานีช่องนนทรี ทางออกตึกคิง เพาเวอร์ มหานคร เอาเป็นว่าสะดวกมากๆ หาไม่ยากแน่นอน

3. ตลาดนัดรถไฟรัชดา

ตลาดนัดรถไฟรัชดา แหล่งรวมของคลาสสิค ที่เหล่าฮิปสเตอร์ทั้งหลายชื่นชอบกัน และยังคงกลิ่นอายเอกลักษณ์ของตลาดนัดรถไฟไว้อย่างครบถ้วน ทั้งร้านอาหารอร่อยไม่เหมือนที่ไหน ร้านรวงขายเสื้อผ้าเด็กแนว รวมไปถึงของตกแต่งบ้านสุดคลาสสิคที่หาจากที่ไหนได้ยาก ถึงแม้ว่าจะไม่ใหญ่โต และมีของให้เยอะแยะอย่างตลาดนัดรถไฟ ศรีนครินทร์ แต่ถ้าพูดถึงบรรยากาศรวมๆ และการเดินทางที่สะดวกกว่าด้วยรถไฟใต้ดิน ก็ถือว่าโอเคเลยทีเดียว

4. ตลาดนัดจตุจักร

ตลาดนัดจตุจักร เป็นแหล่งช้อปปิ้งยอดฮิต ของชาวไทย และชาวต่างชาติ เปิดในวันเสาร์-อาทิตย์ ส่วนวันพุธและพฤหัสบดีจะเป็นตลาดค้าส่งต้นไม้ ที่นี่ไม่มาไม่ได้ เพราะเป็นแหล่งรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ แฟชั่นเสื้อผ้าหน้าผม แหล่งขายสัตว์เลี้ยงจากฟาร์ม เรียกได้ว่า มีตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบเลย ไม่มีที่ไหนในโลกที่จะเหมือนที่นี่ได้อีกแล้ว

5. ตลาดน้ำขวัญเรียม

ตลาดน้ำขวัญเรียม เป็นตลาดน้ำกลางกรุงริมคลองแสนแสบที่ร่มรื่น เชื่อมสองฝั่งระหว่างวัดบำเพ็ญเหนือ เสรีไทย 60 และ วัดบางเพ็งใต้ รามคำแหง 187 ด้วยสะพานเรือที่เชื่อมระหว่างวัดบำเพ็ญเหนือและวัดบางเพ็งใต้ ที่นี่จึงเป็นตลาดน้ำแห่งแรกที่มีสะพานเรือเชื่อมต่อวัฒนธรรมสองฝั่งคลองให้อยู่ร่วมกัน ไฮไลท์ของที่นี่นอกจากจะได้รำลึกถึงบรรยากาศเก่าๆ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว ยังได้บรรยากาศวิถีชีวิตชาวไทย ทั้งตักบาตรพระทางเรือในทุก วันเสาร์ – อาทิตย์ ฟังธรรม และดูการละเล่นไทยๆ มากมายริมคลองแสนแสบที่มีประวัติมายาวนาน และร่มรื่นแห่งนี้ ภายในตลาดยังมีของอร่อย ของใช้ต่างๆ ให้ได้ลองชิม และช้อปเป็นของฝากกลับบ้านมากมาย

6. ย่านบางรัก เจริญกรุง

ย่านบางรัก เจริญกรุง เป็นที่ที่มีบรรยากาศสบายๆ ไปเดินเล่น เที่ยวถ่ายรูป และมีของอร่อยมากมาย มีที่เที่ยวชิคๆ ให้นั่งชิล มีร้านติ่มซำชื่อดัง ซึ่งทีเด็ดของร้านนี้คือ เมนูทั้งหลายจะทำโดยเชฟชื่อดังจากโรงแรมแชงกรีลานั่นเอง แต่ละเมนูของที่นี่คือราคาถูกมาก แถมรสชาติยังเทียบกับบุฟเฟต์ติ่มซำของโรงแรมแพงๆ ได้เลยทีเดียว มีขนมจีบกุ้ง ฮะเก๋า เสี่ยวหลงเปา กินคู่กับน้ำชาและเก๊กฮวย ใครอยากกินติ่มซำคุณภาพดีในราคาถูก ตามมากินร้านนี้ให้ได้เลย

7. ตลาดน้ำตลิ่งชัง

ตลาดน้ำตลิ่งชัน เป็นตลาดน้ำใจกลางเมืองที่ยังคงความเป็นธรรมชาติ และวิถีชีวิตชาวบ้านริมน้ำ สองฝั่งคลอง ที่แวดล้อมไปด้วยสวนกล้วยไม้สวนผัก และผลไม้พื้นบ้านไว้ได้อย่างครบถ้วน ตลาดน้ำแห่งนี้ยังคงบรรยากาศแบบชาวบ้าน และอาหารรสชาติอร่อยแบบท้องถิ่นสมัยโบราณ ห่างไกลจากมลพิษบนท้องถนน มีเรือแพให้นั่งชิมอาหารอร่อยริมน้ำลมโชยเย็นสบายอีกด้วย ไฮไลท์ของที่นี่ก็คือ การมานั่งอร่อยกับอาหารทะเล และน้ำจิ้มแซ่บๆ บนแพ ได้ทั้งบรรยากาศ และความอร่อยแบบพื้นบ้าน และราคาของอาหารที่ไม่แพง นอกจากนี้ยังมีพืชผักพื้นบ้าน ผลไม้สดจากสวนมาวางขาย รวมไปถึงงานหัตถกรรมดีๆจากภูมิปัญญาชาวบ้านอีกด้วย

8. เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ ฟรอนต์

เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ ฟรอนต์ ที่นี่เป็นโกดังเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งในสไตล์ Shopping Street ที่แตกต่างด้วยไอเดียสุดล้ำของตำนานเจ้าสัวยังมีไฟอย่างคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี พลิกฟื้นพื้นที่ร้างให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่สุดชิลล์ แสนสบาย และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสุขกับการเดินย่ำราตรีของคนเมืองที่จะได้มา ช้อป ชม ชิม และชิลล์กันอย่างสุดเหวี่ยง บรรยากาศ และสไตล์การตกแต่งของที่นี่รักษากลิ่นอายดั้งเดิมเอาไว้เป็นอย่างดีด้วยโครงสร้างแบบเดิมๆ ของโกดังท่าเรือที่ให้ความรู้สึกของเมืองท่าที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ และสีสันยามค่ำคืน

9. SeaLife Bangkok Ocean World

SeaLife Bangkok Ocean World เอาใจเด็กๆด้วยการพาดำดิ่งไปสู่โลกใต้ท้องทะเลกับ Turtle Fest อาณาจักรเต่าทะเล ภายใต้ความร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง ที่นี่มีมีโซนสัตว์น้ำมากมาย ที่จะทำให้ทุกคนดื่มด่ำไปกับโลกใต้ท้องทะเลอย่างแท้จริง มีโซนป่าดิบชื้น ที่จะมีตัวออตเตอร์น่ารัก ๆ อุโมงค์ใต้ทะเล ที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดกับเหล่าปลาใต้ท้องทะเลมากขึ้น มหัศจรรย์ไปกับโลกน้ำแข็งที่มีเพนกวินน่ารัก ๆ และโซนอื่น ๆ อีกมากมาย

10.เยาวราช

เยาวราช หรือไชน่าทาวน์เมืองไทย ถือเป็นแหล่งของกินสุดฮิตของวัยรุ่น และคนทำงานที่ชอบซอกแซกหาของกินอร่อย ๆ ยามค่ำคืน ซึ่งร้านมีอาหารจำนวนมาก ในย่านนี้ที่ไม่ทำให้ผิดหวังจริง ๆ ทั้งของคาวของหวานเรียกได้ว่าถูกใจและถูกปากมากๆ ที่นี่เป็นอีกย่านที่น่าเที่ยวมากๆ ในกรุงเทพฯ เพราะนอกจากจะเต็มไปด้วยศาลเจ้า วัดจีน วัดไทยมากมายแล้ว ทีเด็ดของที่นี่ก็คือ มีร้านอาหารให้เลือกอิ่มอร่อยกัน แบบตลอดเส้นทางทั้งกลางวัน ไปยันกลางคืน สายกินก็ต้องไม่พลาดแวะมาเด็ดขาด สำหรับใครที่อยากเติมพลังให้กับตัวเอง ด้วยของกินอร่อย ๆ เหล่านี้ ก็แวะเวียนกันไปได้ทุกวัน

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

เที่ยวแบบฟินๆ เช็คอินที่ระนอง

เที่ยวแบบฟินๆ เช็คอินที่ระนอง เมืองที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติ เงียบสงบ และมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ทั้งทะเล ภูเขา และน้ำตก

สถานที่ เที่ยวแบบฟินๆ เช็คอินที่ระนอง

1. ภูเขาหญ้า

ภูเขาหญ้า ตั้งอยู่ริมเส้นทางหลวงหมายเลข 4 อยู่ตรงข้ามกับอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว ในอำเภอเมือง จังหวัดระนอง เป็นภูเขาที่ไม่มีต้นไม้ใหญ่ มีเพียงต้นหญ้าปกคลุมแนวเขาที่ทอดตัวจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ภูเขาเท่านั้น และเต็มไปด้วยหญ้าต่างสีและเนินเขางดงาม ในช่วงฤดูแล้งภูเขาหญ้าจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวยิ่งในช่วงฝนตกใหม่ๆอาจมีโอกาสได้เห็นสายหมอกฝนลอยไปมาอีกด้วย จึงนิยมเรียกกันว่า ภูเขาหญ้าสองสี การชมภูเขาหญ้านอกจากจะชมได้จากลานกว้างด้านล่างแล้ว ยังสามารถขึ้นไปชมวิวในมุมสูงมีทางราบเชิงเขา มีทางเดินเท้าสำหรับนักท่องเที่ยว เพื่อขึ้นไปยังบนสันเขาเพื่อชมทิวทัศน์ ซึ่งภูเขาแต่ละลูกไม่สูงมากและเชื่อมต่อกัน สามารถเดินเท้าขึ้นไปตามทาง จากลูกนึงเดินต่อไปยังอีกลูกนึงได้

2. ระนองแคนยอน

ระนองแคนยอน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสวยงามแปลกตา  คือ เป็นสระน้ำสีเขียวมรกตขนาดย่อมที่รายล้อมไปด้วยหุบเขา ที่นี่เคยเป็นเหมืองแร่มาก่อน เป็นเหมืองแบบฉีดโดยฉีดน้ำให้กัดเซาะดินปนแร่จากตัวภูเขาให้ลงมาสะสมในแอ่งน้ำด้านล่าง หลังจากนั้นก็จะสูบน้ำในแอ่งขึ้นตามท่อเพื่อนำมาผ่านกระบวนการทางกายภาพ เพื่อทำการแยกแร่ออกจากทรายที่ไม่มีค่า ทำให้สภาพภูเขาเกิดลักษณะเว้าแหว่งสวยงามแปลกตา และเมื่อมองจากเนินเขาข้างบนลงมา จะเห็นน้ำในบึงใสสะอาด สะท้อนสีของท้องฟ้าและต้นไม้ เป็นสีเขียวอมฟ้าดุจดังมรกต

3. พระราชวังรัตนรังสรรค์(จำลอง)

พระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง) ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดระนอง สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์การเสด็จประทับแรมจังหวัดระนอง ของพระมหากษัตริย์ 3 พระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ซึ่งได้จัดจำลองบรรยากาศของพระราชวังเดิมเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นห้องบรรทมของรัชกาลที่ 5 ห้องบรรทมของพระราชินีและพระราชโอรส พระราชธิดา ห้องทรงพระอักษร หากมาที่นี่จะได้ชมความงดงาม และสถาปัตยกรรมของปราสาทไม้ที่สร้างด้วยไม้สัก และไม้ตะเคียนทองที่งดงามทั้งหลัง

4. วัดวารีบรรพต

วัดวารีบรรพต เป็นวัดสวยที่อยู่ในจังหวัดระนอง และอยู่ห่างจากตัวเมืองด้วยระยะห่างเพียง 7 ก.ม. ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็จะถึงวัดวารีบรรพตแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา มองเห็นวิวได้โดยรอบ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ มีความยาวถึง 22 เมตร นอกจากนี้ เราจะได้ชมความสวยงามของเจดีย์สีทอง ชื่อว่า มหาทุติยเจดีย์ศรีบรรพต เนื่องจากวัดนี้เป็นที่ศรัทธาของชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในระนอง จึงมีพระพม่าและช่างฝีมือของพม่า มาช่วยทำการสร้างเจดีย์นี้ ถือว่าเป็นเรื่องแปลกที่ในวัดไทยจะมีเจดีย์แบบพม่าด้วย

5. จุดชมวิวเขาฝาชี

จุดชมวิวเขาฝาชี เป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของ ตำบลบางแก้ว อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง โดยจุดชมวิวแห่งนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว เป็นสถานที่ชมทิวทัศน์สวยงาม พระอาทิตย์อัสดงมองเห็นลำน้ำกระบุรี ไหลมาบรรจบกับลำน้ำละอุ่นออกสู่ทะเลอันดามัน เกิดเป็นทัศนียภาพที่น่าประทับใจ ของเกาะแก่งน้อยใหญ่มองเห็นฝั่งพม่า นอกจากนี้แล้ว จุดชมวิวเขาฝาชี ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดระนองอีกด้วย โดยเฉพาะในฤดูหนาวช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม แสงสีสุดท้ายของท้องฟ้าจะสดสวย งดงามมากที่สุด และยังสามารถมองเห็นทะเลหมอกได้ในบางวัน

6. อ่างเก็บน้ำหาดส้มแป้น

อ่างเก็บน้ำหาดส้มแป้น ตั้งอยู่เส้นทางเดียวกับ บ่อน้ำพุร้อนรักษะวาริน วัดหาดส้มแป้น เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางมีความจุน้ำขนาด 10 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยอ่างเก็บน้ำหาดส้มแป้นแห่งนี้ ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากการนำน้ำไปใช้ในการเกษตร สวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน และสวนผลไม้ และยังเป็นแหล่งน้ำดิบอีกแหล่งน้ำในการสูบน้ำขึ้นมาเพื่อการผลิตน้ำประปา เพื่อจำหน่ายให้กับผู้คนในพื้นที่อำเภอเมืองระนอง ด้วยทัศนียภาพที่สวยงาม ตั้งอยู่ในที่สูง โอบล้อมด้วยหุบเขาเขียวขจี และมีบรรยากาศที่เงียบสงบ ทำให้อ่างเก็บน้ำหาดส้มแป้นกลายเป็นสถานที่พักผ่อน ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมแวะมาถ่ายภาพกันอยู่บ่อยครั้ง ในช่วงที่ฝนตกใหม่ๆอาจมีโอกาสได้เห็นสายหมอกบางๆลอยคลอเคลียอยู่ตามไหลเขาอีกด้วย

7. วัดบ้านหงาว

วัดบ้านหงาว อยู่ที่ 63/2 หมู่ที่ 1 ต.หงาว อ.เมือง จ.ระนอง เป็นวัดดังของ จ.ระนอง ซึ่งมีชื่อเสียง และมีสิ่งที่น่าสนใจคือ วังมัจฉา มีปลาจำนวนมากแล้วก็มีขนาดใหญ่ มีตั้งแต่ปลาบึก ปลาจาระเม็ดน้ำจืด และปลาดุกยักษ์ อุโบสถหลังใหม่ มีรายละเอียดการตกแต่งที่สวยงามมาก และมีพระพุทธรูปดีบุกที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังมีบันได 343 ขั้น ให้นักท่องเที่ยวได้เดินขึ้นไปพิชิตภูหงาวดาวดึงส์อีกด้วย

8. เกาะพยาม

เกาะพยาม เป็นสถานที่ที่เหมาะกับการมาพักผ่อนกายใจ ให้สงบนิ่ง เกาะแห่งนี้มีความเป็นธรรมชาติแบบดั้งเดิม ยังไม่มีการก่อสร้างมากนัก ตอนกลางของเกาะเป็นภูเขามีป่าไม้และสัตว์ป่า ประเภท นก ลิง และหมูป่า พื้นที่บางส่วนเป็นสวน ชาวบ้านบนเกาะมีอาชีพทำสวนมะพร้าว สวนยาง และสวนกาหยู ลักษณะรอบๆ ชายฝั่งเป็นอ่าวสลับกับโขดหิน และหาดทราย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายเพื่อมาพักผ่อนอย่างแท้จริง เกาะพยามนี้ยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่มาก จึงเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ หากต้องการปลีกวิเวกและอยากให้วันพักผ่อนเป็นวันอันสงบอย่างแท้จริง มาที่เกาะพยามรับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

9. หาดทรายดำ

หาดทรายดำ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะพยาม เป็นสถานที่ชมความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของเกาะทรายดำ อันเป็นแหลมที่ยื่นออกจากฝั่งส่วนหนึ่งของระนอง โดยบนเกาะนั้นมีชุมชนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ และใกล้กับชุมชนนั้นจะพบกับหาดทรายสีดำที่เกิดจากเศษผงของเนื้อไม้ ที่ถูกพัดพามาทับถมเป็นเวลานานจนหาดกลายเป็นสีดำ และสีดำที่ฉาบตัวหาดนั้นก็คือสีของใบโกงกางนั่นเอง ที่นี่เหมาะสำหรับการเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ไม่เหมาะกับการลงเล่นน้ำ และในบริเวณทิศใต้ของเกาะทรายดำ ยังมีอ่าวปอ เป็นอ่าวที่มีลักษณะเป็นเวิ้งอ่าวเงียบสงบมีทิวทัศน์ของชายหาด และป่าชายเลนที่สวยงามหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น ป่าชายเลนแหลมมะขาม ซึ่งมีลักษณะทางนิเวศวิทยาที่สมบูรณ์มาก รับรองว่าคนรักธรรมชาติจะต้องหลงที่นี่มากแน่ๆ สำหรับกิจกรรมบนเกาะทรายดำแห่งนี้ นอกจากการเดินป่าศึกษาธรรมชาติระยะทาง 4 กิโลเมตรแล้ว ยังจะได้ชมวิถีชีวิตของชาวประมง โดยเฉพาะการทำกะปิจากกุ้ง ซึ่งถือเป็นของดีอีกอย่างหนึ่งของจังหวัดระนองด้วย

10. อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว

อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว ตั้งอยู่ที่ หมู่ 1 ตำบลหงาว อำเภอเมือง จังหวัดระนอง เป็นสถานที่ให้ชมความชุ่มฉ่ำจากสายน้ำ เป็นน้ำตกคู่เมืองระนองที่ทุกคนรู้จักกันดี เพราะเมื่อเดินทางผ่านเข้าตัวเมืองระนอง จะต้องพบกับสายน้ำสีขาวของน้ำตกหงาวที่กระโจนลงมาจากหน้าผาสูงสายนี้ ที่นี่ได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. พ.ศ. 2542 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 417,500 ไร่ โดยไฮไลท์ของอุทยานฯ แห่งนี้คือ น้ำตกหงาวนั่นเอง น้ำตกหงาวนั้นเป็นน้ำตกที่ไหลลงมาจากหน้าผาสูงชัน โดยช่วงที่มีน้ำมากที่สุดคือช่วงเดือนมิถุนายน และช่วงที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวมากที่สุด คือช่วงเดือนเดือนพฤศจิกายน – เมษายนนั่นเอง

อ่านสาระเพิมเติมได้ที่ https://pizzaandfooditalia.com

ทะเลพม่า สวรรค์แห่งอันดามัน

ทะเลพม่า สวรรค์แห่งอันดามัน ทะเลที่มีความสวยงามของหาดทราย ความใสของน้ำทะเล และโดดเด่นไปด้วยโลกใต้ท้องทะเล ที่นักท่องเที่ยวต้องชอบแน่นอน

12 ทะเลพม่า สวรรค์แห่งอันดามัน

1. เกาะหัวใจมรกต

เกาะหัวใจมรกต หรือ เกาะค๊อกคอม (Cocks Comb) เกาะแห่งนี้ เพิ่งจะเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวไม่นาน มีลักษณะเป็นเกาะหินปูน มีช่องว่างตรงกลางเกาะคล้ายกับรูปหัวใจ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ส่วนบริเวณด้านล่างเต็มไปด้วยเหล่าปะการัง และปลาหลากหลายสายพันธุ์ ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เพราะน้ำทะเลใสมาก นักท่องเที่ยวที่จะมาดำน้ำที่นี่ อาจต้องเพิ่มความระมัดระวังพอสมควร เนื่องจากจะต้องลอดปากถ้ำเข้าไป ทั้งนี้ยังต้องดูระดับน้ำ สภาพคลื่นลมต่าง ๆ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะน้ำที่นี่ค่อนข้างเชี่ยว แต่ถ้าได้ลองเข้าไปข้างในแล้ว รับรองว่าคุ้มค่ามากแน่นอน

2. เกาะนาวโอพี

เกาะนาวโอพี เป็นเกาะที่ตั้งเคียงคู่กับเกาะหัวใจมรกต เป็นอีกหนึ่งเกาะเปิดใหม่ ที่เป็นเหมือนสวรรค์สำหรับคนที่ชอบการเที่ยวทะเล เป็นเกาะที่มีดอกไม้ทะเลมากที่สุด และสวยที่สุด หาดทรายนุ่ม น้ำทะเลสีฟ้าใสมากๆ และยังมีความสงบ และความเป็นส่วนตัวอยู่สูง คล้าย ๆ กับเป็นเกาะส่วนตัว เพราะมีที่พักให้บริการอยู่เพียงแค่ที่เดียวเท่านั้น มีปะการังสวยและสมบูรณ์ ว่ากันว่าเป็นอีกหนึ่งเกาะที่สวยทั้งบนบกและใต้น้ำจริง ๆ

3. หมู่เกาะช้างเผือก

หมู่เกาะช้างเผือก หรือ Cock Burn Island หนึ่งในเกาะที่เที่ยวทะเลพม่าที่สวย ประกอบไปด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่รวมเป็นหมู่เกาะช้างเผือก น้ำทะเลสีฟ้าใส และแนวปะการังที่สวยเกินบรรยาย สำหรับผู้ที่ชอบดำน้ำบอกเลยว่ามาเกาะนี้ไม่ผิดหวังจริงๆ เพราะตั้งแต่วินาทีแรกที่คุณดำดิ่งมองลงไปใต้น้ำ คุณจะเจอกับฝูงปลาและปะการังหลายชนิดกันแบบใกล้ชิดเลยทีเดียว มีทั้งปลาปักเป้า ปลาดาว และปลาการ์ตูน ละลานตาอยู่เต็มไปหมด จนทำให้ต้องตะลึงกับใต้ท้องทะเลแห่งนี้ หรือจะเดินเล่นบนหาดทรายสวย ๆ ก็ชิลได้ไม่แพ้กัน ลองได้มาเห็น รับรองว่าต้องชื่นชอบความอุดมสมบูรณ์ของทะเลพม่าแน่นอน

4. เกาะบรูเออร์

เกาะบรูเออร์ หรือ Bruer island มีชื่อเรียกในภาษาพม่าว่า ซองก๊อก (Saung Guat) แปลว่า พิณพม่า เพราะเมื่อมองจากมุมสูงที่นี่จะมีลักษณะคล้ายกับพิณพม่า จุดเด่นที่ไม่เหมือนใครของเกาะบรูเออร์คือ มีชายหาดที่ยาวคู่ขนานกันทั้ง2สี หาดหนึ่งจะมีสีฟ้าและอีกหาดหนึ่งจะมีสีเขียวมรกต ทั้งสองหาดสามารถเดินข้ามมาหากันได้เพียงไม่กี่เมตร โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และยังมีจุดดำน้ำที่สวยงามอยู่หลายจุด ซึ่งแต่ละจุดมีความสวยงามอยู่ไม่แพ้กัน นักท่องเที่ยวจะได้เพลิดเพลินกับฝูงปลา และปะการังสวยๆอย่างแน่นอน

5. เกาะย่านเชือก

เกาะย่านเชือก หรือ ZedetkyiKyun Island ว่ากันว่าเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในน่านน้ำของท้องทะเลพม่า นักท่องเที่ยวไม่สามารถขึ้นไปทำกิจกรรมต่าง ๆ บนชายหาดได้ เพราะมีทหารพม่าดูแลอยู่ แต่นักท่องเที่ยวสามารถดำน้ำบริเวณหน้าหาดได้ ซึ่งบอกได้เลยว่า ที่นี่เป็นเหมือนสวรรค์ขนาดย่อม เพราะเต็มไปด้วยดอกไม้ทะเลและปลานีโมแหวกว่ายไปมา มีปะการังน้ำตื้นหลากหลายชนิด เช่น ปะการังเขากวาง ปะการังผักกาด ปะการังโต๊ะ และปะการังสมอง แต่ถ้าสภาพอากาศและท้องทะเลเป็นใจ ก็อาจมีโอกาสพบหมึกกระดองในบริเวณนี้อีกด้วย

6. เกาะลอร์ด แฮฟเว่น

เกาะลอร์ด เฮฟเว่น หรือ Lord Heaven Island เป็นเกาะสวยในทะเลพม่า และเป็นหนึ่งในหมู่เกาะมังกร ที่ยังคงความสวยงามทางธรรมชาติไว้อย่างครบถ้วนทั้งบนบก และใต้ท้องทะเลจนถูกให้นิยามว่าเป็น ราชาแห่งสวรรค์ กันเลยทีเดียว ที่นี่มีหาดสีขาวทรายละเอียดนุ่มเท้า ที่ถูกโอบล้อมด้วยกำแพงภูเขา บนหาดเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจี นอกจากนี้เรายังสามารถเดินทะลุไปอีกฝั่งหนึ่งได้ ซึ่งหลังเกาะนั้นจะเป็นอ่าวเล็กๆ ชื่อ Shark Bay เป็นหน้าผาและก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายครีบฉลามโผล่เหนือน้ำ มีโขดหินแหลมๆ สวยงาม แปลกตามากๆ เหมาะกับการถ่ายรูปสวยๆอย่างยิ่ง

7. เกาะลัฟโบโร่

เกาะลัฟโบโร่ (Lord Loughborough Island) นี้เป็นหนึ่งในหมู่เกาะมังกร เป็นที่เที่ยวสุดฮอตของทะเลพม่า ที่นี่มีน้ำทะเลสวยใสสีคราม หาดทรายขาวละเอียด และโลกใต้ทะเลที่อุดมสมบูรณ์ ตรงด้านหน้าอ่าวจะเรียกว่า Sleeping Dragon หรือ อ่าวมังกรหลับ เพราะหากดูจากมุมสูงของเกาะ จะมองคล้ายกับมังกรหลับ ซึ่งเราสามารถเดินขึ้นไปชมวิวสวยๆ นี้ได้จากจุดชมวิวของเกาะอีกด้วย

8. เกาะค็อกเบิร์น

เกาะค็อกเบิร์น (Cock Burn Island) เป็นเกาะกลางทะเลอันดามันที่มีแต่ผืนป่า หาดทราย โขดหิน ท้องทะเล และความเงียบสงบ เกาะแห่งนี้มีเอกลักษณ์ตรงที่มีหาดทรายสั้น ๆ เชื่อมระหว่างเกาะจนกลายเป็นหาดที่มีน้ำทะเลทั้ง 2 ฝั่ง และจะมีช่วงเวลาที่น้ำทะเลท่วมกลืนหาดนี้ทั้งหาดด้วย นับว่าเป็นความมหัศจรรย์ที่น่าตื่นตาของทะเลพม่าเป็นอย่างมาก นอกจากหาดทรายที่สวยและแปลกตาแล้ว ที่เกาะนี้ยังมีแนวปะการังน้ำตื้นไม่ถึงเมตร ที่อยู่บนเรือก็สามารถมองเห็นได้ชัดเจน และสามารถนั่งเรือเร็วเดินทางจากระนองมาถึงเกาะค็อกเบิร์นได้ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง

9. เกาะเกือกม้า

เกาะเกือกม้า (HorseShoe Island) เป็นเกาะเล็ก ๆ ที่มีลักษณะโค้งเว้าเหมือนรูปเกือกม้า และมีชายหาดที่สวยงามตระการตา ที่ได้ซ่อนเร้นอยู่ในโค้งนี้ เกาะนี้จึงมีชื่อตรงกับลักษณะว่าเกาะเกือกม้า หรือเกาะฮอร์ทชูส์ โดยน้ำทะเลของหาดบนเกาะนี้จะค่อนข้างสงบนิ่ง เนื่องจากอยู่ในโค้งเว้าและมีเกาะแก่งขวางคลื่นลมอยู่ การท่องเที่ยวที่เกาะแห่งนี้คุณสามารถเลือกได้ทั้งการเดินทางแบบไปเช้าเย็นกลับจากระนอง หรือนอนค้างคืนบนเกาะเกือกม้านี้เลย และเกาะนี้ยังอยู่ไม่ไกลกับเกาะหัวใจมรกต และอยู่ในแนวเดียวกับเกาะช้างและเกาะพยามของฝั่งไทยอีกด้วย การเดินทางจากระนองมาถึงเกาะนี้จึงใช้เวลาไม่นานนัก

10. เกาะซาลิ

เกาะซาลิ (Sali Island) ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นมัลดีฟส์แห่งพม่าเลยก็ว่าได้ จากชายหาดและทะเลตื้นที่น้ำใสจนเห็นพื้นทรายขาว ๆ ใต้น้ำอย่างชัดเจน และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแหล่งใหม่ที่ยังไม่มีชื่อในแผนที่โลก (เกาะอยู่ใกล้กับ Balar Island ทางฝั่งทะเลพม่าซึ่งในกูเกิลแมพระบุชื่อว่า Saddle Island) โดยการเดินทางไปเกาะซาลิใช้เวลาในการเดินทางจากท่าเรือในระนองประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ ซึ่งจุดเด่นของเกาะซาลิ คือชายหาดที่กว้างใหญ่มาก และยื่นออกไปในลักษณะแหลมทราย โดยรอบเป็นเขตทะเลน้ำตื้นที่น้ำใสสะอาดสุดๆ

11. เกาะแมคลอยด์

เกาะแมคลอยด์ (Macleod Island) หรือออกเสียงอีกอย่างว่าเกาะมากุย เป็นเกาะที่ได้รับการยกว่าคือราชินีแห่งทะเลพม่า เพราะเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยชายหาดหลายแห่ง มีแนวปะการังล้อมรอบมากมาย ภายใต้ธรรมชาติทั้งผื่นป่าและท้องทะเลที่ยังอุดมสมบูรณ์ และมีรีสอร์ทที่พักบนเกาะให้นอนค้างคืนด้วย มีกิจกรรมหลากหลายทั้งเล่นน้ำ ดูปะการัง ไปจนถึงปีนเขาขึ้นสู่ยอดสุดของเกาะที่มีทัศนียภาพที่สวยงาม โดยเกาะแมคลอยด์นั้นยังมีเกาะน้อยใหญ่อีกหลายแห่งล้อมรอบอีกด้วย

12. เกาะมุก

เกาะมุก (Pearl Island) เป็นเกาะไฮไลท์อีกแห่งหของทะลอันดามันเลยก็ว่าได้ โดยเกาะนี้มีชื่อท้องถิ่นว่า Pyin Sa Island โดยเกาะมุกแห่งนี้ นับว่าเป็นสวรรค์ของนักดำน้ำตื้นเลยทีเดียว เพราะมีแนวปะการังอยู่ไม่ไกล และในเส้นทางไปเกาะมุกก็ยังผ่านนีโมการ์เด้น (Nemo Garden) แนวปะการังที่เต็มไปด้วยปลาการ์ตูนมากมายให้ได้ใกล้ชิด ส่วนชายหาดของเกาะมุกก็เป็นหาดที่เงียบสงบ เม็ดทรายละเอียดนุ่มเท้า น้ำใสสะอาด รายล้อมด้วยแนวปะการังน้อยใหญ่ ซึ่งดำเที่ยวทั้งวันก็ไม่มีเบื่อกันเลยทีเดียว

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

จุดเช็คอินยอดฮิต จังหวัดพัทลุง

จุดเช็คอินยอดฮิต จังหวัดพัทลุง 1 ในจังหวัดทางภาคใต้ ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย และเป็นที่ประทับใจของนักท่องเที่ยวแน่นอน

10 จุดเช็คอินยอดฮิต จังหวัดพัทลุง

1. เขาอกทะลุ

เขาอกทะลุ คือภูเขาที่อยู่ในตราประจำจังหวัดพัทลุง เป็น Landmark เด่นในเทศบาลเมือง ที่มองจากจุดไหนก็เห็นเด่นชัด เขาลูกนี้สูงประมาณ 250 เมตร มีทางเดินป่าปีนเขาขึ้นไปชมวิวเมืองพัทลุงจากด้านบนได้ มีโพรงหินปูนเป็นช่องทะลุ รูปร่างวงกลมขนาดใหญ่ ราวกับมียักษ์มาเจาะรูไว้ ปู่ย่าตายายเล่าต่อกันมาว่า อดีตมีพ่อค้าชื่อนายเมือง มีเมีย 2 คน ชื่อนางสินลาลุดีเป็นเมียหลวง และนางบุปผาเป็นเมียน้อย อยู่มาวันหนึ่งสองคนนี้ทะเลาะกัน นางสินลาลุดีกำลังทอผ้าอยู่ จึงใช้ฟืมทอผ้าตีหัวนางบุปผาแตก ส่วนนางบุปผากำลังตำข้าว ก็ใช้สากเสียบที่อกของอีกฝ่าย ตายด้วยกันทั้งคู่ นางสินลาลุดีจึงกลายเป็นเขาอกทะลุ และนางบุปผากลายเป็นเขาหัวแตก ตั้งเด่นอยู่ในเมืองพัทลุงมาตราบทุกวันนี้

2. ทะเลน้อย

ทะเลน้อย เป็นทะเลบัวใหญ่ที่สุดของภาคใต้ จริงๆ แล้วทะเลน้อยคือส่วนด้านบนสุดของทะเลหลวงและทะเลสาบสงขลา แต่ทะเลน้อยมีน้ำจืดสนิทตลอดปี จึงเกิดทะเลบัวแดงนับล้านดอกเบ่งบานในช่วงฤดูหนาว-ต้นฤดูร้อน หากได้ไปล่องเรือเที่ยวชมอาณาจักรในเวิ้งน้ำกว้างแห่งนี้ตั้งแต่เช้าตรู่ ก็จะพบกับนกตื่นนอน เกี้ยวพาราสี ฟักไข่ เลี้ยงลูก และยังได้ชมทะเลบัวเบ่นบานรับแสงอรุณในยามเช้า สูดโอโซนสดชื่น พร้อมกับชมนกอพยพฤดูหนาวนับร้อยชนิด อย่างนกกระสาแดง นกกระสานวล นกอีโก้ง นกเป็ดผี นกกาน้ำเล็ก รวมถึงฝูงเป็ดแดงนับหมื่นตัวอีกด้วย

3. สวนไผ่ขวัญใจ

สวนไผ่ขวัญใจ ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวใหม่ แต่เป็นที่สนใจและกล่าวขานกันอย่างกว้างขวาง ณ ขณะนี้ที่อำเภอควนขนุน จ.พัทลุง ที่นี่เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติ ต้องการสัมผัสวิถีท้องถิ่น รวมถึงยังเป็นขวัญใจของชาวบ้านด้วย เพราะที่นี่ได้แบ่งปันความสุข การมีส่วนร่วม และกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างกว้างขวาง สวนไผ่แห่งนี้มีเนื้อที่กว่า 30 ไร่ ปลูกไผ่ไว้มากกว่า 41 ชนิด โดยไผ่ต้นแรกนำมาจาก จ.สุพรรณบุรี พื้นที่เดิมเป็นสวนมะพร้าว แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสวนไผ่ที่ร่มรื่นสุดในปัจจุบัน เปิดทุกวันเสาร์ เวลา 09.00-18.00 น. มีชาวบ้านมาเปิดร้านค้ากันอย่างคึกคัก ขายของกินของใช้ งานหัตถกรรมน่ารักๆ เก๋ๆ นอกจากนี้เรายังได้สูดอากาศบริสุทธิ์ที่ป่าไผ่ปล่อยออกมา ให้หายใจกันอย่างเต็มปอดอีกด้วย

4. ร้านแบบไทย

ที่นี่เป็นร้านอาหารสุขภาพที่โด่งดัง และยังเป็นร้านนวดไทยตำรับชาววังที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร ที่นี่สร้างด้วยอาคารไม้สถาปัตยกรรมไทยทั้งหมด ร่มรื่นด้วยแมกไม้เงียบสงบเป็นส่วนตัว ที่ร้านอาหารด้านหน้ามีเมนูสุขภาพเสิร์ฟให้ทานตลอดทั้งวัน โดยเป็นอาหารปลอดสารพิษไม่ใส่ผงชูรส เน้นไปทางพืชผักและปลาท้องถิ่น ผลไม้ตามฤดูกาล แถมยังมีเครื่องดื่มคลอโรฟิลด์ น้ำส้มคั้นสดและน้ำอัญชัญ ให้ได้ลิ้มรสกันอีกด้วย ส่วนผู้ที่อยากผ่อนคลาย ที่เรือนไม้ข้างๆร้านอาหารเป็นโรงนวดแบบไทยพื้นบ้านต้นตำรับปักษ์ใต้ของ หมอทอง ครูนวดที่เคยเข้าไปอยู่ในราชสำนักมาก่อน การนวดของที่นี่ไม่เหมือนใครคือ ให้หมอนวดตั้งแต่2-9คน ขึ้นมาเหยียบคลายเส้นเราพร้อมๆกัน แต่ว่าจะขึ้นอยู่กับใครเมื่อยมากเมื่อยน้อย และทนได้มากแค่ไหน

5. วังเก่าเจ้าเมืองพัทลุง

วังเก่าเจ้าเมืองพัทลุง อยู่ใกล้กับวัดวัง อำเภอเมืองพัทลุง เดิมเป็นที่ว่าราชการและที่พำนักของเจ้าเมืองพัทลุง เป็นหมู่เรือนไทยภาคกลางสร้างด้วยไม้ผสมปูนอย่างงดงาม ส่วนที่เหลืออยู่คือวังเก่าสร้างสมัยพระยาพัทลุง ต่อมาตกทอดสู่นางประไพ มุตามะระ บุตตรีของหลวงศรีวรฉัตร ส่วนวังใหม่สร้างเมื่อ พ.ศ. 2432 โดยพระยาอภัยบริรักษ์ฯ บุตรชายของเจ้าเมืองพัทลุง ปัจจุบันทายาทตระกูลจันทโรจวงศ์ได้มอบให้กรมศิลปากร ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติและเป็นโบราณสถาน เปิดให้เข้าชมทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์-อังคาร) เวลา 09.00-12.00 น. และ 13.00-16.00 น. ด้านในมีห้องต่างๆ ทั้งห้องนอน ห้องรับแขก ห้องครัว ฯลฯ พร้อมด้วยเครื่องเรือนสมัยโบราณในสภาพดีเยี่ยม ให้ได้ชมกัน

6. วัดวัง

วัดวัง เป็นหนึ่งในวัดสำคัญที่สุดของพัทลุง ตั้งอยู่ที่หมู่ 4 บ้านลำปำ ตำบลลำปำ อำเภอเมืองพัทลุง เคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตามพงศาวดารเมืองพัทลุงกล่าวว่า พระยาพัทลุง (ทองขาว) เป็นผู้สร้างวัดนี้ มีการฉลองเมื่อวันจันทร์ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 พ.ศ. 2359 ต่อมาพระยาพัทลุง (ทับ) ได้ทำการบูรณะ โดยให้หลวงยกกระบัตร (นิ่ม) ไปรื้ออิฐจากกำแพงเมืองเก่าชัยบุรีมาสร้าง มีการฉลองวัดอีกครั้งเมื่อขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 พ.ศ. 2403 ภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถเขียนโดยช่างชั้นครู เป็นช่างชุดเดียวกับผู้วาดภาพจิตกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดพระแก้ว โดยนายช่างได้ใช้สีแดง น้ำเงิน ขาว และดำเป็นหลัก โดยเฉพาะสีน้ำเงินนั้นทำมาจากต้นครามแท้ๆ และยังอยู่มาได้หลายร้อยปีจนถึงทุกวันนี้

7. วัดเขียนบางแก้ว

วัดเขียนบางแก้ว เป็นวัดเก่าแก่ของจังหวัดพัทลุง สันนิษฐานว่าสร้างสมัยอยุธยาตอนต้น มีพระธาตุบางแก้ว ซึ่งดูคล้ายกับจำลองแบบมาจาก พระบรมธาตุนคร (นครศรีธรรมราช) เชื่อกันว่าที่นี่เป็นบริเวณที่เมืองเก่าพัทลุงเคยตั้งอยู่ มีการขุดพบซากปรักหักพังของศิลาแลงจำนวนมาก และพระพุทธรูปโบราณแบบดินเผา หม้อ ไห จาน ชาม เครื่องเคลือบจีน เหรียญกษาปณ์ เงินพดด้วง สร้อยหินสีลูกปัด ตำราโบราณ อาวุธโบราณ และวัตถุโบราณอีกมาก ส่วนหนึ่งจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์วัดเขียนบางแก้ว การเดินทางจากตัวเมืองพัทลุง ใช้ทางหลวงหมายเลข 4081 เลยอำเภอเขาชัยสนไป 7 กิโลเมตร ในเขตบ้านบางแก้วใต้ มีป้ายบอกทางเข้าวัดอยู่ด้านซ้ายมือ โดยวัดเขียนบางแก้ว ตั้งอยู่ริมทะเลสาบสงขลา มีบรรยากาศที่ร่มรื่น และสงบมาก

8. วัดถ้ำคูหาสวรรค์

วัดถ้ำคูหาสวรรค์ เป็นศาสนสถานสำคัญที่ตั้งอยู่กลางเมืองพัทลุงมาตั้งแต่โบราณ ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาเป็นที่สูงทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเชิงเขาคูหาสวรรค์ (เขาหัวแตก) มีบันทึกคร่าวๆว่า ในอดีตเมืองพัทลุงเคยถูกโจรสลัดบุกปล้น วัดแห่งนี้จึงถูกทิ้งร้าง เเละเพิ่งได้รับการบูรณะสมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2432 เพื่อเตรียมรับเสด็จ ร. 5 เมื่อ รศ. 108 วัดถ้ำคูหาสวรรค์จึงกลายเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกของพัทลุง จุดเด่นที่เราเข้าไปเดินชมได้ง่ายๆ คือในโถงถ้ำใหญ่มีพระพุทธรูปปางสมาธิและปางไสยาสน์ประดิษฐานเรียงรายอยู่ตามผนัง ส่วนเพดานหินตรงปากถ้ำ มีจารึกพระปรมาภิไธยย่อของรัชกาลที่ 5 ปรากฏอยู่ด้วย

9. บ่อน้ำร้อนเขาชัยสน

บ่อน้ำร้อนเขาชัยสน อยู่ที่ อ.เขาชัยสน เป็นที่เที่ยวพัทลุงที่มีความสำคัญ และมีคุณค่าทั้งทางธรรมชาติ และทางประวัติศาสตร์มากๆ น้ำร้อนที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะพื้นที่ที่เกิดจากความร้อนใต้พิภพ ทำให้บริเวณนี้มีน้ำร้อนตลอดเวลา ซึ่งทางหน่วยงานในท้องถิ่น จัดสถานที่ได้อย่างดี มีที่พักไว้รองรับหลายหลัง มีบ่อแช่เท้า และจะมีนักท่องเที่ยวมาเเช่น้ำตลอดทั้งวัน นอกจากนี้ก็มีห้องส่วนตัว เหมือนมาออนเซ็นญี่ปุ่นเลยทีเดียว

10. น้ำตกไพรวัลย์

น้ำตกไพรวัลย์ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ในพัทลุง ด้วยบรรยากาศที่เงียบสงบ ร่มเย็น สถานที่แห่งนี้ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเลือกเป็นสถานที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ ด้วยความที่น้ำตกไหลลงมาจากผาสูง ทำให้กระแสน้ำค่อนข้างแรง ดังนั้นควรเล่นน้ำในชั้นล่างของน้ำตกแห่งนี้ จะมีความปลอดภัยมากกว่า

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

เที่ยวจังหวัดตรัง แบบไม่ง้อทะเล

เที่ยวจังหวัดตรัง แบบไม่ง้อทะเล จังหวัดที่มีทะเลสวยมากมาย หาดทรายขาว มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ผู้คนอบอุ่นเป็นมิตร และมีโบราณสถานที่สำคัญอีกด้วย

สถานที่ เที่ยวจังหวัดตรัง แบบไม่ง้อทะเล

1. พระนอนทรงเครื่องโนรา วัดภูเขาทอง

พระนอนทรงเครื่องโนรา วัดภูเขาทอง ตั้งอยู่ภายในวัดภูเขาทอง ตำบลน้ำผุด อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ได้ชมความงดงามของพระพุทธรูป ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร เป็นพระพุทธรูปโบราณปางปรินิพพาน ที่สร้างขึ้นในสมัยศรีวิชัย ซึ่งไม่ค่อยพบเห็นกันบ่อยนัก โดยลักษณะเด่นอยู่ตรงที่พระเศียรทรงเทริดมโนราห์ ตามศิลปะของภาคใต้ที่มีความเชื่อกันว่าเทริดนั้น เป็นเครื่องประดับที่ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นของสูง ทั้งนี้กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนวัดภูเขาทองอันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์นี้ ให้เป็นโบราณสถานที่สำคัญของชาติแล้วด้วย

2. พิพิธภัณฑ์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี

พิพิธภัณฑ์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ตั้งอยู่ที่ ตำบลกันตัง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง อยู่ห่างจากเทศบาลกันตังประมาณ 200 เมตร เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ คือ จวนเก่าเจ้าเมืองตรัง หรือบ้านพักอดีตเจ้าเมืองตรังพระยารัษฎานุประดิษฐ์ มีลักษณะเป็นเรือนไม้ 2 ชั้น มีรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้ง และเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของท่านอย่างครบถ้วน โดยมีทายาทตระกูล ณ ระนอง เป็นผู้ดูแลรักษา เปิดให้เข้าชมทุกวัน หยุดวันจันทร์ (ถ้าตรงกับวันหยุดราชการเปิดตามปกติ และหยุดชดเชยในวันต่อไป) เวลา 08.00-16.30 น.

3. ถ้ำเลเขากอบ

ถ้ำเลเขากอบ ตั้งอยู่ที่ หมู่ 1 ตำบลเขากอบ อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง มีลักษณะเป็นภูเขาผาหินสูงชัน สลับซับซ้อน จุดเด่นของการมาเยือนถ้ำเลเขากอบ อยู่ที่ถ้ำสุดท้ายคือ ถ้ำลอดหรือเรียกอีกว่าถ้ำมังกร เพราะนักท่องเที่ยวจะต้องนอนราบไปกับเรือ เพื่อลอดเพดานถ้ำส่วนที่ต่ำที่สุด มืดที่สุด และแคบที่สุด สิ่งเหล่านี้สร้างความตื่นเต้นชวนหวาดเสียวได้ไม่น้อย จนบางช่วงจังหวะของการลอดถ้ำก็อาจทำให้หายใจได้ไม่ทั่วท้อง แถมยังมีความเชื่อด้วยว่าการได้ลอดผ่านจุดนี้ เปรียบเสมือนการนอนลอดผ่านท้องมังกร ถือเป็นสิริมงคลยิ่ง

4. สวนพฤกษศาสตร์ภาคใต้ (ทุ่งค่าย)

สวนพฤกษศาสตร์ภาคใต้ (ทุ่งค่าย) ตั้งอยู่ที่ หมู่ 2 ถนนตรัง-ปะเหลียน อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ภายในเต็มไปด้วยสวนรุกขชาติ สวนสมุนไพร พิพิธภัณฑ์พืช และสำหรับผู้ที่ชอบค้นคว้าด้วยแล้ว ที่นี่ยังบริการห้องสมุดพฤกษศาสตร์ให้ได้ศึกษาหาความรู้กันอย่างเต็มที่ มีการจัดเส้นทางศึกษาธรรมชาติให้เลือกหลากหลายเส้นทาง และแต่ละเส้นทางนั้น ตัดผ่านป่าดิบที่ลุ่มต่ำ รวมทั้งป่าพรุซึ่งมีพรรณพืชน่าสนใจมากมาย รวมถึงไฮไลท์เส้นทางสะพานศึกษาธรรมชาติเรือนยอดไม้ (Canopy Walk Way) อีกหนึ่งมุมถ่ายรูปสวย ที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

5. ถ้ำเขาช้างหาย

ถ้ำเขาช้างหาย ตั้งอยู่ที่ ตำบลนาหมื่นศรี อำเภอนาโยง เป็นถ้ำขนาดใหญ่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองตรัง แต่ละปีจะมีผู้คนเดินทางเข้ามาชมถ้ำแห่งนี้จำนวนมาก เนื่องจากภายในเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยสุดตระการตามากมาย และคุณจะพบถ้ำใหญ่ๆภายในนั้นถึง6ถ้ำ ได้แก่ ถ้ำช้างหาย ถ้ำเพกา ถ้ำทรายทอง ถ้ำโอ่ง ถ้ำลม และถ้ำแม่เฒ่าคล้าย ซึ่งโถงถ้ำแต่ละแห่งที่กล่าวถึงนี้ล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การเดินชมถ้ำแห่งนี้ค่อนข้างสะดวกสบาย มีไฟส่องสว่างในแต่ละจุด และบรรยากาศในถ้ำยังเย็นสบายตลอดทั้งปีแม้จะเป็นช่วงฤดูร้อนก็ตาม

6. น้ำตกโตนเต๊ะ

น้ำตกโตนเต๊ะ ตั้งอยู่ที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด ตำบลช่อง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ โดยมีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาบรรทัด ความสวยงามอยู่ที่สายลำธารของน้ำตก ที่ไหลผ่านซอกหินแต่ละชั้น ด้านล่างเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำได้ชิล ๆ ทั้งยังเป็นน้ำตกที่มีน้ำตลอดทั้งปี ตลอดทางเดินมีพรรณไม้ให้ชมหลายชนิพ และยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติโตนเต๊ะ ให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชมกันอีกด้วย

7. ถนนคนเดินตรัง

ถนนคนเดินตรัง ตั้งอยู่ที่ บริเวณหน้าสถานีรถไฟกันตัง ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง หากมาที่นี่ แนะนำว่าให้มาช่วงเย็น ๆ เพราะเป็นช่วงที่ถนนคนเดินมีความคึกคักมากที่สุด มีทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย และต่างชาติ มาเดินเลือกซื้อของกันอย่างคึกคัก สินค้าที่ขายส่วนมากจะเป็นอาหาร ทั้งอาหารแบบท้องถิ่น อาหารใต้ อาหารทั่วไป ขนม ของกินเล่น สินค้าที่ระลึก สินค้าหัตถกรรม ศิลปะ และงานฝีมือ ที่สำคัญราคาไม่แพง น่าจับจ่ายซื้อหาเป็นที่สุด เปิดทุกวันวันศุกร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 17.00-22.00 น.

8.  คริสตจักรตรัง

 คริสตจักรตรัง ตั้งอยู่ที่ บริเวณถนนห้วยยอด ตำบลนาตาล่วง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง เป็นโบสถ์คริสต์เก่าแก่ อายุเกือบร้อยปี ตัวอาคารจะเป็นสีเหลือง หากแต่ไม่ใช่ด้วยการทาสี แต่เป็นการผสมสีปูนปั้น บรรยากาศสงบ สวยงาม ซึ่งปัจจุบันโบสถ์แห่งนี้ยังคงถูกใช้งานสำหรับพิธีต่าง ๆ เหมาะแก่การมาถ่ายรูป นับเป็นอีกหนึ่งที่เที่ยว ที่เป็นโบราณสถานของจังหวัดตรัง ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดมาเยี่ยมชม

9. สถานีรถไฟกันตัง

สถานีรถไฟกันตัง ตั้งอยู่ที่ บริเวณถนนหน้าค่าย ตำบลกันตัง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เป็นสถานีรถไฟสุดท้าย ของทางรถไฟสายใต้ฝั่งทะเลอันดามัน โดดเด่นด้วยตัวอาคารไม้ชั้นเดียว ทรงปั้นหยา ตกแต่งประดับด้วยมุขเสา ลวดลายฉลุสวยงาม คงแบบฉบับเอกลักษณ์ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เอาไว้ได้อย่างสวยงาม ภายในมีข้าวของเครื่องใช้ในอดีตให้เห็นอยู่บ้าง และแม้ว่าวันเวลาจะผ่านไป สถานีรถไฟกันตังแห่งนี้ ก็ยังคงความคลาสสิก เหนือกาลเวลาเอาไว้อย่างไม่เลือนหาย

10. เขาหัวแตก

เขาหัวแตก ตั้งอยู่ที่ ตำบลเขากอบ อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยว ที่น่าสนใจอีกแห่ง ซึ่งเกิดจากการพัฒนา โดยกลุ่มส่งเสริมการท่องเที่ยวเขาหัวแตก จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแนวผจญภัย หรือแอดเวนเจอร์ สนุกไปกับกิจกรรมท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งพายเรือคายัก เล่นน้ำ ปั่นจักรยาน และเพลิดเพลินไปกับการถ่ายรูป ท่ามกลางป่าไม้สีเขียวขจี ที่อุดมสมบูรณ์ และน้ำสีเขียวมรกต มองแล้วเพลินตาสบายใจสุด ๆ

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

เที่ยวจังหวัดตรัง ถิ่นกำเนิดยางพารา

เที่ยวจังหวัดตรัง ถิ่นกำเนิดยางพารา จังหวัดที่มีทะเลสวย หาดทรายขาว มากมายด้วยแหล่งท่องเที่ยว ผู้คนอบอุ่น และเป็นมิตร

10สถานที่ เที่ยวจังหวัดตรัง ถิ่นกำเนิดยางพารา

1. เกาะกระดาน

เกาะกระดาน ได้รับการยกย่องว่า เป็นเกาะที่สวยที่สุดของทะเลตรัง (ไม่นับเกาะรอก ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดกระบี่ แต่เดินทางได้สะดวกจากตรัง) มีเนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ 5 ใน 6 ส่วนของเกาะนี้ อยู่ในความรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ที่เหลือเป็นสวนยาง และสวนมะพร้าวของเอกชน เกาะกระดานเป็นชายหาดที่มีทรายขาวละเอียด มีชายหาดกว้างใหญ่สวยงามน่าเล่นน้ำ น้ำทะเลใสจนมองเห็นแนวปะการังน้ำตื้น ตลอดจนฝูงปลานานาชนิด ทุกวันจะมีนักท่องเที่ยวมาแวะจอดเรือเล่นน้ำ อาบแดด ซึ่งที่นี่ยังมีอ่าวเนียง ซึ่งเป็นจุดดำน้ำตื้นชมปะการังได้อย่างสวยงาม น้ำทะเลที่อ่าวเนียงนี้ใสมากเป็นสีมรกตงดงามสุดๆ เหล่าปะการังใต้น้ำเป็นปะการังแข็งที่มีชีวิต มีฝูงปลาต่างๆ หลากหลายให้ชื่นชม บนเกาะมีที่พักบริการทั้งของเอกชน และหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ

2. เกาะมุก

เกาะมุก พื้นที่บนเกาะส่วนใหญ่ จะเป็นโขดหิน และผาสูง บนเกาะมีหมู่บ้านชาวประมง และยังเป็นที่อยู่อาศัยของนกนางแอ่นอีกด้วย นอกจากนี้บนเกาะยังมีถ้ำสวยๆ ที่หลายๆคนรู้จักกันดีในชื่อถ้ำมรกต ที่มีความงดงามตระการตาที่สุด ซึ่งหากนักท่องเที่ยวที่สนใจจะเดินทางไปชมถ้ำนี้ จะเข้าได้เฉพาะในเวลาที่น้ำลงเท่านั้น สำหรับการเดินทางจะต้องนั่งเรือรอดโพรงเล็กๆ และเมื่อพ้นเข้าไปนักท่องเที่ยวจะพบกับหาดทรายขาวสะอาด ล้อมรอบหน้าผาสูงชันที่มีฟ้าสีคราม ที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเกาะ ที่คุ้มค่าแก่การแวะไปสัมผัส

3. เกาะเหลาเหลียง

เกาะเหลาเหลียง ตั้งอยู่ในตำบลเกาะสุกร อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง เป็นหนึ่งในหมู่เกาะเภตรา กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพืชพันธุ์ เป็นเกาะที่เงียบ สงบ หากอยากเที่ยวหาดทรายสวยๆ แต่ไม่ชอบความวุ่นวาย แนะนำให้มาที่เกาะเหลาเหลียงแห่งนี้ เพราะขึ้นชื่อเรื่องความเงียบสงบอย่างเป็นที่สุด ทั้งนี้ ที่เกาะเหลาเหลียงก็ยังมีทัศนียภาพที่สวยงาม ด้วยเกาะหินปูนตั้งตระหง่านด้วยกันสองลูก เป็นเกาะที่เหมาะกับการมานอนอาบแดด เล่นน้ำทะเล และพักผ่อน

4. เกาะลิบง

เกาะลิบง เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด ในจังหวัดตรัง หากไปเที่ยวที่เกาะนี้ จะได้ชมความงามของธรรมชาติ และเห็นถึงวิถีชาวบ้านที่อยู่บนเกาะแห่งนี้ ส่วนใหญ่ที่พักบนเกาะลิบง จะมาในรูปแบบของโฮมสเตย์ ที่นอกจากจะมีที่พัก ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้ทำมากมาย แต่ไฮไลท์ของเกาะลิบง ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาพักที่นี่ คือการดูพะยูน เพราะบริเวณรอบเกาะลิบง จะเต็มไปด้วยสาหร่าย ที่เป็นอาหารของพะยูน ถ้าใครอยากมาดูพะยูนที่เกาะลิบง แนะนำให้มาช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำทะเลจะใสสะอาดมากๆ

5. เกาะแหวน

เกาะแหวน เป็นเกาะที่เหมาะกับผู้ที่ชอบดำน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำลึก หรือว่าดำน้ำตื้น ก็ไม่ควรพลาดที่จะมาดำน้ำดูปะการัง และปลาน้อยใหญ่ที่เกาะแหวน เนื่องจากบริเวณจุดแหวนนี้ เป็นบริเวณดำน้ำที่ฮอตฮิตเป็นอย่างมาก ขึ้นชื่อเรื่องโลกใต้ทะเลที่สวยงาม แต่บริเวณเกาะแหวนจะไม่มีหาด หรือว่าที่พัก เพราะเกาะแห่งนี้ เป็นเกาะที่เปิดสัมปทานรังนกแต่เพียงเท่านั้นนั่งเอง

6. เกาะไหง

เกาะไหง ถึงเป็นเกาะที่เป็นรอยต่อของทั้งจังหวัดกระบี่ และตรัง แต่ส่วนมากคนที่มาเที่ยวตรัง ก็มักจะไม่พลาดมาเที่ยวที่เกาะไหงอยู่ดี เพราะเกาะไหงขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของชายหาดเป็นอย่างมาก หาดทรายจะมีความขาวสะอาด และละเอียดอย่างเป็นที่สุด การมาเที่ยวที่เกาะไหง สามารถมาขึ้นเรือได้ที่ท่าเรือปากเมง หรือใครสะดวกมาเที่ยวจากฝั่งกระบี่ ก็สามารถเดินทางมาจากเกาะลันตาได้เช่นกัน

7. หาดเจ้าไหม

อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม มีพื้นที่ครอบคลุม อยุ่ในท้องที่อำเภอสิเกา และอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง อยู่ทางทะเลอันดามัน ที่แห่งนี้ ประกอบไปด้วยป่าชายเลน หญ้าทะเล และเกาะแก่ง มีหาดทรายขาวนวล เรียงยาวไปตามผืนแผ่นดินกว่า 20 กม. และยังมีสนทะเล ที่ขึ้นตามธรรมชาติอันสวยงามอีกด้วย

8. เกาะรอก

เกาะรอก อยู่ในน่านน้ำทะเลกระบี่ที่เชื่อมต่อทะเลตรัง ลักษณะเป็นสองเกาะเล็กๆ ตั้งคู่กันเป็นเกาะที่มีหาดทราย ที่ยาวเหยียด เม็ดทราย ละเอียดเนียนนุ่มเท้าเมื่อสัมผัส ทรายขาวมาก บรรยากาศการท่องเที่ยวของเกาะรอก จะเหมาะกับผู้ชื่นชอบการค้นหามุมมอง ที่สวยงาม เงียบสงบ และโรแมนติกจากธรรมชาติ หาดทรายที่สวยงาม น้ำทะเลตื้นและใส แนวปะการังที่อุดมไปด้วยดอกไม้ทะเล เป็นถิ่นอาศัยของปลาการ์ตูนส้มเหลือง สีสันสดใสที่ทุกคนชื่นชอบ ที่จุดชมทิวทัศน์เกาะรอกนอกจะเห็นภาพของอ่าวโค้งคล้ายเกือกม้า สองด้านของอ่าว เป็นผาหินสูงชัน เห็นทิวทัศน์ของเกาะรอกนอก และเกาะรอกใน และยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมากอีกจุดหนึ่ง จุดเด่นของหมู่เกาะรอก คือแนวปะการังรอบเกาะ และตามร่องน้ำ ส่วนใหญ่เป็นปะการังก้อน มีดอกไม้ทะเลและปลาการ์ตูนอาศัยอยู่มากมาย บริเวณที่ลึกยังพบปะการังอ่อน แต่มีจำนวนไม่มากนัก เกาะรอกจึงเป็นสวรรค์ของนักดำน้ำทั้งแบบน้ำลึกและน้ำตื้น

9. หาดปากเมง

หาดปากเมง เป็นชายหาดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลไม่ฝาด อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมของจังหวัดตรัง ชายหาดแห่งนี้ เป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ติดทะเลอันดามันของมหาสมุทรอินเดีย เมื่อน้ำลดลงจะมีความกว้าถึง 500 เมตร จนสามารถขับรถลงไปได้ เพราะทรายมีความหนาแน่นพอที่จะรับน้ำหนักได้ มีจุดสังเกตคือ มีเขารูปคล้ายคนขนาดยักษ์นอนหงายอยู่ มีชื่อเรียกว่า เขาเมง หรือ เกาะเมง อันเป็นที่มาของชื่อเรียก ซึ่งมาจากนิทานพื้นบ้านเรื่องเฒ่าเมง ผู้เฒ่าชาวประมงที่กำลังจะแต่งงานลูกสาวชื่อมุก กับพระยาลันตา ทีนี่มีความงดงามอย่างยิ่งเมื่อยามพระอาทิตย์ตก ขนาบด้วยแนวต้นสนทะเล

10. เกาะสุกร

เกาะสุกร เป็นเกาะขนาดเล็กใกล้ฝั่ง เป็นเกาะที่คงความเป็นธรรมชาติอยู่ สามารถขึ้นเรือได้ที่ ต.บ้านโตะเสะ เป็นเรือหางยาว ซึ่งใช้เวลาเดินทางเพียง 15 นาที ส่วนใหญ่ทะเลตรัง ยังคงเป็นทะเลน้ำสีคล้ำ ทรายไม่ขาว แต่ละเอียด นั่งรถเที่ยวรอบเกาะประมาณ 30 นาทีก็ทั่วแล้ว ส่วนใหญ่ประชากรบนเกาะนี้จะทำการเกษตร เห็นได้จากการปลูกแตงโมไว้ขาย และพื้นที่ในการปลูกข้าวทำนา บนเกาะจะพบควายค่อนข้างเยอะ เพราะบนเกาะปลูกข้าวเอง

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com