เนการา บรูไน ดารุสซาลาม

เนการา บรูไน ดารุสซาลาม ประเทศที่ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว ติดกับทะเลจีนใต้ โด่งดังเรื่องการส่งออกน้ำมัน และมีสถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่น

เที่ยวที่ เนการา บรูไน ดารุสซาลาม

The Istana Nurul Iman Palace

ยิ่งกว่าอลังการงานสร้าง ก็อลังการพระราชวังสร้าง กับ “อิสตานา นูรุล อิมาน” พระราชวังที่ได้รับการยกย่องว่าใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งใหญ่กว่าพระราชวังบักกิ้งแฮม 3 เท่า และพระราชวังแวร์ซาย 4 เท่า ภายในถูกตกแต่งด้วยความประณีตงดงามจากวัสดุชั้นเลิศและของที่ขาดไม่ได้อย่างทองคำ ซึ่งประกอบไปด้วยห้องต่างๆ 1,788 ห้อง, ห้องน้ำ 257 ห้อง และสระน้ำ 5 สระ นอกจากนี้ ยังมีห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ซึ่งบรรจุคนได้มากถึง 5,000 คน ยัง ยัง ไม่จบที่นี่ยังมี Ferrari และ Rolls Royces ที่สั่งทำพิเศษคันเดียวในโลก, เครื่องบินโบอิ้ง 747-400 มูลค่ากว่า 200 ล้านดอลลาร์ ,เครื่องบินส่วนพระองค์อีก 6 ลำ และคอกม้าติดแอร์สำหรับม้าแข่งโปโลขององค์สุลต่าน 200 ตัว ไม่ตาร้อนตอนนี้จะให้ตาร้อนตอนไหน แต่ใครที่ร้อนใจอยากไปดูตอนนี้เราขอให้ใจเย็นก่อน เพราะพระราชวังแห่งนี้จะเปิดให้เข้าชมเพียงปีละครั้งหลังเดือนรอมฎอน หรือหลังพิธีถือศีลอดเป็นต้นไปเท่านั้น

เนการา บรูไน ดารุสซาลาม

Gadong Night Market

สายกินต้องไม่พลาด เดินแบกท้องไปบุกตลาดกาดง ตลาดนัดของกินยามค่ำคืนซึ่งเปิดตั้งแต่บ่าย 3 ถึงเที่ยงคืน ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องอาหารถูก และอร่อย ให้ทุกคนได้เติมอาหารจนหนักท้อง แต่ไม่หนักกระเป๋า โดยเต็มไปด้วยอาหารมากมายละลานตาทั้งคาวหวานจนเลือกกินไม่ถูกเลยทีเดียวตั้งแต่อาหารมลายู จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และอาหารตะวันตก อีกทั้งยังมีทุเรียนพันธุ์บอร์เนียว ซึ่งเป็นทุเรียนพันธุ์หายากให้เราได้ลองชิมอีกด้วย บอกเลยว่าถ้าน้ำหนักขึ้นหลังกลับไทย ไม่ต้องสงสัยว่ามาจากไหน

เนการา บรูไน ดารุสซาลาม

Billionth Barrel Monument

อนุสาวรีย์น้ำมันหนึ่งล้านบาร์เรล สัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งของบรูไนซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันอันดับต้นๆของโลกที่น่าแวะไปถ่ายรูป หรือเซลฟี่เป็นที่ระลึก ซึ่งอนุสาวรีย์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลอง และจารึกประวัติศาสตร์อันสำคัญของบรูไนที่สามารถผลิตน้ำมันได้สูงถึง 1 พันล้านบาร์เรลใน ค.ศ. 1991 โดยอนุสาวรีย์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่เซอเรีย เมืองศูนย์กลางของกิจการน้ำมันในบรูไน

เนการา บรูไน ดารุสซาลาม

Yayasan Sultan Haji Hassanal Bolkiah Complex

ถึงเวลาสวรรค์ของนักช้อปกับศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศบรูไน ที่เรียกกันสั้นๆว่า Yayasan Complex ซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้งยอดนิยมกลางกรุงบันดาร์เซอรีเบอกาวัน เป็นศูนย์รวมสินค้าตั้งแต่ของฝาก ของที่ระลึก สินค้าพื้นเมืองของคนท้องถิ่น สินค้าประจำชาติ เสื้อผ้า อัญมณี และของแฟชั่น โอ้ย เยอะจริงๆ แถมทุกอย่างก็ยังราคาไม่แพงอีกด้วย และถ้ายังช้อปไม่หนำใจใกล้ๆก็ยังมีห้างกาดง (Gadong) ให้คุณได้ช้อปกันต่ออีก ซึ่งมีสินค้าหลากหลายและแหล่งบันเทิงครบครันให้คุณได้ใช้จ่ายกันมันมือเลย

เนการา บรูไน ดารุสซาลาม

Tutong Beach

รับลมเย็นๆ พร้อมเพลิดเพลินเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาดตูตง ชายหาดที่มีชื่อเสียงที่สุดในบรูไน โดยมาพร้อมกับทรายขาวสะอาด และน้ำทะเลสีเขียวมรกตชวนมอง ชาวบรูไนเรียกชายหาดนี้ว่า ปันไตตูตง ซึ่งมีรีสอร์ทที่พักอำนวยความสะดวกครบครัน และหากใครชอบอาหารทะเลที่นี่ก็มีร้านอาหารทะเลสดไว้รองรับมากมาย แถมยังมีรถให้เช่าขับเที่ยวชายหาด รวมทั้งมีเรือเฟอร์รี่ให้เช่าออกไปชมความงามของท้องทะเล หรือใครที่อยากออกไปไหนก็นั่งชิลรอชมพระอาทิตย์ตก สร้างบรรยากาศโรแมนติกให้กับทริปกันสักหน่อย

เนการา บรูไน ดารุสซาลาม

Jerudong Park

สวนสนุกเจรูดง สถานที่พักผ่อนของครอบครัวที่ให้เด็กๆ หรือคนที่มีหัวใจยังเด็กได้มาสนุกสุดเหวี่ยงกันอยู่ภายในพื้นที่อันกว้างขวาง และใหญ่ยิ่งกว่าสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ฮ่องกง ซึ่งมาพร้อมกับครื่องเล่นมากมาย เช่น รถไฟเหาะ, ล่องแก่ง หรือ หอคอยทิ้งดิ่ง ที่รอให้เราไปสนุกโดยไม่ต้องทนต่อคิวตากแดดร้อนๆ เพราะนี่เปิดให้เล่นตั้งแต่ช่วง 4 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน นอกจากนี้ยังมีสวนสาธารณะที่ถูกตกแต่งอย่างงดงาม และหรูหรา พร้อมแสง สี เสียงจากการแสดงต่างๆ เช่น น้ำพุเต้นระบำ แถมยังมีรีสอร์ทระดับห้าดาวไว้ให้พักผ่อนอีกด้วย

Kampong Ayer

สัมผัสวิถีชีวิตชาวบรูไนแบบดั้งเดิม ผ่านหมู่บ้านกัมปงไอเยอร์ หมู่บ้านกลางน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ที่สุดในโลกอีกแล้วว) ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำบรูไน ซึ่งชาวยุโรปยุคแรกๆที่เข้ามา เรียกหมู่บ้านกลางน้ำแห่งนี้ว่า เวนิชแห่งตะวันออก ภายในแบ่งออกเป็นหมู่บ้านเล็กๆ อีก 42 หมู่บ้าน เชื่อมต่อกันเป็นระยะทางกว่า 30 กิโลเมตร และมีประชากรอาศัยอยู่กว่า 30,000 คน โดยเราสามารถเยี่ยมชมวิถีชีวิต และการคมนาคมซึ่งสัญจรกันโดยใช้เรือพาย หรือชมสถาปัตยกรรมโบราณจากบ้านเรือนนับพันบนแม่น้ำบรูไนที่ใช้เสาไม้ค้ำยันเป็นหลักอยู่ด้านล่าง นอกจากนึ้ยังได้รับประทานของท้องถิ่น และน้ำชาแสนอร่อยอีกด้วย

Ulu Temburong National Park

พักสายตาจากแสงทองของทองคำเปลี่ยนมาชมแสงของธรรมชาติที่มีมูลค่าไม่แพ้กันบ้าง ผ่านอุทยานแห่งชาติอูลู เทมบูรง ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “มงกุฎสีเขียวแห่งบรูไน” ใครที่เป็นสายธรรมชาติบอกเลยว่าไม่ควรพลาด เพราะเราจะได้อยู่ท่ามกลางภูเขา น้ำตก ทะเลสาบ และลำธารใสสะอาดที่สามารถมองเห็นสัตว์ใต้น้ำ ซึ่งภายในอุทยานก็จะมีกิจกรรมต่างๆให้เราทำมากมายจนไม่รู้สึกเบื่อ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการตกปลา แคมป์ปิ้ง ล่องเรือ หรือส่องสัตว์หาชมยากอย่างลิงจมูกยาว หรือผีเสื้อราชาถุงทองบรุค เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีไฮไลต์สุดเด็ดที่พร้อมพิชิตใจนักท่องเที่ยวอย่าง Canopy Walkway ทางเดินลอยฟ้าที่จะให้เราได้เห็นวิวธรรมชาติจากมุมสูงอย่างเต็มตา และได้สูดอากาศบริสุทธิ์อย่างเต็มปอดกันไปเลย

Royal Regalia Museum

สัมผัสความยิ่งใหญ่ของราชวงศ์ และประวัติขององค์สุลต่าน กับพิพิพิธภัณฑ์รอยัลเรกกาเลีย พิพิธภัณฑ์ที่ถูกยกย่องว่ามีสมบัติล้ำค่า และน่าชื่นชมที่สุดในทวีปเอเชีย ตั้งอยู่ใจกรุงบันดาร์เซอรีเบอกาวันเช่นกัน ซึ่งเป็นสถานที่ที่รวบรวมข้าวของ เครื่องใช้ของสุลต่านองค์ปัจจุบันซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่สามารถประเมินค่าออกมาได้ หรือถ้าจะให้ประเมินก็คงต้องมีคนช็อกไปตามๆกันแน่ๆ โดยทุกอย่างในนี้ล้วนทำขึ้น หรือประกอบด้วยทองคำ เช่น ราชรถทองคำ ฉลองพระองค์ทองคำ เครื่องทรงทองคำ หรือแม้แต่อาวุธก็ยังเป็นทองคำ รวมทั้งยังมีเครื่องราชบรรณาการจากประเทศต่างๆ ที่มีความงดงาม และหาดูได้ยาก เช่น คริสตัล หยก งาช้าง เป็นต้น ใครที่ได้มารับรองจะรู้สึกไม่อยากออกไปไหนเลยทีเดียว

Sultan Omar Ali Saifuddin

มัสยิดที่สวยที่สุดของโลกหรือมัสยิดที่ใครหลายคนเรียกกันว่ามินิทัชมาฮาล ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุงบันดาร์เซอรีเบอกาวัน เมืองหลวงของประเทศบรูไน ซึ่งถูกออกแบบและดำเนินการสร้างโดยสุลต่านโอมาร์ อาลี ไซฟัดดินที่3 สุลต่านองค์ที่ 28 ของบรูไน และเป็นที่มาของชื่อมัสยิดแห่งนี้ ภายในมัสยิดประดับตกแต่งด้วยหินอ่อนจากอิตาลี โคมคริสตัลจากประเทศอังกฤษ และพรมเส้นใยพิเศษทอจากประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งถูกผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแบบอิสลาม ภายนอกจะเห็นเป็นโดมทองคำโดดเด่นชวนให้มองด้วยความสูงที่มากถึง52เมตร ซึ่งถูกสร้างจากคำบริสุทธิ์มากถึง3.3 ล้านแผ่น

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ https://pizzaandfooditalia.com

เที่ยวมาเก๊าแบบจัดเต็ม

เที่ยวมาเก๊าแบบจัดเต็ม หากพูดถึงมาเก๊าแล้ว มักจะนึกถึงลาสเวกัสตะวันออก เมืองแห่งคาสิโน แต่มาเก๊ายังมีอะไรน่าสนใจอีกมากมายเลยทีเดียว

สถานที่ เที่ยวมาเก๊าแบบจัดเต็ม

1. Macau Fisherman’s Wharf

มาเก๊า ฟิชเชอร์แมน วาร์ฟ (Macau Fisherman’s Wharf) คือเมืองจำลองที่สร้างในพื้นที่ขนาดใหญ่ โดยแต่ละโซนก็จะแบ่งออกเป็นธีมต่างๆ ที่แตกต่างกัน ได้แก่ โซนของท่าเรือแห่งราชวงศ์ (Dynasty Wharf) ที่จะมีอาคารสถาปัตยกรรมของจีนในยุคราชวงศ์ถัง, โซนประเทศตะวันออกผสมผสานกับประเทศแถบตะวันตก (East Meets West) ซึ่งจะห้อมล้อมไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกและตะวันออก และโซนท่าเรือแห่งตำนาน (Legend Wharf) เป็นพื้นที่ของร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร และคาสิโน ฯลฯ ทั้งนี้ภายในโซนต่างๆ ก็จะมีทั้งจุดถ่ายรูป ร้านค้า ร้านอาหาร ให้เราได้เที่ยวและพักผ่อนได้อย่างเพลิดเพลิน

เที่ยวมาเก๊าแบบจัดเต็ม

2. Kun Iam Statue

รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม (Kun Iam Statue) อีกแหล่งท่องเที่ยวห้ามพลาดในมาเก๊า ก็คือรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมที่ตั้งอยู่กลางทะเลบริเวณ Outer Harbour ทางใต้ของฝั่งมาเก๊านั่นเอง ลักษณะเป็นรูปปั้นทองสำริดที่มีหน้าตาผสมกันระหว่างจีนและยุโรป ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร บนฐานดอกบัวอีก 4 เมตร ยื่นออกไปในทะเลเป็นระยะทาง 60 เมตร โดยฐานของดอกบัวนี้ได้ถูกสร้างให้เป็นสถานที่จัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับเจ้าแม่กวนอิม ศาสนาพุทธ และศาสนาเต๋า

เที่ยวมาเก๊าแบบจัดเต็ม

3. City of Dreams

ซิตี้ ออฟ ดรีม (City of Dreams) เป็นโรงแรม และคาสิโนขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งของมาเก๊า ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับเวเนเชี่ยนมาเก๊า โดยซิตี้ ออฟ ดรีม จะมีชื่อเสียงทางด้านโชว์มากกว่า โดยโชว์ที่มีชื่อเสียงและคนดูให้การต้อนรับมากที่สุดก็คือ โชว์นางเงือกบนหน้าจอโปรเจ็กเตอร์โค้งมนขนาดยักษ์ ที่ดูคล้ายๆ กับแท็งค์น้ำในอะควาเรียม และอีกโชว์ก็คือ House of the Dancing Water เป็นการเต้นระบำโชว์ควบคู่ไปกับการแสดงของน้ำพุที่ยิ่งใหญ่อลังการดาวล้านดวงเลยทีเดียว

เที่ยวมาเก๊าแบบจัดเต็ม

4. Macau Museum of Art

พิพิธภัณท์ศิลปะมาเก๊า (Macau Museum of Art) ตั้งอยู่ในอาคาร Cultural Center โดยมีทั้งหมด 5 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นก็จะมีการแบ่งโซนจัดแสดงที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ที่ชั้น 4 จะเป็นโซนจัดแสดงภาพวาด ตัวอักษร และงานเซรามิกจากประเทศจีน ส่วนชั้น 3 จะเป็นรูปภาพประวัติศาสตร์และผลงานศิลปะร่วมสมัยในสไตล์ยุโรปที่บอกเล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตในมาเก๊า และชั้นที่ 2 จะเป็นห้องขนาดใหญ่ที่จัดแสดงผลงานพิเศษหมุนเวียนไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ในชั้น 1 ยังเป็นที่ตั้งของร้านค้า ร้านอาหาร และคาเฟ่อีกด้วย

เที่ยวมาเก๊าแบบจัดเต็ม

5. Ruins of St.Paul’s

ประตูโบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of St.Paul’s) เมื่อเดินทางมาเที่ยว ในมาเก๊า ฮ่องกง ทั้งที แน่นอนว่าเราจะพลาดแลนด์มาร์คของมาเก๊า อย่างประตูโบสถ์เซนต์ปอลไม่ได้ ซึ่งที่นี่ในแต่ละวันจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยคนส่วนใหญ่นิยมมาถ่ายรูปคู่กับซากประตูโบสถ์ พร้อมทั้งดูร่องรอยอารยธรรมความยิ่งใหญ่ในอดีตของโบสถ์แห่งนี้ ที่เคยเป็นโรงเรียนสอนศาสนาแห่งแรกในเอเชียตะวันออก ก่อนจะถูกเพลิงไหม้เสียหายเหลือแต่ซากประตูเอาไว้ในปี 1835

6. Venetian Macau

เวนีเชียนมาเก๊า (Venetian Macau) คือหนึ่งในสถานบันเทิง ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น และใหญ่ที่สุดในเอเชีย เพราะภายในนอกจากจะมีคาสิโนขนาดใหญ่ไว้คอยบริการนักพนันจากทั่วทุกมุมโลกแล้ว ยังมีห้องพักสุดหรูหราไว้คอยบริการแขกผู้มาเยือนถึง 3,000 ห้อง โดยแต่ละห้องได้รับการตกแต่งอย่างดีที่สุด และมาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย นอกจากนั้น เวนีเชียนมาเก๊ายังมีร้านค้าให้ช้อปกันอย่างจุใจถึง 350 ร้าน ท่ามกลางการตกต่างอย่างสวยงาม ในสไตล์ของเมืองเวนิสแห่งอิตาลีอีกด้วย

7. Macau Tower

หอคอยมาเก๊า (Macau Tower) สำหรับใครที่อยากชมวิวสวยๆ ของเกาะมาเก๊า ต้องมาที่นี่เลย มาเก๊า ทาวเวอร์ หอคอยขนาดความสูง 338 เมตร ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณทะเลสาบนามวาน และทะเลสาบไชหวัน ข้างบนนอกจากจะมีวิวในแบบพาโนราม่าให้เราได้เพลิดเพลินไปกับความสวยสงบของมาเก๊าในมุมสูงแล้ว ยังเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทั้งร้านอาหาร คอฟฟี่ช็อป ห้องจัดนิทรรศการและสัมมนา รวมไปถึงกิจกรรมสุดตื่นเต้น อย่างการเดินรอบนอกของหอคอยบนความสูง 216 เมตร และ 233 เมตร การปีนขึ้นบนจุดสูงสุดของหอคอย และการกระโดดจากหอคอยลงสู่เบื้องล่างโดยมีสลิงคอยยึด มาที่เดียว ทั้งสนุกทั้งเสียวในคราวเดียวกันเลย

เที่ยวมาเก๊าแบบจัดเต็ม

8. St. Lawrence’s Church

โบสถ์เซนต์ลอเรนซ์ (St. Lawrence’s Church) โบสถ์เซนต์ลอเรนซ์แห่งมาเก๊า เป็นโบสถ์ 1 ใน 3 แห่งที่มีความเก่าแก่ที่สุดในมาเก๊า ซึ่งสร้างขึ้นในช่วงประมาณกลางศตวรรษที่ 16 โดยตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะ นักท่องเที่ยวสามารถเดินจากเซนาโดสแคว์ไปได้ โดยใช้เวลาในการเดินประมาณ 600 เมตร ทั้งนี้ตัวโบสถ์สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก และตกแต่งในสไตล์บาโร้ก จึงทำให้ดูสวยงามหรูหรายิ่งกว่าโบสถ์อื่นๆ ที่เราเคยเห็นทั่วๆ ไป

9. Guia Fortress

ป้อมปราการเกีย (Guia Fortress) นี่คืออีกหนึ่งมรดกโลกของมาเก๊า ป้อมปราการเกีย เป็นป้อมปราการเก่าแก่มาตั้งแต่ปี 1622 ที่ตั้งอยู่ในจุดที่สูงที่สุดของมาเก๊า เพราะฉะนั้นที่นี่จึงเป็นชมวิวที่สามารถมองเห็นวิวได้ทั่วทั้งบริเวณเมือง ทะเล ไปจนถึงประเทศจีนเลยล่ะ นอกจากนั้นข้างๆ ป้อมปราการยังมีโบสถ์เล็กๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ ซึ่งภายในมีภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง ที่เรียกว่า frescoes ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของทวีปเอเชีย และติดกับตัวโบสถ์ มีหอประภาคารสีขาวสูง 15 เมตร ที่ใช้สำหรับเฝ้าระวังข้าศึกและการเตือนภัยจากสภาพอากาศด้วย

10. A-Ma Temple

 วัดอาม่า (A-Ma Temple) เป็นวัดเก่าแก่ของ มาเก๊า ที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวจีนและชาวไทยนิยมเดินทางมากราบไหว้ขอพรเป็นอย่างมาก โดยวัดอาม่าตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะมาเก๊า ภายในวัดมีจุดกราบไหว้ขอพรอยู่หลายจุด ซึ่งแต่ละจุดจะตั้งอยู่บนเนินเขา และเมื่อเดินขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ ก็จะมีทั้งศาลเจ้า ศาลา ประตูโบราณ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ให้ได้กราบไหว้ขอพรอยู่ทั่วทุกจุด อีกทั้งสถาปัตยกรรมภายในวัด ยังงดงามด้วยสไตล์จีนโบราณ จึงเหมาะที่จะเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวห้ามพลาดเป็นอย่างยิ่ง

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfootitalia.com

ฮ่องกง เมืองบนเกาะเล็กๆ

สถานที่ท่องเที่ยว ฮ่องกง เมืองบนเกาะเล็กๆ

ฮ่องกง เมืองบนเกาะเล็กๆ ที่ถูกยกให้เป็นเขตปกครองพิเศษ ที่คนไทยนิยม มีแหล่งท่องเที่ยวสตรีทอาร์ตอยู่ทั่วเมือง และยังมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามอีกด้วย

Hong Kong Convention and Exhibition Centre

ศูนย์การประชุมและนิทรรศการฮ่องกง (Hong Kong Convention and Exhibition Centre) โดดเด่นด้วยม่านกระจกขนาดใหญ่และหลังคาอะลูมิเนียมขนาด 40,000 ตารางเมตร ที่ก่อสร้างอย่างแม่นยำเพื่อสะท้อนเสียงนกทะเล อาคารนี้เป็นที่รู้จักทั่วโลกในชื่อ HKCEC ที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าอ่าว ใช้เทคนิคการก่อสร้างจากบนลงล่าง เพื่อแก้ปัญหาเรื่องที่ดินที่มีอยู่อย่างจำกัด เป็นความก้าวหน้าขั้นสูง ที่ได้รับรางวัลจากหลายอุตสาหกรรม อาคารนี้ยังเป็นสถานที่สำหรับประกอบงานพิธีการส่งมอบคืนเกาะฮ่องกง เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 1997 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เจ้าอาณานิคมอังกฤษ ได้ส่งมอบเกาะคืนแก่สาธารณะรัฐประชาชนจีน และเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

Temple Street Night Market

ตลาดกลางคืนเทมเปิลสตรีท (Temple Street Night Market) ตลาดนัดริมถนนที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ให้สนุกกับการช้อปปิ้งสินค้าต่างๆ มากมาย เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ อุปกรณ์ชงชา อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หยก และของโบราณต่างๆ เป็นต้น และสนุกกับการต่อรองราคา หลักการต่อราคาของที่นี่ ต้องต่อให้ได้เกินครึ่งหนึ่งของราคาที่ตั้งเอาไว้ ไม่อย่างนั้นจะได้ของแพงไปไม่รู้ตัว นอกจากจะได้เลือกซื้อสินค้าที่ชื่นชอบแล้ว ที่ตลาดแห่งนี้ยังมีอาหารเลิศรสให้ลิ้มลองในราคาเบาๆ อร่อยอย่าบอกใคร

ฮ่องกง เมืองบนเกาะเล็กๆ

Clock Tower

หอนาฬิกา (Clock Tower) หอนาฬิกาเก่าสูง 44 เมตร สร้างขึ้นในปี 1915 ก่อนหน้านั้น เคยเป็นส่วนหนึ่งของสถานีรถไฟเกาลูน แคนตัน ครั้งหนึ่งเมื่อสมัยก่อสร้างหอนาฬิกา ได้หยุดชะงักลงเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 และข้อจำกัดด้านงบประมาณ จึงสร้างได้เพียงหอคอยที่สร้างจากอิฐสีแดงและหินแกรนิตเท่านั้น และใช้เวลาอีกหลายปีจึงสร้างเป็นหอนาฬิกาได้สำเร็จ สถานีซึ่งเคยคับคั่งไปด้วยผู้คนแห่งนี้ ปัจจุบันได้เลิกให้บริการไปแล้ว เนื่องจากสถานีรถรางแห่งใหม่เปิดให้บริการ และสถานีเก่าถูกรื้อทิ้งไป หลงเหลือไว้เพียงแต่หอนาฬิกา ยังคงถูกเก็บรักษาไว้เป็นอนุสรณ์สถาน ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นยุครุ่งเรืองของเครื่องจักรไอน้ำ เป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่งดงาม โดยเฉพาะขาวจีนอพยพนับล้านคนซึ่งเดินทางผ่านสถานีแห่งนี้เพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่

ฮ่องกง เมืองบนเกาะเล็กๆ

Avenue of Stars

อะเวนิว ออฟ สตาร์ (Avenue of Stars) เป็นสถานที่รำลึกถึงบุคคลที่มีส่วนทำให้ฮ่องกงกลายเป็น “ฮอลลีวูดแห่งตะวันออก” อยู่ริมอ่าววิคตอเรีย มีรูปปั้นบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับภาพยนตร์ของฮ่องกง โดยเฉพาะรูปปฏิมากรรมขนาดเท่าตัวจริงของวีรบุรุษกังฟู บรูซ ลี มีแผ่นจารึกเกียรติคุณ รอยประทับมือของนักแสดง มีบรรยากาศคึกคักตลอดเวลา มีการแสดงต่างๆ ทั้งดนตรี ละคร เต้นรำ และนอกจากนี้ ยังเป็นจุดชมการแสดงแสงสีเสียงในชุด Symphony of Lights อันยิ่งใหญ่อีกด้วย

ฮ่องกง เมืองบนเกาะเล็กๆ

Ocean Park Hong Avenue of Stars

โอเชี่ยนปาร์คฮ่องกง (Ocean Park Hong Kong) เปิดในปี 1977 ตั้งอยู่ทางใต้ของเกาะฮ่องกง ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 870,000 ตารางกิโลเมตร เป็นสวนสนุกสัตว์ทะเลระดับโลก มีความสนุกที่แฝงไปด้วยความรู้อยู่มากมายบนพื้นที่ที่แบ่งออกเป็นโซนต่างๆ ทั้ง ดินแดนแห่งขั้วโลก Polar Adventure, ชมความเป็นมาของฮ่องกงในอดีต Old Hong Kong, เครื่องเล่นรถไฟเหาะตีลังกาสุดหวาดเสียว Thrill Mountain, โลกแห่งพืชไม้นานาพันธุ์ Rainforest, สวนสนุกทางทะเล Aqua City และ สัตว์หายากในเอชีย Amazing Asian Animals

ฮ่องกง เมืองบนเกาะเล็กๆ

The Peak

เดอะพีค (The Peak) คือจุดสูงสุดของเกาะฮ่องกง เป็นจุดชมวิวที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่สามารถชมทัศนียภาพของเมืองฮ่องกงได้ทั้งเกาะ ทั้งตึกระฟ้า อ่าววิคตอเรีย เนินเขาสีเขียว สามารถชมวิวที่ปรับเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา ทั้งชมวิวในตอนกลางวัน ท้องฟ้าเปลี่ยนสีในพลบค่ำ และแสงสีในยามราตรี

ฮ่องกง เมืองบนเกาะเล็กๆ

Ladies’ Market

เลดี้ส์มาร์เก็ต (Ladies’ Market) สวรรค์แห่งการช้อปปิ้งของสาวๆ เป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวฮ่องกง ที่ขายเสื้อผ้า เครื่องประดับ และของที่ระลึกในราคาย่อมเยา มีร้านค้าขนาดเล็กๆ ให้เดินเล่นกันอย่างเพลิดเพลินกว่า 100 ร้าน บนถนนทอดยาวตลอด 1 กิโลเมตร มีของให้เลือกเยอะมาก และมีราคาถูกสามารถต่อรองได้ เหมาะแก่การซื้อเป็นของฝาก แม่ค้าบางร้านพูดภาษาไทยได้ด้วย

ฮ่องกง เมืองบนเกาะเล็กๆ

Hong Kong Disneyland

ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ (Hong Kong Disneyland) ดินแดนมหาสนุก ที่ทุกคนจะได้ตื่นตาตื่นใจไปกับ การแสดงขบวนพาเหรดที่ main street ที่นำทัพโดยเหล่าตัวการ์ตูนดิสนีย์ ที่ชื่นชอบ การแสดงแสงสีเสียงยิ่งใหญ่อลังการ พร้อมไปต่อกับเครื่องเล่นหลากหลายชนิด ที่มีให้เลือกเล่นเลือกชมถึง 4 อาณาจักรได้แก่ เมนสตรีท ยูเอสเอ, แฟนตาซีแลนด์, แอดเวนเจอร์แลนด์ และทูมอโรแลนด์ ที่สำคัญอย่าลืมพกน้ำเปล่าไปด้วย ทางดิสนีย์แลนด์ให้สิทธิ์พกเข้าไปได้คนละ 1 ขวด

ฮ่องกง เมืองบนเกาะเล็กๆ

Golden Bauhinia Square

โกลเด้น โบฮิเนีย สแควร์ (Golden Bauhinia Square) รูปปั้น ที่ตั้งอยู่ตรงลานด้านหน้าศูนย์การประชุมและนิทรรศการฮ่องกง โบฮิเนียเป็นสัญลักษณ์ประจำฮ่องกง ซึ่งรัฐบาลกลางได้ส่งให้เป็นของขวัญแก่ฮ่องกง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการส่งมอบคืนฮ่องกงให้กับจีน ในปี 1997 และยังเป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ เป็นอนุสาวรีย์การรวมประเทศที่มีแผ่นจารึกลายมือของประธานาธิบดี เจียงเจ๋อหมิน ผู้เป็นตัวแทนประเทศจีนในพิธีการส่งมอบเกาะ นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังมีโอกาสได้ชื่นชมพิธีการเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสา ซึ่งจัดขึ้นทุกวันอย่างเอิกเกริกและเพื่อเป็นสัญลักษณ์รำลึกถึงเหตุการณ์นี้ แต่หากต้องการชมพิธีอย่างเต็มรูปแบบ ต้องมาชมทุกวันที่ 1 ของเดือน จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกงเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสา มีพลปืนในชุดเครื่องแบบเต็มยกให้การอารักขา มีการบรรเลงเพลงชาติโดยวงดุริยางค์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามด้วยการแสดงดนตรีจากวงเครื่องเป่าของเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกเป็นเวลา 10 นาที

Tsim Sha Tsui Promenade

จิมซาโจ่ยพรอมเมอนาด (Tsim Sha Tsui Promenade) เป็นสถานที่เดินเล่น ย่านจิมซาโจ่ย เป็นที่เที่ยวฮ่องกงที่สามารถเดินเล่นผ่อนคลายความตึงเครียดได้ดีทีเดียว ในทุกๆ เย็นจะมีผู้คนมาร้องเพลงกันเป็นกลุ่มๆ สัมผัสกับอากาศบริสุทธิ์ และชื่นชมบรรยากาศริมน้ำ มีเรือเฟอรรี่หลากหลายสีข้ามฟากไปมา ได้มองเห็นการแสดง Symphony of Lights ได้อย่างชัดเจน

วัดซิกซิกหยวน หว่องไท่ซิน

วัดซิกซิกหยวน หว่องไท่ซิน หรือ วัดหวังต้าเซียน ได้รับอิทธิพลมาจาก 3 ศาสนา (ศาสนาพุทธ ลัทธิเต๋า ลัทธิขงจื้อ) สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงในอดีตกาล หลวงพ่อหว่องไทซิน (ฮวงชูปิง) ซึ่งเกิดในศตวรรษที่ 4 และกลายเป็นเทพที่เขาเหิงซาน ในปี 1915 โดยนักพรตลัทธิเต๋าได้นำภาพอันศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อหว่องไทซิน เดินทางจากประเทศจีนมายังฮ่องกง เพื่อนำมาเก็บรักษาไว้ที่วัดหว่องไท่ซิน เป็นภาพวาดอันล้ำค่าที่ได้เก็บรักษาเอาไว้เป็นอย่างดีจนถึงปัจจุบัน ตัวอาคารต่างๆ ถูกตกแต่งอย่างปราณีตงดงามจนเป็นที่เลื่องลือ มีโครงสร้างต่างๆ ที่เป็นตัวแทนของธาตุแห่งการพยากรณ์ทั้งห้า ได้แก่ ศาลาสำริด(โลหะ) หอเก็บคัมภีร์(ไม้) น้ำพุ(น้ำ) ศาลเจ้า(ไฟ) และกำแพงดิน(ดิน) ภายในบริเวณวัดแห่งนี้ยังมีสิ่งก่อสร้างอื่นๆที่น่าสนใจ ได้แก่ ศาลา 3 เทพ ศาลาขงจื้อ และสวนพรอันประเสริฐ ตกแต่งอย่างหรูหราด้วยศิลปะลวดลายจีน สถานที่แห่งนี้ จึงกลายเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ชาวฮ่องกงเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างมาก เชื่อว่าสามารถทำให้ความปรารถนาของทุกคนเป็นจริงได้

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

สถานที่ท่องเที่ยวสิงคโปร์ที่ห้ามพลาด

สถานที่ท่องเที่ยวสิงคโปร์ที่ห้ามพลาด เป็นประเทศเดียวในโลกที่ไม่มีเมืองหลวง แต่มี Landmark น่าเที่ยวเยอะมาก และอยู่ไม่ไกลจากเมืองไทยอีกด้วย

10 สถานที่ท่องเที่ยวสิงคโปร์ที่ห้ามพลาด

1. Singapore Flyer

Singapore Flyer เป็นหนึ่ง Landmark อันเป็นไฮไลท์ของสิงคโปร์ กับ Observation Wheel หรือชิงช้าสวรรค์สำหรับชมวิวเมืองมุมสูง ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย ด้วยความสูง 165 เมตรหรือเทียบเท่าตึก 42 ชั้น ตั้งอยู่ริมอ่าว Marina Bay ประกอบไปด้วยแคปซูลจำนวน 28 แคปซูล แต่ละแคปซูลบรรจุผู้โดยสารได้ 28 คน อันเป็นเลขมงคลตามหลักโหราศาสตร์จีน ที่จะพาไปชมวิวมุมสูงแบบพาโนรามาทั่วอ่าว Marina Bay อันสวยงามตระการตา

สถานที่ท่องเที่ยวสิงคโปร์ที่ห้ามพลาด

2. Merlion Park

Merlion Park Landmark อันเป็นสัญลักษณ์ของสิงคโปร์ คือสิ่งที่พลาดไม่ได้เลย เพราะถ้าพลาดถือว่ามาไม่ถึงสิงคโปร์เลยทีเดียว กับ Merlion Park รูปปั้น Merlion สุดชิคความสูง 8.6 เมตรพ่นน้ำริมอ่าว Marina Bay ซึ่งถือเป็นกิมมิคของเมืองสิงคโปร์ นอกจากจะเป็นที่ Check – In สุดฮอตที่ห้ามพลาดแล้ว ยังเป็นจุดชื่นชมทัศนียภาพ รับลมเย็น ๆบริเวณปากแม่น้ำสิงคโปร์ ริมอ่าว Marina Bay ซึ่งรายล้อมด้วย Landmark สำคัญๆ ของสิงคโปร์ทั้งโรงละคร Esplanade, Singapore Flyer และ Marina Bay Sand อันสวยงามไปพร้อมๆกันด้วย

สถานที่ท่องเที่ยวสิงคโปร์ที่ห้ามพลาด

3. Marina Bay Sands

Marina Bay Sands อาคารขนาดใหญ่ซึ่งมีรูปร่างคล้ายเรืออยู่ด้านบนอันเด่นสะดุดตา ที่เป็นทั้ง Landmark สำคัญและที่ท่องเที่ยวสุดฮิตของสิงคโปร์ ซึ่งรวบรวมทั้งโรงแรมสุดหรูระดับ 5 ดาวพร้อมสระว่ายน้ำแบบ Infinite Edge Pool ที่ชั้นดาดฟ้า ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ จุดชมวิว Sands SkyPark Observation Deck บนตึกสูง กับทิวทัศน์แบบพาโนรามา 360 ที่ระดับความสูงจากชั้น 57 ของอาคาร ร้านอาหารบนชั้น 55 ที่ได้ทั้งอิ่มเอมกับอาหารรสเลิศ เครื่องดื่มเย็นๆ และชมบรรยากาศยามค่ำคืนเหนืออ่าว Marina ในมุมสูง พื้นที่จัดแสดงแสงสีเสียงและน้ำพุ Wonder Full Light & Water กลางแม่น้ำสิงคโปร์ และคาสิโนไว้ด้วยกันในที่เดียว ที่ทำให้ Marina Bay Sands แห่งนี้กลายเป็นที่ท่องเที่ยวที่พลาดไม่ได้ของสิงคโปร์

สถานที่ท่องเที่ยวสิงคโปร์ที่ห้ามพลาด

4. Sentosa Merlion

Merlion Tower ความสูง 37 เมตร หรือ 12 ชั้น ที่จัดเป็นตัวใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ ตั้งอยู่บนเกาะเซนโตซ่า ที่นอกจะเป็นสัญลักษร์สุดอลังการของสิงคโปร์อีกตัวหนึ่งแล้ว ยังเปิดให้นักท่องเที่ยวปีนขึ้นไปภายในตัวของเจ้า Merlion ตัวนี้เพื่อชมวิวมุมสูงของเกาะเซนโตซ่าอีกด้วย มาสิงคโปร์ทั้งทีก็ต้อง Check In และถ่ายรูปคู่กับ Merlion ให้ครบ

สถานที่ท่องเที่ยวสิงคโปร์ที่ห้ามพลาด

5. Universal Studio Singapore

Universal Studio Singapore สวนสนุกชื่อดังระดับโลกกับ Theme Park ในคอนเซ็ปต์หนัง Hollywood ที่รวบรวมทั้งเครื่องเล่นและกิจกรรมมากมายเอาไว้บนเกาะเซนโตซ่า นอกจากเครื่องเล่นทั้ง 18 เครื่องที่มีเฉพาะที่นี่เท่านั้นแล้ว ยังมีการแสดง และโชว์อีกมากมาย ไปจนถึงฉากในภาพยนตร์เรื่องดังที่นำมาจำลองขั้นตอนการถ่ายทำให้ได้สัมผัสประสบการณ์เสมือนจริงอย่างใกล้ชิด

6. Fort Canning Park Singapore

Fort Canning Park Singapore สวนสาธารณะใหญ่ใจกลางเมืองสิงคโปร์ รายล้อมไปด้วยต้นไม่น้อยใหญ่สีเขียวขจีมากมาย ที่ไม่ได้เป็นเพียงปอด และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวสิงคโปร์เท่านั้น แต่ด้วยดีไซน์และการออกแบบสวนเก๋ ๆ   และโดดเด่น ยังทำให้ Fort Canning Park กลายเป็น Location ถ่ายรูปชิค ๆ และเป็นสถานที่ Check –In สุดฮอตของวันรุ่นสิงคโปร์ และนักท่องเที่ยว

7. Garden by the Bay

Garden by the Bay สวนพฤกษศาสตร์แห่งโลกอนาคตขนาดใหญ่ยักษ์ริมอ่าว Marina บนเนื้อที่กว่า 250 เอเคอร์ ซึ่งถูกสร้างขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ เริ่มตั้งแต่การถมทะเล ไปจนถึงการออกแบบโครงสร้างสุดอลังการ นอกจากภาพลักษณ์ของสถาปัตยกรรมด้านนอกอันโดนเด่นแล้ว พื้นที่ด้านในเองก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยไฮไลท์ถึง 3 อย่างของที่นี่อันได้แก่ เรือนกระจกปรับอากาศติดแอร์ทรงโดมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีเนื้อที่ใหญ่กว่าสนามฟุตบอลถึง 2 เท่า ภายในประกอบไปด้วย 2 ไฮไลท์เด็ดอย่าง Flower Dome โดมความสูง 38 เมตรที่รวบรวมดอกไม้เมืองหนาว และพรรณไม้เขตร้อนชื้นแถบเมดิเตอร์เรเนียน และ Cloud Forest โดมที่รวมพันธุ์พืชในเขตป่าดิบชื้น ซึ่งบรรจุน้ำตกในร่มที่ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

8. MINT Museum of Toys

MINT Museum of Toys มินท์ มิวเซียม ออฟ ทอย จัดแสดงของเล่นย้อนยุคสุดวินเทจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้รวบรวมของเล่นโบราณ และของเล่นสมัยใหม่กว่า 50,000 ชิ้นจาก 40 ประเทศ ในพื้นที่จัดแสดงทั้ง 4 ชั้นที่แต่ละชั้นมี Theme ที่ไม่เหมือนกัน อันได้แก่ Outer Space, Character, Childhood Favorite และ Collectable

9. National Gallery Singapore

National Gallery Singapore อีกหนึ่งที่ท่องเที่ยวที่สายอาร์ทไม่ควรพลาด กับหอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์ สถานที่ท่องเที่ยวน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รวบรวมผลงานทางศิลปะทั้งภาพวาดและงานปะติมากรรมที่น่าสนใจมาไว้ที่หอศิลป์แห่งนี้ โดยตัวหอศิลป์ทั้งภายนอกและภายใน เป็นอาคารสไตล์โคโลเนียลผสมโมเดิร์น ที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมเก่าสุดคลาสสิกและความโฒเดิร์นทันสมัยเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว พื้นที่ภายในแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ City Hall Wing และ Supreme Court Wiing ซึ่งตรงกลางมีสะพานเชื่อมอาคารทั้ง 2 เข้าด้วยกัน

10. S.E.A. Aquarium

S.E.A. Aquarium พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Aquarium ที่ใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ ซึ่งรวบรวมสัตว์ทะเลมากกว่า 100,000 ชนิด เกือบ 800 สวยพันธุ์ไว้ภายใน Tank น้ำกระจกขนาดใหญ่แบบ Super Big Size และอุโมงค์ทางเดินกระจกใต้น้ำ ที่จะพาไปสัมผัสเหล่าสัตว์น้ำน้อยใหญ่อย่างใกล้ชิดและเป็นธรรมชาติ เหมือนดำลงไปอยู่ใต้ท้องมหาสมุทรอันเป็นบ้านของสัตว์น้ำทั้งหลายที่แหวกว่ายอย่างอิสระ โดยพระเอกอันเป็นไฮไลท์ของ S.E.A.Aquarium แห่งนี้ ได้แก่ ลามเสือดาว, ปลากระเบนแมนตา และ Goliath Grouper

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

สถานที่ยอดฮิต ที่มาเลเซีย

สถานที่ยอดฮิต ที่มาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีความหลากหลายทั้งทางด้านศิลปวัฒนธรรม และสถาปัตยกรรม และยังมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์อยู่อย่างมาก

10 สถานที่ยอดฮิต ที่มาเลเซีย

1. Cameron Highlands

ชมไร่ชา เที่ยวฟาร์มผีเสื้อ และชิมสตอเบอรี่ ที่คาเมรอน ไฮแลนด์ (Cameron Highlands) พื้นที่ราบสูงทางตอนเหนือที่สูงที่สุดของมาเลเซีย  ที่มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี บรรยากาศเงียบสงบ  รายล้อมด้วยขุนเขาสูง และเนินไร่ชาอันเขียวขจีที่ถูกปลูกเล่นระดับตามแนวเนินเขา ทั่วทั้งบริเวณหุบเขาสุดสายตา โดยมีไร่ชาชื่อดังที่ใหญ่ที่สุดอย่าง ไร่ชา Boh ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมไร่ชาอย่างใกล้ชิด นอกจากไร่ชาแล้ว ที่คาเมรอน  ไฮแลนด์ ยังเป็นสวรรค์ของคนรักสตอว์เบอรี่  เพราะที่ยังมีฟาร์มสตอว์เบอรี่ลูกใหญ่ยักษ์ อย่าง Big Red Strawberry Farm ฟาร์มสตอว์เบอรี่คุณภาพเยี่ยม ที่นอกจากสตอว์เบอรี่ยังมาพร้อมของหวานอีกหลากหลายเมนู

สถานที่ยอดฮิต ที่มาเลเซีย

2.  Batu Caves

Batu Caves (ถ้ำบาตู) ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู ในเขาหินปูนอายุราว 400 ล้านปี ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของรัฐสลังงอร์ ซึ่งอยู่ตอนเหนือของกรุงกัวลาลัมเปอร์ ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแก่พระขันธกุมาร โดยมีเทวรูปพระขันธกุมารความสูงถึง 42.7 เมตร อยู่บริเวณปากถ้ำด้านหน้า นอกจากความสวยงามของถ้ำหินปูนธรรมชาติสุดอลังการ  และความงดงามของศิลปะฮินดู ยังคงเป็นจุดชมวิวและทัศนียภาพของเมืองสลังงอร์ในมุมสูงอีกด้วย

สถานที่ยอดฮิต ที่มาเลเซีย

3. Petronas Twin Towers

ตึกแฝดปิโตรนาส  (Petronas Twin Towers) ที่เที่ยวที่ต้องแนะนำในมาเลเซีย ก็คงหนีไม่พ้น Landmark อันโด่งดังของเมืองหลวงอย่าง Kuala Lumpur กับตึกแฝดปิโตรนาส (Petronas Twin Towers) ตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูง  452 เมตรจำนวน 88 ชั้น ซึ่งมีสะพานลอยฟ้าเชื่อมต่อสองอาคารไว้ด้วยกันที่ชั้น 41 และชั้น 42 และมีจุดชมวิวเมืองมุมสูงแบบพาโนรามาที่ชั้น 86 ภายในพื้นที่ของตึกแฝดปิโตรนาสประกอบไปด้วยห้างสรรพสินค้า พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ศูนย์ประชุม และและศูนย์วิทยาศาสตร์สุดทันสมัย มาเยือนมาเลเซียทั้งที ถ้าไม่ได้มาเยี่ยมตึกแฝดปิโตรนาสแห่งนี้ ถือว่ามาไม่ถึงมาเลเซียนะบอกเลย

สถานที่ยอดฮิต ที่มาเลเซีย

4. LEGO LAND

สวนสนุกเลโก้แลนด์ มาเลเซีย (LEGOLAND Malaysia) สวรรค์ของคนรักของเล่นและเด็กๆ กับ Theme Park ระดับโลกอันโด่งดังอย่างเลโก้ โดยเลโก้แลนด์ มาเลเซียนับเป็นสวนสนุกเลโก้แลนด์แห่งที่ 6 ของโลก และเป็นแห่งแรกของเอเชีย ภายในออกแบบตกแต่งไปด้วยเรื่องราวและชิ้นส่วนของเลโก้ และมีเครื่องเล่นมากกว่า 40 ชนิด  โดยแบ่งออกเป็น 7 โซนด้วยกัน คือ โซน Miniland เป็นการจำลอง Landmark สำคัญๆ ในเอเชียด้วยตัวต่อเลโก้ โซน The Beginning บริเวณหน้าสวนสนุกซึ่งเป็นร้านค้า ร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึก ต่อไปก็เป็นโซนของเครื่องเล่นและสวนสนุก อันได้แก่ โซน Lego Technic, โซน Lego Kingdom, โซน Imagination, โซน Land of Adventure และโซนสุดท้ายซึ่งเป็นสวนน้ำกับ โซน Water Park สวนน้ำ Theme ตัวต่อแห่งแรกในเอเชีย

สถานที่ยอดฮิต ที่มาเลเซีย

5. Lost World of Tambun

สวนสนุกลอสต์เวิลด์ออฟตัมบุน (Lost World of Tambun) Theme Park ที่นำเสนอเรื่องราวความเป็นมา และมรดกทางวัฒนธรรมของมาเลเซีย อย่างอุตสาหกรรมเหมืองดีบุกที่เก่าแก่ที่สุดในมาเลเซีย ท่ามกลางธรรมชาติและภูเขาหินปูนเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 400 ปี ภายในพื้นที่สวนสนุก Lost World of Tambun แบ่งออกเป็น 6 Theme โซน  ที่มีทั้งสวนสนุก สวนน้ำพุร้อนกลางคืน สวนสัตว์ที่ได้รวบรวมสัตว์ไว้มากกว่า 55 สายพันธุ์ Adventure Park และโซนสวนน้ำที่มีทะเลเทียมที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซียอีกด้วย

สถานที่ยอดฮิต ที่มาเลเซีย

6. The Habitat Penang Hill

The Habitat Penang Hill Landmark แห่งใหม่ของปีนัง หรือ บูกิต เบนดีรา (Bukit Bendera) กับทางเดิน Skywalk รูปลักษณ์โดดเด่นบนเนินเขาของเกาะปีนังที่ความสูง 820 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษณ์ (Eco-Tourism) ที่จะทำให้ได้สัมผัสธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของเกาะปีนังอย่างใกล้ชิด พร้อมทัศนียภาพสุดอลังการของจุดชมวิวมุมสูงแบบ 360 องศา ที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกลสุดสายตาทั่วทั้งเกาะปีนัง สะพานปีนัง และเมืองจอร์จทาว์น

สถานที่ยอดฮิต ที่มาเลเซีย

7. Mount Kinabalu

Mount Kinabalu (ยอดเขาคินาบาลู) ภูเขาแห่งความตาย ภูเขาหินสีเทาดำอันศักดิ์สิทธิ์ของชาว Saba และเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดท่ามกลางป่าดงดิบบนเกาะบอร์เนียว รัฐซาบาห์ ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของสถานที่เที่ยวสุดท้าทาย และเป็นที่ Check-In ยอดฮิตของเหล่าผู้พิชิตยอดเขาสูง ที่ความสูง 4,092 เมตรจากระดับน้ำทะเล รูปร่างสวยงามแปลกตา ในอุทยานแห่งชาติคินาบาลู (Kinabalu National Park) อันเป็นมรดกโลกแห่งแรกของประเทศมาเลเซียจากยูเนสโก

8. Langkawi Sky Bridge

Langkawi Sky Bridge (สะพานลังกาวีสกาย) อีกหนึ่งไฮไลท์และ Landmark ของเกาะลังกาวี  รัฐเกดะห์ ซึ่งอยู่ห่างจากเกาะตะรุเตาในจังหวัดสตูลของไทยเพียง 4 กิโลเมตรเท่านั้น  กับ Langkawi Sky Bridge สะพานแขวนขนาดใหญ่ความยาวกว่า 125 เมตรอันโดดเด่นท่ามกลางภูเขาและต้นไม้อันเขียวขจีบนยอดเขาความสูง 2,000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิง Eco-Tourism กับเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติอย่างใกล้ชิดเหนือยอดไม้ และเป็นจุดชมท้องละเลอันดามัน และเกาะลังกาวีวิวมุมสูงแบบพาโนรามาที่สวยงาม

9. Mantanani Island

ดำน้ำตื้นที่เกาะมันตานานี (Mantanani Island) เกาะสวรรค์ไม่ไกลจากเมืองโกตากีนาบาลู (Kota Kinabalu) เมืองหลวงของรัฐซาบาห์ ที่มีทัศนียภาพอันงดงาม ด้วยธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์ และความงดงามของท้องทะเล ทั้งบนผืนน้ำ และโลกใต้ท้องทะเล ชายหาดที่ยังบริสุทธิ์  ทรายละเอียดมีขาวนวล นุ่มสบายเท้า น้ำทะเลสีฟ้าใสปิ๊งจนเห็นปะการัง และปลานานาพันธ์ใต้ผืนน้ำได้อย่างชัดเจน จึงทำให้เกาะมันตานานี กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่รักธรรมชาติและท้องทะเล

สถานที่ยอดฮิต ที่มาเลเซีย

10. Georgetown, Penang

ท่องเที่ยวแหล่งมรดกโลกของยูเนสโกในเมือง Georgetown, Penang เมืองเอกของรัฐปีนังอันทรงเสน่ห์ของการผสมผสานรากเหง้าแห่งวัฒนธรรมและอารยธรรมระหว่างจีนและยุโรป ที่แสดงออกมาทางสถาปัตยกรรมอาคารบ้านเรือนที่เก่าแก่สวยงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนทำให้จอร์จทาว์นได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น World Heritage Site จากองค์การ UNESCO ในปี 2008 นอกการศิลปะทางสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นแล้ว เมืองจอร์จทาว์นยังเป็นที่รวมตัวของศิลปิน Street Art ชาวมาเลย์ ที่พากันแสดงฝีมือวาดภาพกราฟฟิกบนกำแพงอาคารต่างๆ จนกลายเป็นอีกหนึ่งกิมมิคของเมืองที่ช่วยทำให้เมืองจอร์จทาว์นดูมีชีวิตชีวาและน่าสนใจขึ้นอีกด้วย

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

เที่ยวสไตล์ยุโรป ประเทศเบลเยี่ยม

เที่ยวสไตล์ยุโรป ประเทศเบลเยี่ยม ประเทศเล็กๆที่มีบรรยากาศสงบสวยงาม เป็นประเทศเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,000 ปี สวยงาม ปลอดภัย และบรรยากาศโรแมนติก

10สถานที่ เที่ยวสไตล์ยุโรป ประเทศเบลเยี่ยม

1. Grand Palace หรือ Grong Plas

Grand Palace หรือ Grong Plas หนึ่งในจตุรัสที่สวยงามที่สุดในยุโรป เป็นกลุ่มอาคารที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมทั้งบาโร้ค โกธิค นีโอ-โกธิค และเป็นสถานที่ซึ่งยูเนสโก้ ยกย่องให้เป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี ค.ศ.1983 ขณะที่เดินเล่นไปตามจัตุรัสอันโอ่อ่า จะรู้สึกราวกับว่าได้ย้อนเวลาไปในประวัติศาสตร์ยุโรปยุคกลาง สิ่งก่อสร้างเด่นชิ้นหนึ่งในนั้นคือ St. Jacques-sur-Coudenberg โบสถ์ยุคศตวรรษที่ 18 และหอระฆังอันแสนงดงาม สามารถเดินขึ้นบันไดไปจนสุดเพื่อชมวิวอันน่าประทับใจของกรุงบรัสเซลส์ หรือเข้าไปในโบสถ์เพื่อชื่นชมงานตกแต่งอันแสนวิจิตร จตุรัสแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของกรุงบรัสเซลล์ ที่เหล่าบรรดานักท่องเที่ยวต้องมาเยือน และทุก 2 ปี ที่แห่งนี้จะมีการจัดเทศกาลที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก อย่างเช่น เทศกาลพรมดอกไม้ (Flower Carpet) ที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกด้วย

เที่ยวสไตล์ยุโรป ประเทศเบลเยี่ยม

2. Atomium (อะโตเมียม)

Atomium (อะโตเมียม) สถาปัตยกรรมลูกเหล็กทรงกลม ปัจจุบันได้รับการยกย่องให้เป็นแลนมาร์คของเกรุงบรัสเซลล์ โครงสร้างเป็นรูปทรงอะตอมขนาดยักษ์ ถูกสร้างขึ้นเป็นหอแสดงนิทรรศการงาน Expo ในปี ค.ศ. 1958 มีความสูงราว 108 เมตร ประกอบด้วยลูกบอลเหล็ก 9 ลูก ลูกบอลแต่ละลูกมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 18 เมตร ภายในมีทางเดินเป็นรางเลื่อนที่มีความทันสมัย มีจุดชมวิว ห้องอาหาร และห้องแสดงงานศิลปะ อะโตเมียม เป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายในเชิงคุณค่าของการก้าวกระโดด สู่ยุคเทคโนโลยีใหม่หลังสงครามโลกของประเทศเบลเยียม

เที่ยวสไตล์ยุโรป ประเทศเบลเยี่ยม

3. Boulevard de Waterloo & Avenue Louise

Boulevard de Waterloo & Avenue Louise ย่านชอปปิ้งที่ฮอทที่สุดของเบลเยี่ยมในกรุงบรัสเซลล์ ตั้งอยู่บนถนนสองสายที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการเป็นศูนย์รวมของร้านขายสินค้าของเหล่าบรรดาไฮโซจากทั่วโลก ซึ่งคือ Boulevard de Waterloo และ Avenue Louise โดยที่ Boulevard de Waterloo เป็นย่านการค้าที่ทันสมัยที่สุดและเป็นแหล่งช้อปปิ้งยอดนิยมของเมืองขณะที่ Avenue Louise เป็นถนนที่เก่าแก่ที่สุดสายหนึ่ง ซึ่งถนนทั้งสองสายนี้เรียกได้ว่าเป็นจุดจำหน่ายสินค้าแบรนเนมนานาชนิดที่ทันสมัยมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ได้ช้อปปิ้งสินค้าแบรนเนมชื่อดังอาทิเช่น Gucci, Hermes, Louis Vuitton  CHANEL เป็นต้น

เที่ยวสไตล์ยุโรป ประเทศเบลเยี่ยม

4. Notre-Dame Cathedral

มหาวิหารโนเทรอดาม Notre-Dame Cathedral มหาวิหารแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักของเมืองทัวร์เน่ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ในปี ค.ศ. 2000 มหาวิหารถูกสร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดยตัวอาคารนั้นมีความโดดเด่นด้วยแกนกลางแบบโรมาเนสก์ อีกทั้งยังได้รับการตกแต่งด้วยประติมากรรมบนหัวเสาและปีกอาคารคลุมด้วยหอคอย 5 หลัง ภายในได้รับการประดับประดาด้วยกระจกสี ภาพาวาด และอื่นๆอีกเป็นจำนวนมากและอีกจุดที่น่าสนใจคือหอระฆังแห่งทัวร์เน (Belfry of Tournai) อีกหนึ่งส่วนของมรดกโลกร่วมกับมหาวิหาร โดยหอระฆังนั้นมีความสูงประมาณ 72 เมตร เป็นหอระฆังที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศแบลเยี่ยม ปัจจุบันเป็นหนึ่งในจุดชมวิวทิวทัศน์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจากนักท่องเที่ยว

เที่ยวสไตล์ยุโรป ประเทศเบลเยี่ยม

5. Knokke-Heist

หาด Knokke-Heist เป็นเมืองชายทะเลยอดนิยมของเซเลบชาวเบลเยี่ยม เมืองนี้ส่วนใหญ่เศรษฐีชาวเบลเยี่ยมและชาวยุโรปนิยมมาปลูกวิลล่าเอาไว้เป็นบ้านพักตากอากาศ หาดทรายสวยและยาวหลายสิบกิโลเมตรเลยทีเดียว บรรยากาศสบายๆสดชื่นน่าพักผ่อนนอกจากนี้ในบริเวณใกล้ชายหาดยังเต็มไปด้วยสถานบันเทิงครบครันทั้งโรงภาพยนตร์ คาสิโน พิพิทธภัณฑ์ หอศิลป์ แหล่งชอปปิ้งสุดหรูซึ่งมีแต่สินค้าเกรดพรีเมี่ยมจากแบรนดังทั่วโลก รวมทั้งโรงแรม 5 ดาวหลากหลายสไตล์อีก 80 กว่าแห่งไว้ให้นักท่องเที่ยวเลือกพักได้ในแบบที่ชอบ

6. The Markt

จัตุรัสเดอะมาร์ก(The Markt) หรือ มาร์เก็ตสแควร์ ของเมืองบรูจส์ (Bruges) ที่ตั้งของตลาดค้าขายและที่จัดงานต่างๆ และบริเวณใกล้ๆกันยังมีจัตุรัสเดอะเบิร์ก (Burg) เป็นลานกว้างหน้าบริเวณวังเก่าซึ่งป็นศาลาว่าการเมืองในปัจจุบัน ในบริเวณใกล้เคียงยังมีหอประจำเมืองและโบสถ์ที่สวยงาม จัตุรัสนี้เป็นตลาดที่สวยงามและเป็นจุดหมายยอดนิยมของบรรดานักท่องเที่ยวทั่วโลก นักท่องเที่ยวจะได้ลิ้มลองช็อคโกแลตแฮนด์เมดแบบเต็มอิ่มโดยมีร้านขายช็อกโกแลตให้เลือกซื้อกว่า 40 ร้าน รวมทั้งร้านผ้าปักลูกไม้อันขึ้นชื่อของเบลเยี่ยมหรือลิ้มลองวาฟเฟิล ของอร่อยอีกอย่างที่หาชิมได้จากร้านข้างทาง หรือถ้าอยากชมวิวให้ทั่วเมืองบรูจส์อันสวยงามแห่งนี้ ในบริเวณจตุรัสก็มีบริการถม้าไว้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่อยากเดินอีกด้วย

เที่ยวสไตล์ยุโรป ประเทศเบลเยี่ยม

7.Mini Europe

มินิ-ยุโรป  (Mini Europe) สวนอันแสนสนุกใต้ Atomium นี้มีแบบจำลองสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของยุโรปนับร้อยๆรายการ นักท่องเที่ยวจะได้ชมหอไอเฟล หอเอนปิซา และกำแพงเบอร์ลินอันเป็นไฮไลท์ของของแบบจำลองสถานที่ท่องเที่ยวของโลกแห่งนี้ ผู้จัดทำเมืองจำลองมินิยุโรปได้ลงเงินหลายล้านดอลลาร์และลงแรงนับพันๆชั่วโมง เพื่อสร้างสรรค์แบบจำลองสถานที่สำคัญๆในสหภาพยุโรปออกมาอย่างละเอียดประณีต โดยได้นำเสนอเมืองต่างๆกว่า 80 แห่งออกมาในแบบจำลองถึง 350 รายการ นักท่องเที่ยวจะได้ชมโชว์ ที่นี่คุณจะได้ยินเสียงลั่นระฆังบิ๊กเบนและเสียงบรรเลงแมนโดลินจากเวนิส หรือจะนั่งชมธารน้ำที่ไหลผ่านสถานที่สำคัญต่างๆ นอกจากนั้นยังจะได้ชมสถาปัตยกรรมโรมันของอิตาลี ผลงานชิ้นเอกในแบบโกธิคของฮังการี และอื่นๆอีกมากมายในที่เดียวกัน ถือเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามาก แบบจำลองแต่ละชิ้นจะมีป้ายให้ข้อมูลชัดเจน พร้อมความรู้ทางประวัติศาสตร์ของแต่ละสถานที่อย่างครบถ้วน

เที่ยวสไตล์ยุโรป ประเทศเบลเยี่ยม

8. THE BELFORT

THE BELFORT หอระฆังเก่าแก่ของบรูจส์ตั้งอยู่ที่จตุรัส Markt หอระฆังแห่งนี้ตั้งเด่นเป็นสง่าโดยมีฉากหลังเป็นห้องฟ้าสีคราม เป็นภาพอันงดงามน่าประทับใจและเป็นสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปกันมากที่สุด หอระฆัง Belfort เป็นศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ของบรูจส์ หอระฆังขนาดใหญ่และมีความสูงถึง 83 เมตรนักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นบันได 366 ขั้นเพื่อขึ้นไปชมวิวข้างบนของหอระฆัง ที่นี่ยังเป็นจุดที่สามารถชมวิวอันสวยงามของเมืองบรูจส์ได้แบบ 360 องศา รวมถึงทัศนียภาพอันน่าประทับใจของชนบทที่อยู่ล้อมรอบเมือง ด้านล่างของหอระฆังนั้นสร้างขึ้นทีหลังในศตวรรษที่ 13โดยใช้เป็นห้องเก็บสมบัติอันเก่าแก่และของมีค่าของเมืองซึ่งถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี

9. Manneken Pis

แมนิเกนพีส (Manneken Pis) ประติมากรรมเด็กชายตัวเล็กๆมีเชื่อว่าจูเลียนสกีกำลังยืนแอ่นตัวปัสสาวะอย่างน่ารัก อนุสรณ์รูปปั้นของหนูน้อยแมนเนเก้น พิส (Manneken Pis แปลว่า เด็กชายกำลังฉี่) ตั้งอยู่ที่หัวมุมถนนเลทุฟตัดกับถนนแซน มีเรื่องเล่าขานกันว่า ในสมัยที่ฝรั่งเศสบุกเบลเยียมนั้น หนูน้อยคนนี้ใช้ปัสสาวะของตัวเองดับไฟที่ทหารฝรั่งเศสจุดขึ้นเพื่อวางเพลิง ดังนั้นกษัตริย์จึงให้สร้างรูปปั้นสัมฤทธิ์นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์ความกล้าหาญให้หนูน้อยดังกล่าว เมื่อถึงวันเฉลิมฉลองรูปปั้นเด็กชายยืนฉี่นี้ บริษัทที่ผลิตเหล้าองุ่นต่างๆ จะบริจาคเหล้าองุ่นโดยทำให้เหล้าองุ่นไหลออกมาจากตัวรูปปั้นเพื่อให้ประชาชนในเมืองได้ชิม และรูปปั้นนี้ยังป็นไฮไลท์ของเมืองที่ใครๆต้องมาถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก

10. Dinner in The Sky

ภัตตาคารกลางเวหา ร้านอาหารสุดแหวกแนวของ ญอง ฟรองซัวส์ เกรอเนียร์ นักธุรกิจหนุ่มชาวเบลเยียม ซึ่งได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในห้าร้านอาหารที่แปลกที่สุดในโลกไฮไลท์ของ Dinner in The Sky คือ ทางร้านจะนำแขก 22 คน มานั่งบนโต๊ะอาหารยาว และรถเครนก็จะทำการ ยกโต๊ะขึ้นไปที่ความสูงเหนือพื้นดิน 150 ฟุต โดยมีเชฟ และพนักงานเสิร์ฟ คอยดูแลไม่ต่างจากการทานอาหารในร้านทั่วไปเภัตตาคารกลางเวหาที่ว่านี้อยู่ในกรุงบรัสเซลส์เมืองหลวงของเบลเยี่ยม ซึ่งจะให้บริการกับลูกค้าที่ไม่กลัวความสูง ลูกค้าของภัตตาคารสามารถลิ้มรสอาหารชั้นเลิศพร้อมชมทัศนียภาพอันงดงามของเมืองบรูจส์ได้อย่างเต็มอิ่มในแบบพาโนรามา

เที่ยวสไตล์ยุโรป ประเทศเบลเยี่ยม

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

เที่ยวในเมืองหลวง ประเทศออสเตรีย

สถานที่ เที่ยวในเมืองหลวง ประเทศออสเตรีย

เที่ยวในเมืองหลวง ประเทศออสเตรีย หรือกรุงเวียนนานั้น แหล่งประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย แต่ละสถานที่ล้วนแต่น่าสนใจ และน่าประทับใจแน่

St. Stephan’s Cathedral, Stephan Dom

มหาวิหารเซนต์สตีเฟน หรือ ชเตฟันสโดม(St. Stephan’s Cathedral, Stephan Dom) เป็นอาสนวิหารโรมันคาทอลิกในอัครมุขมณฑลเวียนนา และเป็นที่ตั้งอาสนะของอาร์ชบิชอปแห่งเวียนนา สถาปัตยกรรมที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นแบบโรมานเนสก์ และกอทิก ริเริ่มโดยรูดอล์ฟที่ 4 ยุกแห่งออสเตรีย โบสถ์ที่อุทิศให้กับนักบุญสตีเฟนในบริเวณนี้มาตั้งแต่ปี 1147 ที่นี่เข้าชมฟรี ซึ่งบริเวณรอบข้างจะมีร้านซื้อของฝาก อาทิ แม่เหล็ก ธง แก้ว กล่องดนตรี ป้าย ปากกา และที่หลายคนแนะนำคือ ตะไบเล็บประดับคริสตัลสวยงาม รวมทั้งร้านช็อกโกแล็ตชื่อดังอย่าง Manner และยี่ห้อ Mozart เดินทะลุไปที่ Graben เป็นถนนช้อปปิ้งที่จะมี นักดนตรีเปิดหมวกให้ฟังเพลินๆ มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านเสื้อผ้าที่คุณผู้หญิงคงไม่พลาด เพราะราคาถูกกว่าไทยในช่วง summer แน่นอน

เที่ยวในเมืองหลวง ประเทศออสเตรีย

Belvedere Palace

พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่พระราชวังเบลเวอเดียร์ (Belvedere Palace) ได้รับการออกแบบและสร้างขึ้นเมื่อต้นศตวรรษที่ 18 สถาปัตยกรรมแบบโรโคโค ในอดีตพระราชวังสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของเจ้าชายยูจีน ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงและเก็บรักษาผลงานศิลปะที่ดีที่สุดของกรุงเวียนนา ตั้งแต่ยุคกลางจนถึงยุคปัจจุบัน เช่น กุสตาฟ คลิมท์ (Klimt), Monet, Kokoschka, Renoir และ Schiele โดยเฉพาะรูป The Kiss ของ Klimt ที่ถือเป็น สัญลักษณ์ของศิลปะของเวียนนา (เป็นภาพในของขายที่ระลึกเต็มไปหมด) ก็เก็บในที่แห่งนี้อีกด้วย

เที่ยวในเมืองหลวง ประเทศออสเตรีย

Naturhistorisches Museum

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (Naturhistorisches Museum) ก่อตั้งขึ้นในช่วงปลายยุค 1800 ส่วนจัดแสดงในปัจจุบันประกอบด้วยวัตถุกว่า 30 ล้านชิ้น ซึ่งทำให้ส่วนจัดแสดงของที่นี่ ถือเป็นหนึ่งในส่วนจัดแสดงที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ห้องจัดแสดงกว่า 40 ห้อง ภายในอาคารของพระราชวังเก่า ใช้เป็นพื้นที่ในการอธิบายรายละเอียดของการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลก และองค์ประกอบบนดาวเคราะห์สีฟ้าของเรา สถานที่อยู่ด้านหลังวัง Hofburg

เที่ยวในเมืองหลวง ประเทศออสเตรีย

National Bibliotheque

หอสมุดแห่งชาติของประเทศ ออสเตรีย (National Bibliotheque) หอสมุดแห่งชาติของประเทศออสเตรีย สร้างขึ้นในปี 1722 ตั้งอยู่ในอาคารบารอกที่งดงาม ภายในพระราชวัง ฮอฟบวร์ก ประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจถึง 4 แห่ง และเก็บรวบรวมหนังสือมากที่สุดในประเทศออสเตรีย หอสมุดแห่งชาติของประเทศออสเตรีย เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจถึง 4 แห่งด้วยกัน เดินชมม้วนกระดาษโบราณในพิพิธภัณฑ์ปาปิรัส เรียนรู้ภาษาสากลในพิพิธภัณฑ์ภาษาโลก หรือทำความเข้าใจถึงแผนการค้นพบของบรรดาพ่อค้าในโลกได้ที่พิพิธภัณฑ์ลูกโลก สถานที่อยู่ภายใน Hofburg 

MuseumsQuartier; MQ

พิพิธภัณฑ์ควาร์เทียร์ (MuseumsQuartier; MQ) พิพิธภัณฑ์ควาร์เทียร์ เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการในปี 2001 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์วัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุดของโลก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณที่เคยเป็นโรงม้าของพระราชวังหลวงและกินพื้นที่ 645,000 ตารางฟุต ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งอำนวยความสะดวกกว่า 70 แห่ง ซึ่งรวมถึงพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง ศูนย์เต้นรำและร้านค้ามากมายของกรุงเวียนนา เพลิดเพลินไปกับความแตกต่างอันโดดเด่นระหว่างอาคารในสไตล์บารอกกับภูมิทัศน์ถนนสมัยใหม่ ที่ผสมผสานกันอยู่ในศูนย์แสดงผลงานศิลปะ ใช้เวลาช่วงเช้าเพื่อเที่ยวชมผลงานศิลปะร่วมสมัย ชมผลงานของศิลปินเอกแห่งโลกยุคใหม่อย่างปิกัสโซและแอนดี้ วอร์ฮอล เสร็จแล้วลองนั่งผ่อนคลายบนม้านั่งแนวแอบสแตรกหรือจิบกาแฟในคาเฟ่หรือภัตตาคาร ซึ่งมีให้เลือกมากมายในบริเวณนี้

เที่ยวในเมืองหลวง ประเทศออสเตรีย

Vienna State Opera

โรงละคร โรงโอเปร่าแห่ง กรุงเวียนนา (Vienna State Opera) หรือรู้จักกันในชื่อท้องถิ่นว่า วีเนอร์ สตาทโซเพอร์ ถือเป็นสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่แห่งแรกที่สร้างเสร็จในใจกลางของริงชตราสตั้งแต่ปี 1869 หลังจากได้รับความเสียหายระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โรงอุปรากรแห่งนี้ก็ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์อย่างสุดความสามารถในปี 1950 เพื่อให้กลับไปมีความสวยงามเฉกเช่นเดิม ในปัจจุบัน มีการแสดงต่างๆ จัดขึ้นที่โรงอุปรากรแห่งชาติเวียนนาเกือบทุกวัน โรงอุปรากรแห่งนี้ประกอบด้วยทีมงานมากกว่า 50 ทีมงานต่อปี ซึ่งทำให้ที่นีกลายเป็นสถานที่จัดแสดงอุปรากรที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

เที่ยวในเมืองหลวง ประเทศออสเตรีย

โบสถ์เซนต์ชาร์ลส์

โบสถ์เซนต์ชาร์ลส์ ในปี 1713 สมเด็จจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ 6 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ สาบานว่าจะสร้างโบสถ์เพื่อเป็นเกียรติให้แก่นักบุญอุปถัมภ์ของพระองค์ที่ชื่อ ชาร์ลส์ โบร์โรเมโอ อาคารที่มีโครงสร้างแปลกตาหลังนี้ เต็มไปด้วยภาพปูนเปียกและแท่นบูชาอันวิจิตรตระการตาภายใต้โดมอันงดงาม ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กเปิดให้บริการอยู่ภายในด้วย โดมและหอคอยในสไตล์บารอกแบบเวียนนาผสมผสานหน้ามุขแบบกรีกและเสาแบบโรมาเนสก์ ซึ่งทำให้โบสถ์แห่งนี้ กลายเป็นโบสถ์ที่ดูสะดุดตาที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเวียนนา

Burgtheater

บวร์กเธียเตอร์ (Burgtheater) ก่อสร้างในปี 1741 ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา ซึ่งเดิมทีทำหน้าเป็นหนึ่งในท้องพระโรงสำหรับงานพระราชพิธีของสมเด็จพระจักรพรรดินี แต่ส่วนของโรงละครในปัจจุบันสร้างขึ้นในปี 1888 อาคารแบบเรเนสซองส์ โรงละครได้รับความเสียหายในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ได้รับการบูรณะให้กลับมาอยู่สภาพเดิม เนื่องจากโรงละครแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในโรงละครที่สำคัญที่สุดในทวีปยุโรป

เที่ยวในเมืองหลวง ประเทศออสเตรีย

Haus Der Musik, House of Music

บ้านแห่งเสียงดนตรี (Haus Der Musik, House of Music) ขึ้นชื่อว่า เวียนนา เป็นเมืองแห่งเสียงเพลง ที่มีทั้งวงออเครสตร้าระดับโลก และเป็นเมืองเกิดของนักดนตรี นักประพันธ์เพลงระดับโลก (รวมทั้งคนที่ไม่ได้เกิดที่นี่แต่มาดังที่นี่) ทั้ง Mozart, Beethoven, Johann Strauss, Johann Strauss Jr. สถานที่แห่งนี้จึงเป็นกึ่งพิพิธภัณฑ์ กึ่งสถานที่การเรียนรู้ เกี่ยวกับ ศาสตร์เกี่ยวกับเสียงและดนตรีผสานกับเทคโนโลยี ลูกเล่นอย่างน่าสนใจ

Minorite

โบสถ์ Minorite โบสถ์คณะภราดาน้อย ก่อสร้างขึ้นช่วงระหว่างปี 1276 ถึง 1350 โดยคณะบักบวชฟรันซิสกัน หลายคนอาจได้ยินโบสถ์ในชื่อว่า Italienische Nationalkirche Maria Schnee (โบสถ์พระนางมารีย์แห่งหิมะแห่งชาติอิตาลี) เนื่องจากจักรพรรดิโยเซฟที่ 2 ได้สั่งการให้เปลี่ยนชื่อเมื่อปี 1782 โบสถ์สร้างในสไตล์โกธิกแบบฝรั่งเศส ภายในมีภาพโมเสกจำลองภาพเขียน Last Supper ของดา วินชี และรูปปั้นพระมารดาซึ่งสร้างจากหิน ของเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนที่อยู่ในโบสถ์ศตวรรษที่ 13 แห่งนี้เท่านั้น

เที่ยวในเมืองหลวง ประเทศออสเตรีย

Naschmarkt

ตลาดแนชมาร์ก (Naschmarkt) ตลาดที่เก่าแก่ ยิ่งใหญ่ และมีชื่อเสียงที่สุดในกรุงเวียนนา ชาวบ้านถือว่าตลาดแนชมาร์กแห่งนี้ เป็นเสมือน คลังอาหารแห่งกรุงเวียนนา เพราะตลาดเก่าแก่แห่งนี้รวบรวมทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอาหารไว้อย่างครบครัน มีให้เลือกตั้งแต่ของขบเคี้ยวง่ายๆ ไปจนถึงอาหารสำเร็จรูปชั้นยอด ตลาดแนชมาร์กเปิดมาตั้งแต่ช่วงกลางของศตวรรษที่ 16 ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีนั้นตลาดแห่งนี้ใช้เป็นตลาดค้านมในถังไม้เท่านั้น ในช่วงท้ายของศตวรรษที่ 18 เกษตรกรในท้องถิ่นจึงเริ่มนำผลิตผลทางการเกษตรจากเรือกสวนไร่นาของพวกเขามาขายที่นี่ด้วย โดยในปี 1916 ตลาดแห่งนี้มีร้านค้ากว่า 120 ร้านจนทำให้กลายเป็นตลาดเก่าแก่ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเวียนนา

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

สุดยอดที่เที่ยว ประเทศสวีเดน

สุดยอดที่เที่ยว ประเทศสวีเดน ประเทศที่มีวิวทิวทัศน์อันงดงาม สงบ ร่มรื่น อุดมไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และโบราณคดี และยังเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืนด้วย

สุดยอดที่เที่ยว ประเทศสวีเดน 10 สถานที่

1. GAMLA STANTHE OLD TOWN

GAMLA STANTHE OLD TOWN ย่านเมืองเก่าที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปแห่งนี้ เป็นอีกหนึ่งแลนมาร์คของสตอกโฮล์ม ซึ่งย่านนี้ยังคงอนุรักษ์สถาปัตยกรรมในศตวรรษที่ 13 ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสบรรยากาศในยุคกลาง โดยที่นี่มีทั้งพระราชวัง สถาปัตยกรรมย้อนยุค พิพิธภัณฑ์หลายแห่ง ซึ่งเป็นภาพที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว กับตึกรามบ้านช่องและร้านค้าแบบสมัยใหม่ ย่านนี้มีตรอกซอกซอยมากมายให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมวิวทิวทัศน์สวยๆ และยังได้เพลิดเพลินไปกับการช็อปปิ้งสินค้าเก๋ๆ สารพัดสารพันล้วนแล้วแต่สวยงามมีสไตล์ ทั้งสินค้าแฟชั่นและของที่ระลึกต่างๆ นอกจากนั้นริมสองข้างทางยังเต็มไปด้วยร้านอาหารอร่อยและร้านกาแฟชิคๆ ตั้งอยู่ให้เลือกชิมมากมายหลายร้านเลยทีเดียว

สุดยอดที่เที่ยว ประเทศสวีเดน

2. Stockholm City Hall

ศาลาว่าการเมืองสตอกโฮล์ม Stockholm City Hall สถานที่แห่งนี้ มีการก่อสร้างและตกแต่งอย่างงดงามวิจิตรบรรจง ราวกับพระราชวังโดยใช้เวลาสร้างถึง 12 ปี มีการจัดแสดงงานศิลปะและโบราณวัตถุต่างๆ หลากหลายประเภท ให้คนเข้าชม นอกจากนั้น ศาลาว่าการเมืองสตอกโฮล์มแห่งนี้ ยังงดงามอลังการ จนได้ใช้เป็นสถานที่ในการมอบรางวัลโนเบล รางวัลที่ได้ชื่อว่าทรงเกียรติและทรงคุณค่าที่สุดของโลก

สุดยอดที่เที่ยว ประเทศสวีเดน

3. Vasa Museum

พิพิธภัณฑ์วาซา Vasa Museum พิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ตั้งอยู่ ในเขต OSTERMALM ของสตอกโฮล์ม เป็นสถานที่จัดแสดงเรือรบโบราณวาซา ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าประจำชาติของสวีเดน วาซาคือเรือรบสวีเดนที่ยิ่งใหญ่ สง่างาม ที่สุดในยุคนั้น ตัวเรือทำมาจากไม้โอ๊กทั้งลำ ตกแต่งอย่างงดงามด้วยรูปแกะสลักสมัยโบราณนับร้อยชิ้น แต่น่าเสียดายที่ได้จมลงสู่ก้นทะเล หลังจากถูกปล่อยลงน้ำได้เพียง 30 นาที และถูกทิ้งให้จมอยู่ใต้ทะเลนานกว่า 300 ปี กว่าจะได้รับการกู้ขึ้นมาในศตวรรษที่ 17

สุดยอดที่เที่ยว ประเทศสวีเดน

4. KUNGLIGA SLOTTET

พระราชวังหลวง KUNGLIGA SLOTTET  ณ กรุงสตอกโฮล์ม สถาปัตยกรรมบาโรคเก่าแก่ ที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปเหนือ เป็นที่ประทับอย่างเป็นทางการของราชวงศ์สวีเดน นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ใช้รับรองแขกบ้านแขกเมืองในโอกาสสำคัญๆ พระราชวังหลวง เปิดให้ประชาชนเข้าชมได้โดยเสียค่าเข้าชมในราคาไม่แพง สถานที่เปิดให้เข้าชมมี 4 แห่ง ได้แก่ REPRESENTATIONSVÅNINGARNA ตำหนักที่สร้างขึ้นตามสไตล์บารอค ตกแต่งภายนอกภายในอย่างวิจิตรตระการตา ตำหนักแห่งนี้มี 7 ชั้นและมีห้องต่างๆมากถึง 600 ห้องเลยทีเดียว ห้องพระคลัง (SKATTKAMMAREN) ซึ่งจัดแสดงมงกุฏและเครื่องประดับขององค์กษัตริย์ พิพิธภัณฑ์ของเก่า (Gustav III:s ANTIKMUSEUM) เป็นสถานที่เก็บรวบรวมของสะสมของ สมเด็จพระราชาธิบดี กุสตาฟที่ 3 และพิพิธภัณฑ์ทรี โครนนูร (Museum Tre Kronor) สร้างขึ้นเพื่อทดแทนพระราชวังเก่า ที่ถูกไฟไหม้ไป

สุดยอดที่เที่ยว ประเทศสวีเดน

5. Swedish Museum of Nation

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ Swedish Museum of Nation กรุงสตอกโฮล์ม สถานที่นี้เหมาะสำหรับท่านที่ชอบศึกษาวัฒนธรรมโบราณ หรืองานศิลปะสวยๆ ในยุคเก่าก่อน เป็นที่ซึ่งเก็บรวบรวมข้าวของ เครื่องใช้ในยุคโบราณเอาไว้มากมาย ตั้งแต่สมัยยุคหินรวม ไปถึงหลักฐานจากยุคไวกิ้ง ทั้งกระดูกและอาวุธของคนในยุคนั้น แต่ไฮไลท์ก็คือ ห้องสีทอง ที่เรียกกันว่า GULDRUMMET ภายในห้องนี้จะเก็บรวบรวมเฉพาะเครื่องเรือนโบราณมากมาย ที่ทำจากเงินและทองเท่านั้น

สุดยอดที่เที่ยว ประเทศสวีเดน

6. สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินกรุงสตอกโฮล์ม

สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินกรุงสตอกโฮล์ม เริ่มเปิดให้บริการในปี ค.ศ. 1950 สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินแห่งนี้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ยาวที่สุดในโลก และยังติดอันดับ 1 ใน 7 ของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่สวยที่สุดในโลกอีกด้วย โดยมีความยาวถึง 110 กิโลเมตร ปัจจุบันมีจำนวน 100 สถานี แต่ละสถานีจะมีการตกแต่งด้วยสีสันสดใส ลวดลายวิจิตรสวยงามในแบบศิลปะสมัยใหม่ โดยใช้ศิลปินกว่า 150 คน ทุกสถานีมีการตกแต่งด้วยรูปภาพ รูปปั้น และรูปวาดตามฝาผนัง ซึ่งสวยงามไม่ซ้ำกันเลย ถ้ามาสตอกโฮล์มต้องไม่พลาดที่นี่

สุดยอดที่เที่ยว ประเทศสวีเดน

7. ICEHOTEL

โรงแรมน้ำแข็ง ICEHOTEL โรงแรมน้ำแข็งแห่งแรกของโลก ตั้งอยู่ที่เมือง Kiruna สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1994 สร้างด้วยหิมะและน้ำแข็งจาก Torne River โดยอุณหภูมิในโรงแรมจะอยู่ที่ -5 องศา ห้องน้ำแข็งซึ่งเป็นไฮไลท์ของโรงแรมนี้ ทั้งโต๊ะ ตู้ เตียง จานชาม ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่ทำจากน้ำแข็งทั้งหมด นอกจากนั้นภายในโรงแรมยังมีโรงหนัง ไนท์คลับ บาร์น้ำแข็ง ห้องแสดงนิทรรศการ และโบสถ์เล็กๆ สำหรับงานแต่งงานสุดชิคอีกด้วย

8. Smogen

หมู่บ้าน Smogen หมู่บ้านชาวประมงแสนสวยของสวีเดน บ้านแต่ละหลังของหมู่บ้านนี้ทาสีสดใสสวยงามหลากหลายสีสัน มีทั้งแดง เหลือง ฟ้า เขียวและส้มสลับกันไปมา ราวกับบ้านตุ๊กตา และจะมีเรือลำเล็กสีสวยจอดไว้หน้าบ้านทุกหลัง ที่นี่มีทั้งท่าเรือประมง ท่าเรือยอร์จ และรีสอร์ทสวยๆไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว สภาพชายฝั่งของหมู่บ้านนี้เป็นโขดหินแกรนิต และหน้าผา อยู่ติดริมทะเลแต่อากาศดีและไม่มีคลื่นลมแรงซัดเข้าหาฝั่ง จึงทำให้ชายฝั่งแห่งนี้เป็นแหล่งยอดนิยมของชาวเมืองที่มาปลูกบ้านพักตากอากาศกัน

9. Kalmar Castle

ปราสาทคาลมาร์ Kalmar Castle ปราสาทที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่พลาดไม่ได้ของสวีเดน ปราสาทแห่งนี้ก่อตั้งมายาวนานตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ในอดีตปราสาทคาลมาร์เป็นป้อมปราการที่ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้ข้าศึกและโจรสลัดเข้ามาโจมตีเมืองจากทางด้านทะเลบอลติก ปราสาทคาลมาร์มีการออกแบบก่อสร้างอย่างวิจิตรงดงาม ในแบบเรเนซอง นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีเมนูอาหารสไตล์ศตวรรษที่ 16 ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย

10. LISEBERG

สวนสนุกลิสแบร์ (LISEBERG) เมืองโกเธนเบิร์ก สวนสนุกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ในแถบสแกนดิเนเวีย เริ่มเปิดในปี ค.ศ 1920 สวนสนุกลิสแบร์มีเครื่องเล่นแบบไฮเทครวมทั้งหมดกว่า 40 ชนิด มีสถานที่สำหรับกิจกรรมกลางแจ้งหลายอย่าง ไฮไลท์ก็คือเวทีคอนเสิร์ตซึ่งมีโชว์ทั้งวงดนตรีในสวีเดน และนักร้องชื่อดังจากทั่วโลกแม้แต่ ไมเคิล แจ็คสัน หรือราชากีต้าร์อย่าง จิมมี่ เฮนดริกซ์ ก็เคยเปิดคอนเสิร์ตที่นี่มาแล้ว สวนสนุกแห่งนี้ จะเปิดให้บริการช่วงหน้าร้อนจนถึงฤดูใบไม้ร่วง คือตั้งแต่พฤษภาคมถึงต้นเดือนตุลาคมนั่นเอง

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

เที่ยวฟินๆ ที่โปรตุเกส

เที่ยวฟินๆ ที่โปรตุเกส ประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันน่าทึ่ง ผู้คนที่เป็นมิตร เมืองหลวงเก๋ๆ สวนสาธารณะแห่งชาติที่อลังการ และยังอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก

10 สถานที่ เที่ยวฟินๆ ที่โปรตุเกส

1. อาวีโร (Aveiro)

อาวีโร (Aveiro) เป็นเมืองอันแสนวุ่นวายทางตอนกลางของประเทศที่ได้รับสมญานามว่า เวนิสของโปรตุเกส เนื่องจากความสวยงามของคลองที่ตัดผ่านในตัวเมือง โดยมีสะพานเชื่อมแต่ละฝั่งเข้าด้วยกัน และมีเรือกอนโดลา และเรือเร็วหลากสีสันล่องไปตามลำคลองเหล่านั้น นอกจากนั้น ด้วยมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ชายหาดขนาดใหญ่ และอาหารเลิศรส อาวีโรจึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไปโดยปริยาย สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่ มหาวิหารอาวีโร (Aveiro Cathedral) โบสถ์เซากงซาลิง (São Gonçalinho Chapel) และพระอารามของพระเยซูคริสต์ (Convento de Jesus)

เที่ยวฟินๆ ที่โปรตุเกส

2. แอวูรา (Evora)

แอวูรา (Evora) เป็นเมืองเอกของภูมิภาคอเลนเทโฮ (Alentejo) ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ปี และเต็มไปด้วยสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมาย อย่างเขตเมืองเก่า (Old Town) ที่คงอนุรักษ์สิ่งก่อสร้างที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์กว่า 4,000 แห่ง รวมถึงกำแพงและอารามตั้งแต่สมัยโรมัน เมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของมหาวิหารเอโวรา (Cathedral of Evora)ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 และเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างสถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่สำคัญที่สุดประเทศ และหากออกไปชานเมืองจะได้พบกับกลุ่มก้อนหินขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปอีกด้วย

เที่ยวฟินๆ ที่โปรตุเกส

3. ปอร์โต (Porto)

ปอร์โต (Porto) เป็นเมืองที่อยู่ตามแนวภูเขาเหนือแม่น้ำโดรู ทางตอนเหนือของประเทศ ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตพอร์ตไวน์ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ใจกลางของเมือง คือ ย่านริเบรา (Ribera) ที่อยู่ตามแนวแม่น้ำโดรู ซึ่งอบอวลไปด้วยดนตรีสด คาเฟ่ ร้านอาหาร และร้านขายของตามท้องถนน อีกสถานที่หนึ่งที่เป็นแหล่งรวมนักท่องเที่ยวได้อย่างมาก คือ สะพานเหล็กสองชั้นแบบโค้ง ดอม หลุยส์ที่ 1(Ponte Dom Luis)ที่เชื่อมจากปอร์โตไปยังวิลลา โนวา เดอ เกล์ (Vila Nova de Gaia) ย่านที่ขึ้นชื่อในเรื่องห้องเก็บพอร์ตไวน์ใต้ดิน

เที่ยวฟินๆ ที่โปรตุเกส

4. มาเดรา (Madeira)

มาเดรา (Madeira) หมู่เกาะมาเดรา เป็นเสมือนโอเอซิสกลางมหาสมุทรแอตแลนติก ระหว่างโปรตุเกสและแอฟริกาเหนือ สถานที่น่าแวะไปสัมผัส ได้แก่ สวนกล้วยไม้และป่าเลารีซิลวา (Laurissilva Forest) ป่าไม้ที่มีต้นเลอเรลปกคลุมหนาแน่นที่สุดในโลก เมืองเอกของหมู่เกาะมาเดราคือฟุงชาล (Funchal) ซึ่งเต็มไปด้วยโบสถ์และป้อมปราการที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ รีสอร์ท ร้านอาหาร และลิโดพรอมานาด (Lido Promenade) ที่ทำให้คุณได้ชื่นชมวิวมหาสมุทรอันน่าตื่นตาตื่นใจได้อย่างชัดเจน

เที่ยวฟินๆ ที่โปรตุเกส

5. ซิงตรา (Sintra)

ซิงตรา (Sintra) เมืองซิงตรา ที่ตั้งอยู่เชิงเขาซิงตราบนชายหาดลิสบอนนี้ รายล้อมไปด้วยภูเขาเขียวขจี โดยมีบ้านพักตากอากาศ ปราสาท และพระราชวัง อย่างพระราชวังแห่งชาติเปนา (Pena’s Palace) พระราชวังฤดูร้อนอันใหญ่โตของราชวงศ์โปรตุเกสที่ชวนให้นึกถึงปราสาทนอยชวานชไตน์ในประเทศเยอรมนี และซากโบราณของปราสาททัวร์ (Castle of the Moors) ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดของเมือง และพระราชวังมอนเซอร์ราเต้ (Monserrate Palace) ที่มีสวนพฤกษศาสตร์กึ่งเขตร้อนซึ่งปลูกพืชพรรณจากทั่วโลกอยู่คู่กัน

เที่ยวฟินๆ ที่โปรตุเกส

6. ออบีดุช (Obidos)

ออบีดุช (Obidos) เมืองออบีดุช ซึ่งถูกล้อมรอบด้วยกำแพงเมืองเก่าแห่งนี้ ตั้งอยู่บนยอดเขาในภูมิภาคเซนโทรทางตะวันตกของประเทศ ภายใต้กำแพงจะได้พบกับปราสาทยุคกลางยิ่งใหญ่อลังการและศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ของเมือง ตลอดจนถึงถนนแคบๆ ที่ปูด้วยเรียงด้วยหินก้อนโตที่ลัดเลาะไปตามจัตุรัสที่คนพลุกพล่าน คาเฟ่ที่เชื้อเชิญให้เข้าไปลิ้มลอง ร้านค้าที่มีเสน่ห์ และบ้านสีขาวทั้งหลังตัดสลับกับดอกไม้หลากสีสัน

เที่ยวฟินๆ ที่โปรตุเกส

7. อัลการ์ฟ (Algarve)

อัลการ์ฟ (Algarve) ภูมิภาคอัลการ์ฟ ที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศ เป็นอีกหนึ่งในจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเช่นกัน เนื่องด้วยมีภูมิอากาศแถบเมดิเตอร์เรเนียน ชายหาดใหญ่โต ย่านที่มีเสน่ห์ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ อาหารเลิศรส และไม่ต้องค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวสูงนัก เมืองที่สำคัญในภูมิภาคนี้ ได้แก่ เมืองฟารู (Faro) ที่เป็นเมืองเอกของภูมิภาค เมืองลากอส (Lagos) ที่เป็นจุดศูนย์รวมของการเที่ยวกลางคืน เมืองซิลวิส (Silves) ที่ขึ้นชื่อจากปราสาทที่ทำจากหินทรายสีแดง และเมืองทาวิร่า (Tavira) ชุมชนที่เต็มไปด้วยอนุสาวรีย์ สะพาน และปราสาทยุคเรเนซองส์

8. ลิสบอน (Lisbon)

ลิสบอน (Lisbon) กรุงลิสบอน ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวแม่น้ำเทกัส (Tagus River) ใกล้มหาสมุทรแอตแลนติก เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่น่าไปสัมผัส เนื่องด้วยอากาศที่อบอุ่น ตรอกซอกซอยที่น่าค้นหา ร้านค้าที่มีเสน่ห์ มหาวิหารบนสถาปัตยกรรมแบบโกธิค สะพานที่น่าทึ่ง และอาคารบ้านเรือนหลากสีสันภายใต้เสียงเพลงแนวฟาดูแบบดั้งเดิม ย่านเก่าแก่ที่สุดของเมืองหลวงนี้ คือ ย่านอัลฟามา (Alfama) ที่เต็มไปด้วยเส้นทางแคบๆ วกวนที่ปูด้วยเรียงด้วยหินก้อนโต อาคารบ้านเรือนบนสถาปัตยกรรมอันเรียบง่าย และปราสาทเซนต์จอร์จ (St. George’s Castle) วิธีดีที่สุดการท่องเที่ยวในกรุงลิสบอน คือ ให้นั่งรถรางสายต่างๆ อย่างสาย Tram 28 ที่จะพาคุณลัดเลาะไปยังย่านที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ สวน และสถานที่ท่องเที่ยวหลักในเมืองหลวงได้อย่างง่ายดาย

9. กูอิงบรา (Coimbra)

กูอิงบรา (Coimbra) เมืองที่มีเสน่ห์ ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวแม่น้ำมอนเดโก ทางตอนกลางของประเทศนี้ เป็นบ้านของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ สวนสวยงาม แนวเพลงฟาดูแนวที่สองของประเทศ และวัฒนธรรมอันมีชีวิตชีวา โดยรอบมหาวิทยาลัยกูอิงบรา (University of Coimbra) หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป สถานที่เที่ยวน่าสนใจ ได้แก่ มหาวิหารเก่า (Old Cathedral) พระอารามแห่งซานต้าคลาร่าอาเวลอ่า (Monastery of Santa Clara-a-Velha) ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถอีซาเบลที่ 1 แห่งคาสตีล และที่ขาดไม่ได้ คือ หอสมุดโจนนิน่า (Joanina Library) หนึ่งในหอสมุดที่สวยที่สุดในโลกซึ่งอยู่ในมหาวิทยาลัยกูอิงบรา

10. อะโซร์ส (Azores)

อะโซร์ส (Azores) เป็นหมู่เกาะ ที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก อยู่ทางทิศตะวันตกของลิสบอนราว 1,500 กม. ประกอบด้วยเกาะภูเขาไฟ 9 เกาะ ซึ่งมีความโดดเด่นเฉพาะตัว อย่างการเป็นสถานที่ชมปลาวาฬระดับโลก แช่น้ำพุร้อน และเดินลัดเลาะไปในชุมชนที่อยู่ติดทะเล เป็นต้น โดยมีเกาะเซามีแกล (São Miguel) เป็นเกาะใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะ ในขณะที่เกาะปีกู (Pico) เป็นที่ตั้งของภูเขาที่สูงที่สุดของประเทศ

เที่ยวฟินๆ ที่โปรตุเกส

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

ดินแดนประวัติศาสตร์ ประเทศโปแลนด์

ดินแดนประวัติศาสตร์ ประเทศโปแลนด์ ประเทศที่เป็นสถานที่เกิดของสมเด็จพระสันตะปาปา นักบุญจอห์น ปอลที่ 2 และเป็นประเทศในตอนกลางของยุโรปเขตแดนด้านตะวันตกจรดเยอรมัน

สถานที่ท่องเที่ยว ดินแดนประวัติศาสตร์ ประเทศโปแลนด์

1. Cracow

เมืองคราคูฟ (Cracow) อดีตเมืองหลวงของโปแลนด์ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11-16 ก่อนจะเป็นมาเป็นกรุงวอร์ซอว์ มีชื่อเสียงในฐานะศูนย์กลางศิลปะและวัฒนธรรมยุโรป และยังได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี 1978 อกีด้วย สถานที่สำคัญของเมืองคราคูฟ ได้แก่ จัตุรัสตลาดกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปในศตวรรษที่ 13 โบสถ์เซนต์แมรีที่มีสถาปัตยกรรมโกธิคที่สวยงาม และมหาวิทยาลัยเยลลอน มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของยุโรปนอกจากนี้บริเวณริมแม่น้ำวิสตูลาเป็นที่ตั้งของปราสาทวาเวิล พระราชวังที่ราชวงศ์โปแลนด์ประทับอยู่ตลอด 500 ปี สร้างผสมผสานด้วยสถาปัตยกรรมอันหลาย ไม่วาจะเป็น โกธิค บารอค เรเนซองส์ ภายในปราสาทวาเวิล ประกอบด้วยห้องโถง 71 ห้อง สำหรับจัดแสดงวัตถุโบราณต่าง ๆ เช่น เครื่องแต่งกาย ชุดเกราะ ดาบเชอร์เปียส ดาบในพิธีพระบรมราชาภิเษกของกษัตริย์โปแลนด์ ราชสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ของราชวงศ์โปแลนด์ ในส่วนโบสถ์ที่มียอดโดมสีทอง มีชื่อว่าโบสถ์ซฺกิสมุนด์ สร้างด้วยแบบสถาปัตยกรรมสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาที่งดงามที่สุดในโปแลนด์ 

ดินแดนประวัติศาสตร์ ประเทศโปแลนด์

2. Church of St. Mary

โบสถ์เซนต์แมรี (Church of St. Mary) แบบกอธิค มีความสูงประมาณ 81 เมตร มีบันไดโบสถ์ กว่า 200 ขึ้น สามารถขึ้นไปชมวิวของเมืองได้ สิ่งสำคัญที่เป็นไฮของโบสถ์นี้คือแท่นบูชาที่สูงถึง 13 เมตร แกะสลักลวดลายตำนานเป็นภาพวาระสุดท้ายของ Virgin Mary ที่อยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิล โบสถ์เซนต์แมรีแห่งนี้เป็นหนึ่งใน 3 โบสถ์ที่สร้างด้วยอิฐที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

ดินแดนประวัติศาสตร์ ประเทศโปแลนด์

3. Malbork Castle

ปราสาทมัลบอร์ก(Malbork Castle)องค์กรยูเนบสโก้ เมื่อปี ค.ศ. 1997 ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1274 ปราสาทยุคกลางสไตล์โกธิค นับเป็นปราสาทที่สร้างขึ้นด้วยอิฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นในศตรรษที่ 13 โดยกลุ่มอัศวินแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักสิทธิ์เพื่อเป็นป้อมปราการในการทำสงคราม ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตัวปราสาทถูกทำลายเสียหาย ในเวลาต่อมาทางการโปแลนด์ได้ทำการบูรณะให้กลับมามีสภาพเดิม ปราสาทมัลบอร์กจึงเป็นอีกจุดมุ่งหมายนึงหากมาที่โปแลนด์แล้วไม่ควรพลาด

ดินแดนประวัติศาสตร์ ประเทศโปแลนด์

4. Łazienki Palace

พระราชวังลาเซียนกี้ (Łazienki Palace) พระตำหนักฤดูร้อนสไตล์ Neoclassical ที่ประทับของพระมหากษัตริย์และยังเป็นพระราชวังทางประวัติศาสตร์ พระราชวังแห่งนี้ถูกขนามนามว่า Palace on the water เนื่องจากตั้งอยู่บนเกาะในทะเลสาบStawy Łazienkowskie บริเวณโดยรอบพระราชวังมีสวนสวยขนาดใหญ่และมีอนุสาวรีย์มากมาย มีเนื้อที่ประมาณ 76 เฮกเตอร์ ปัจจุบันได้เปิดเป็นสวนสาธารณะให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มาเดินทางพักผ่อน (พระราชวังแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เมื่อครั้งเสด็จประพาสกรุงวอร์ซอว์ ปี ค.ศ. 1897) พระราชวังเปิดให้เข้าชมวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 10.00 น.-18.00 น.

ดินแดนประวัติศาสตร์ ประเทศโปแลนด์

5. Gdańsk

เมืองเก่ากดันสค์ (Gdańsk) เมืองติดทะเลแห่งเดียวของโปแลนด์ อยู่บริเวณตอนเหนือของโปแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งของทะเลบอลติกนั้นมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เมืองเก่าแห่งนี้มีอาคารบ้านเรือนที่ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 จำนวนมาก ส่วนใหญ่สร้างแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างยุคกลางและสมัยใหม่

ดินแดนประวัติศาสตร์ ประเทศโปแลนด์

6. Cracow

เมืองคราคูฟ (Cracow) อดีตเมืองหลวงของโปแลนด์ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11-16 ก่อนจะเป็นมาเป็นกรุงวอร์ซอว์ มีชื่อเสียงในฐานะศูนย์กลางศิลปะและวัฒนธรรมยุโรป และยังได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี 1978 อกีด้วย สถานที่สำคัญของเมืองคราคูฟ ได้แก่ จัตุรัสตลาดกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปในศตวรรษที่ 13 โบสถ์เซนต์แมรีที่มีสถาปัตยกรรมโกธิคที่สวยงาม และมหาวิทยาลัยเยลลอน มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของยุโรปนอกจากนี้บริเวณริมแม่น้ำวิสตูลาเป็นที่ตั้งของปราสาทวาเวิล พระราชวังที่ราชวงศ์โปแลนด์ประทับอยู่ตลอด 500 ปี สร้างผสมผสานด้วยสถาปัตยกรรมอันหลาย ไม่วาจะเป็น โกธิค บารอค เรเนซองส์ ภายในปราสาทวาเวิล ประกอบด้วยห้องโถง 71 ห้อง สำหรับจัดแสดงวัตถุโบราณต่างๆ เช่น เครื่องแต่งกาย ชุดเกราะ ดาบเชอร์เปียส ดาบในพิธีพระบรมราชาภิเษกของกษัตริย์โปแลนด์ ราชสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ของราชวงศ์โปแลนด์ ในส่วนโบสถ์ที่มียอดโดมสีทอง มีชื่อว่าโบสถ์ซฺกิสมุนด์ สร้างด้วยแบบสถาปัตยกรรมสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาที่งดงามที่สุดในโปแลนด์ 

7. Wieliczka Salt Mine

เหมืองเกลือเวียลิชกา (Wieliczka Salt Mine) เหมืองเกลือใต้ดิน ที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองคราคูฟ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในปี ค.ศ 1978 ภายในเหมืองเกลือมีเส้นทางที่สลับซับซ้อน เนื่องจากใช้ระยะเวลาในการสร้างถึง 700 ปี ประกอบด้วยชั้นใต้ดิน 9 ชั้น อุโมงค์ 180 แห่ง ห้องว่างที่ขุดเสร็จสมบูรณ์ 2,040 ห้อง มีความยาวรวมกว่า 287 กิโลเมตร ภายในห้องต่างเต็มไปด้วยประติมากรรมแกะสลักหินเกลือ รวมไปถึงสร้างโบสถ์เซนต์กิงกา ที่มีห้องโถงขนาดใหญ่ที่สุดจาก 20 โบสถ์ภายในเหมือง เริ่มสร้างประมาณปี ค.ศ. 1896 สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1963 ประดับตกแต่งด้วยแชนเดอเลียสวยงาม

8. Warsaw Old Town

ย่านเมืองเก่าของกรุงวอร์ซอว์ (Warsaw Old Town) เหล็กกล้า รถยนต์ เครื่องจักร เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา มีสถานบันการศึกษามากกว่า 66 แห่ง กรุงวอร์ซอว์เป็นเมืองเก่าในประวัติศาสตร์เมืองหนึ่งของยุโรป องค์กรยูเนสโก ได้ประกาศให้กรุงวอร์ซอว์เป็นเมืองมรดกโลก เนื่องจากกรุงวอร์ซอว์เป็นแหล่งสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นในราวปลายศตวรรษที่ 13 และจากช่วงวงครามโลกครั้งที่ 2 กรุงวอร์ซอว์โดนระเบิดทำให้สถาปัตยกรรมต่าง ๆ เกิดความเสียหายอย่างมาก แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งเมืองก็ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่ จนปัจจุบันกลายเป็นเมืองหนึ่งที่เจริญและทันสมัยอย่างแทบไม่น่าเชื่อ

9. Gdańsk

เมืองเก่ากดันสค์ (Gdańsk) อัญมณีแห่งทะเลบอลติก เมืองท่าและเมืองติดทะเลแห่งเดียวของโปแลนด์ อยู่บริเวณตอนเหนือของโปแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งของทะเลบอลติกนั้นมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เมืองเก่าแห่งนี้มีอาคารบ้านเรือนที่ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 จำนวนมาก ส่วนใหญ่สร้างแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างยุคกลางและสมัยใหม่

10. Auschwitz-Birkenau

พิพิธภัณฑ์ค่ายกักกันเอาซ์วิทช์ (Auschwitz-Birkenau)ค่ายกักกันที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาค่ายกักกันของนาซี ที่ใช้ทำการในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งอยู่ในเมืองออชเฟียนชิม สัญลักษณ์แห่งความโหดร้ายทารุณ สถานที่แห่งนี้ซึ่งครั้งแรกรัฐบาลโปแลนด์มีความตั้งใจจะสร้างเป็นที่คุมขังนักโทษการเมือง แต่ถูกเยอรมันเข้ายึดครองโปแลนด์ในปี 1939 จึงดัดแปลงสถานที่นี้ให้เป็นค่ายกักกันแบบนาซี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1940 นับแต่นั้นมาภายในมีการเก็บรักษาของใช้ต่างๆ ของเชลยศึกชาวยิว ภาพถ่ายต่างๆ ของค่ายกักกัน ห้องที่นาซ๊ใช้กำจัดเฉลยศึก ห้องสังหารหมู่โดยการใช้แก๊ส ว่ากันว่าสถานที่แห่งนี้มีคนตาย กว่า 1.5 ล้านคน เกือบทั้งหมดนี้เป็นชาวยิว หากท่านไหนสนใจอ่านบทความอื่นๆ

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com