สนุกกับวันหยุด ที่กาญจนบุรี

สนุกกับวันหยุด ที่กาญจนบุรี จังหวัดที่อยู่ไม่ไกลกรุงเทพฯ ที่นี่ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดหมายของนักท่องเที่ยว มีทั้งประวัติศาสตร์มายาวนาน และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์

สนุกกับวันหยุด ที่กาญจนบุรี กับ10จุดเช็คอิน

1. “ปิล็อก” หมู่บ้านอีต่อง

“ปิล็อก” ตำนานแห่งเหมืองอันรุ่งโรจน์ ณ เทือกเขาตะนาวศรี ตั้งอยู่ในตำบลปิล็อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี หลังจากกิจการเหมืองแร่ไม่สู้ดีนัก ทีนี่จึงได้พัฒนาปรับเปลี่ยนมาเป้นแหล่งท่องเที่ยว พัฒนากันเป็น รีสอร์ท แบบท้องถิ่น ซึ่งดังที่สุดก็น่าจะเป็น “เหมืองสมศักดิ์” ดูแลโดยป้าเกล็น หญิงต่างชาติซึ่งกลายเป็นตำนานและสัญลักษณ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสปิล็อก ที่หัวกระไดไม่เคยแห้งหมู่บ้านอีต่อง เมืองชายแดนสองสัญชาติ ไทย-พม่า เป็นชื่อที่จับพัดจับผลูมาจาก ณัตเอ่งต่อง ที่มีความหมายว่า ภูเขาแห่งเทพเจ้า ใครจะมาเที่ยวหมู่บ้านอีต่อง ไม่ควรคาดหวังอะไรไปมากกว่า บรรยากาศแห่งการพักผ่อน เพราะที่นี่คือที่ที่เงียบสงบ อากาศเย็นสบาย และวิวทิวทัศน์ดีเป็นเยี่ยม มีเส้นทางเดินชมวิถีชีวิต และมีเส้นทางให้เดินไปชมวิวยังชายแดน ห่างจากหมู่บ้านไป ไม่ถึง 2 กิโล ก็จะได้ชมวิวมุมสูงทิวทัศน์ธรรมชาติ ขุนเขาของฝั่งไทย และฝั่งพม่า นั่งรับลม ชมบรรยากาศ เรื่อยๆ เอื่อยๆ ได้จนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า เพราะอากาศที่นี่เย็นสบายดี รอบกายมีแต่ขุมทรัพย์ธรรมชาติ แมกไม้ สายธาร

2. น้ำตกเอราวัณ สวรรค์ชั้น 7

น้ำตกเอราวัณ สวรรค์ชั้น 7 ณ อุทยานแห่งชาติเอราวัณกันค่ะ น้ำตกที่ถือได้ว่าสวยงามติดอันดับต้นๆ ของเมืองไทย สภาพทางธรณีวิทยาของพื้นที่แถบฝั่งตะวันตกของบ้านเราส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินปูนเกือบตลอดทั้งแนว ทำให้น้ำตกที่อยู่ในแถทบนี้ จะมีสีสันเป็นสีเขียวมรกตสวยงามมากๆ ตั้งแต่น้ำตก เอราวัณ น้ำตกไทรโยคน้อย ไทรโยคใหญ่ เรื่อยไปจนถึงทีลอซูและทีลอเร

3. สังขละบุรี

สังขละบุรี อำเภอหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี เป็นดินแดนแห่งมนต์เสน่ห์ ที่ใครต่างเข้ามาก็เป็นอันต้องหลงรัก ด้วยวิถีชีวิตชาวมอญแบบเรียบง่าย ผู้คนเป็นมิตร อากาศดี ใกล้ชิดธรรมชาติ พร้อมสถานที่ท่องเที่ยวอันน่าอัศจรรย์มากมายเช่น มีแม่น้ำซองกาเรีย เป็นศูนย์รวมความมีชีวิตชีวา พิธีตักบาตรมอญ ประเพณีเก่าแก่ของชาวบ้าน สะพานมอญ หรือ สะพานอุตตมานุสรณ์ เป็นสะพานไม้ข้ามแม่น้ำซองกาเรียไปยังหมู่บ้านมอญ ถือเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และเป็นอันดับสองของโลกรองจากสะพานไม้อูเบ็งในพม่าและเป็นสัญลักษณ์ของอำเภอสังขละบุรี เป็นสะพานแห่งศรัทธา ที่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของชุมชนที่อาศัยอยู่ในสังขละบุรี

4. ถ้ำเสาหินลำคลองงู

ถ้ำเสาหินลำคลองงู เป็นถ้ำหนึ่งในหลายถ้ำของอุทยานแห่งชาติลำคลองงู ที่มีลำห้วยลำคลองงูไหลผ่านบริเวณกลางถ้ำ เป็นห้องโถงขนาดใหญ่มาก และภายในห้องโถงนั้นมีเสาหินตั้งตระหง่านอยู่กลางถ้ำ ได้ชื่อว่าเป็น เสาหินธรรมชาติที่สูงที่สุดในโลก วัดจากพื้นถึงยอดได้ 62.5 เมตร ซึ่งสูงกว่าเสาหินที่สูงเป็นอันดับสองของโลกที่อยู่ในประเทศจีนถึงเกือบสองเท่า

5. เขาสันหนอกวัว 

เขาสันหนอกวัว เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดกาญจนบุรี มีระดับความสูงที่ 1,767 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ตั้งอยู่ทางเหนือของที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาแหลม อ.สังขละบุรี ในแนวเทือกเขาเขียว ที่เป็นป่าฝั่งตะวันตกของพื้นที่อุทยานฯ มีส่วนที่ติดต่อกับพื้นที่ป่าในเขตทุ่งใหญ่นเรศวร จึงมีความเป็นธรรมชาติค่อนข้างสมบูรณ์ สภาพป่ามีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น และยังคงมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ คำว่าสันหนอกวัว มาจากลักษณะของยอดเขาที่นูนออกมา รูปร่างคล้ายกับส่วนที่เป็นสันนูนบนหลังของวัว ที่เรียกว่าโหนก หรือหนอกเขาเขียว สันหนอกวัว เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เดินป่าขึ้นไปสัมผัสธรรมชาติ และชมทัศนียภาพจากบนยอดเขา การเดินทางขึ้นเขานั้นจะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เพื่อนำทางไปยังจุดที่สามารถตั้งแคมป์ได้

6. เขาช้างเผือก

เขาช้างเผือก“ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ในการขึ้นไป จะจำกัดจำนวนวันละไม่เกิน 60 คน และต้องจองล่วงหน้า 7 วัน พร้อมส่งชื่อ-สกุล เลขที่บัตรประชาชน และที่อยู่ให้ทางอุทยานฯ โดยจะใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 6 ชั่วโมง เป็นระยะทาง 8 กิโลเมตรพร้อมกางเต้นท์ค้างคืนบนยอดเขา 1 คืน ซึ่งทางอุทยานฯ จะจัดเจ้าหน้าที่นำทาง และจ้างลูกหาบช่วยขนสัมภาระให้ ใน 1 ปี จะเปิดให้คนเข้าไปท่องเที่ยวเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น เพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติ

7. เมืองมัลลิกา

หากเบื่อชีวิตเมืองกรุง มีแต่เรื่องวุ่นวาย ลองออกไปเที่ยวพักกายพักใจ ไปใช้ชีวิตแบบวิถีไทยในอดีต แต่งชุดไทย ห่มสไบ เดินเล่นย้อนยุคที่ เมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 ที่เที่ยวแห่งใหม่ของเมืองกาญฯ เมืองจำลองย้อนยุคของไทยสมัย รัชกาลที่ 5 ได้ใช้ชีวิตแบบคนในยุคนั้นจริงๆ ทั้งบ้านเรือน อาหาร ของใช้ และภาษาที่ใช้ก็แบบดังเดิมกัน เก๋ไก๋ไปอีกเจ้าค่ะ

8. โบสถ์สแตนเลส ณ วัดป่าลำขาแข้ง

โบสถ์แสตนเลส ณ วัดป่าลำขาแข้ง และพระพุทธรูปแสตนเลสหนึ่งเดียวในโลก ฉลุลายไทยวิจิตรงดงาม สร้างสรรค์จากแรงศรัทธาของประชาชน ที่ช่วยกันบริจาคสร้างขึ้นเพื่อนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสทรงเจริญพระชนพรรษาครบ 80 พรรษา เป็น สถานที่ท่องเที่ยว Unseen ในอำเภอศรีสวัสดิ์ การไปชมโบสถ์นี้ต้องนั่งเรือหางยาวจากเขื่อนศรีนครินทร์ไปชมความงดงามของโบสถ์แห่งนี้ เพราะวัดตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำของเขื่อนศรีนครินทร์ ไม่สามารเดินทางด้วยพาหนะอย่างอื่น

9. น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น หรือ น้ำตกห้วยขมิ้น เป็นหนึ่งในน้ำตกที่สวยงามที่สุดในประเทศไทย ด้วยความงามของม่านน้ำตกที่ไหลลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้นเล็กชั้นน้อย บรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยป่าเขา และต้นไม้นานาพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนต่างติดใจจนแวะมาเที่ยวน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นหลายต่อหลายครั้ง อย่างไม่รู้เบื่อ ที่นี่อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ เป็นพื้นที่ที่ยังคงเป็นป่าที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ สมัยก่อนการเข้าไปถึงตัวน้ำตก ทำได้ยาก ต้องผ่านเส้นทางที่ลำบาก ต้องใช้รถโฟว์วิล หรือขับรถอ้อมอ่างเก็บน้ำเพื่อข้ามแพขนานยนต์จากฝั่งตัวอำเภอศรีสวัสดิ์ มายังฝั่งน้ำตก ปัจจุบันมีเส้นทางลาดยางที่รถยนต์สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น ทำให้ผู้คนต่างมาเที่ยวชมน้ำตกกันอย่างไม่ขาดสาย

10. สะพานข้ามแม่น้ำแคว

สะพานข้ามแม่น้ำแคว ตั้งอยู่ที่ ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง เป็นสะพานที่สำคัญที่สุด สร้างขึ้นในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร มาก่อสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ เพื่อเป็นเส้นทางผ่านไปสู่ประเทศพม่า ซึ่งเส้นทางช่วงหนึ่งจะต้องข้ามแม่น้ำแควใหญ่ จึงต้องมีการสร้างสะพานขึ้น การสร้างสะพาน และทางรถไฟสายนี้ เต็มไปด้วยความยากลำบาก ความทารุณของสงครามและโรคภัย ตลอดจนการขาดแคลนอาหาร ทำให้เชลยศึกหลายหมื่นคนต้องเสียชีวิตลง ปัจจุบัน มีการยกย่องให้เป็น สัญลักษณ์แห่งสันติภาพ

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

วัดสวย ใจกลางกรุง

วัดสวย ใจกลางกรุง กรุงเทพ จังหวัดที่เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย มีย่านการค้า และสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ที่คนไทย และต่างชาติต้องไม่พลาด

10 วัดสวย ใจกลางกรุง

1. วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร หรือวัดแจ้ง เป็นวัดโบราณ จากหลักฐานเชื่อว่าสร้างในสมัยอยุธยา เดิมเรียกว่า วัดมะกอกนอก ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าให้อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารของรัชกาลที่ 2 มาบรรจุที่พุทธอาสน์ของพระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก พระประธานในอุโบสถ และพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดอรุณราชวราราม จึงได้ถือว่าเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 2 พระปรางค์วัดอรุณฯ นับเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ ที่รู้จักกันทั่วโลก เพราะฉะนั้นถ้ามาถึงกรุงเทพฯ แล้วไม่แวะมาชมความสวยงามของพระปรางค์วัดอรุณฯแห่งนี้ ก็เหมือนมาไม่ถึงกรุงเทพ

2. วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร วัดแห่งนี้เป็นวัดของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 5 ถือเป็นสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์แบบของศิลปะไทย โดยมีสมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เป็นผู้ออกแบบ ที่นี่เป็นวัดที่มีความสวยงามมากที่สุดวัดหนึ่งของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ รวมถึงเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมพระพุทธรูปโบราณในสมัยต่างๆ กันมากมาย 

3. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือเรียกสั้นๆว่า วัดโพธิ์ นั่นเอง หนึ่งในวัดที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพมหานคร (วัดประจำรัชกาลในรัชกาลที่ 1) และมีพระนอนที่ใหญ่ที่สุดด้วยความยาวกว่า 150 ฟุต วัดโพธิ์ ถือได้ว่าเป็นวัดที่มีพระเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทย โดยมีถึง 99 องค์ เจดีย์เหล่านี้ถูกประดับประดาด้วยกระเบื้องเคลือบโบราณ ลวดลายดอกไม้สีสันสดใส สวยงามมาก ด้านในมีจิตกรรมฝาผนัง แสดงภาพวิถีชีวิตของชาวไทยในสมัยก่อน นอกจากนี้ ยังมีมหาเจดีย์ขนาดใหญ่ 4 องค์ องค์พระเจดีนั้นเป็นแบบเจดีย์ย่อไม้สิบสอง ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ อันประกอบด้วย พระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 1-4

4. วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร

วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร เป็นวัดที่พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงสถาปนาวัดจอมทองขึ้นใหม่ทั้งพระอาราม เนื่องจากเมื่อครั้งที่ทรงยกทัพไปสกัดทัพพม่าที่ด่านพระเจดีย์สามองค์ ใน พ.ศ. 2363 เมื่อกระบวนทัพเรือมาถึง วัดจอมทอง ฝั่งธนบุรีทรงหยุดพักและทำพิธีเบิกโขลนทวารตามตำราพิชัยสงครามพร้อมทรงอธิษฐานขอให้การไปราชการทัพครั้งนี้ได้ชัยชนะ แต่ปรากฏว่าไม่มีทัพพม่ายกเข้ามาเมื่อยกทัพกลับ พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดจอมทองใหม่ และถวายเป็นพระอารามหลวงแด่รัชกาลที่ 2 ซึ่งเป็นผู้โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า วัดราชโอรส ซึ่งเป็นชื่อที่เรียกสั้นๆจากชื่อเต็มว่า วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร เพื่อเป็นเกียรติแก่พระราชโอรสซึ่งเป็นผู้บูรณะ

5. วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระเเก้ว

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระเเก้ว เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของไทย และกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง เช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งเป็นวัดในพระราชวังหลวงในสมัยอยุธยา ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ยังเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต ที่นำมาจากกรุงเวียงจันทน์ เป็นวัดหลวงที่สำคัญในพระราชพิธีต่างๆ และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศไทยเราอีกด้วย

6. วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร หรือ วัดระฆัง

วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร หรือ วัดระฆัง สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมใช้ชื่อว่าวัดบางหว้าใหญ่ สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงยกให้เป็นพระอารามหลวง ต่อมาเมื่อมีการขุดพบระฆังโบราณในเขตวัดในสมัยรัชกาลที่ 1 จึงถูกเรียกว่า วัดระฆัง มาตั้งแต่นั้น วัดระฆังนี้เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช (สี) ในสมัยรัชกาลที่ 1 และสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) สมเด็จพระราชาคณะในสมัยรัชกาลที่ 4 อีกด้วย นอกจากนี้ภายในวัดยังมีพระวิหาร หอพระไตรปิฎก พระเจดีย์ 3 องค์ และพระปรางค์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระปรางค์ที่ทำถูกแบบแผนที่สุดในไทยอีกด้วย

7. วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร หรือ วัดสระเกศ

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร หรือ วัดสระเกศ เป็นวัดโบราณในสมัยอยุธยา เดิมชื่อว่าวัดสะแก ต่อมา รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ และได้ขุดคลองรอบพระอาราม แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า วัดสระเกศ ในสมัยรัชกาลที 3 โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะและสร้างพระบรมบรรพตหรือภูเขาทอง เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ

8. วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร หรือ วัดสุทัศน์

วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร หรือ วัดสุทัศน์ เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นใน พ.ศ. 2350 ภายในวัดสุทัศนเทพวรารามเป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) พระอัฐมรามาธิบดินทร และได้อัญเชิญ พระบรมราชสรีรางคารของพระองค์ มาบรรจุที่ผ้าทิพย์ด้านหน้าพุทธบัลลังก์พระศรีศากยมุนีเมื่อ พ.ศ. 2493 และมีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรในวันที่ 9 มิถุนายนของทุกๆปี

9. วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร

วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) วัดตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี เมื่อเข้ามาในวัดแล้ว ควรจุดธูปเทียนบูชาพระตามลำดับที่ทางวัดตั้งไว้ แล้วจึงเดินเข้าไปภายในพระวิหารหลวง เพื่อกราบนมัสการ หลวงพ่อโต หรือ พระพุทธไตรรัตนนายก หรือเรียกตามแบบจีนว่า หลวงพ่อซำปอกง เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยองค์ใหญ่ ซึ่งมีที่วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร วัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา และวัดอุภัยภาติการาม จ.ฉะเชิงเทรา เพียง 3 วัดเท่านั้นในประเทศไทย

10. วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร

วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร เป็นวัดที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพโปรดให้สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) มีสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมจีน พระอารามนี้เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชถึง 4 พระองค์ และเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหารมีชื่อเดิมว่า วัดใหม่ เป็นวัดโบราณ เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงผนวชได้เสด็จมาประทับ และทรงตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุตติกนิกายขึ้นที่วัดนี้เป็นครั้งแรก ถือเป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่ง เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 ทรงผนวช ณ วัดนี้อีกด้วย

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

ชมเมืองประวัติศาสตร์ จังหวัดปราจีนบุรี

ชมเมืองประวัติศาสตร์ จังหวัดปราจีนบุรี เป็นจังหวัดเล็กๆ มีวิถีชาวเมืองที่อบอุ่น มากมายไปด้วยโบราณสถานในประวัติศาสตร์ของไทย

ชมเมืองประวัติศาสตร์ จังหวัดปราจีนบุรี กับหลากหลายแหล่งท่องเที่ยว

วัดแก้วพิจิตร

วัดแกวพิจิตร อยู่ที่ ถนนแก้วพิจิตร ต.หน้าเมือง  อ.เมือง จ. ปราจีนบุรี อยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันออก 2 กิโลเมตร เป็นวัดเก่าแก่ สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2422 โดยเศรษฐีนีใจบุญชาวปราจีนบุรี ชื่อนางประมูลโภคา (แก้ว ประสังสิต) ภรรยาของขุนประมูลภักดี ต่อมาในปี พ.ศ. 2456 เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ได้สร้างพระอุโบสถเพิ่มเติม จึงมีลักษณะทางสถาปัตยกรรม และลวดลายประดับอาคารผสมผสานกัน ระหว่างศิลปไทย จีน ยุโรป และเขมร

โบราณสถานเมืองศรีมโหสถ

โบราณสถานเมืองศรีมโหสถ ตั้งอยู่ที่บ้านโคกวัด ตำบลโคกปีบ อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี เป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดีขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นรูปไข่ หรือสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมน มีเนื้อที่ถึง 700ไร่ มีคูเมือง และคันดินกำแพงเมืองล้อมรอบคูน้ำ ภายในเมืองมีโบราณสถาน เนินดิน สระน้ำ บ่อน้ำ อยู่ทั่วไปกว่า 100 แห่ง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยทวารวดี หลักฐานส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวเนื่องกับศาสนาพราหมณ์ หรือฮินดู เช่น เทวาลัย เทวรูป ศิวลึงค์ โบราณสถานที่สำคัญในเมืองศรีมโหสถประกอบด้วย กลุ่มโบราณสถานกลางเมือง อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นหมู่เทวาลัย ฐานก่อด้วยศิลาแลง ด้านบนก่อด้วยอิฐ ด้านหลังมีบ่อน้ำก่อด้วยศิลาแลง อายุราวพุทธศตวรรษที่ 11-12 ขุดพบโบราณวัตถุ เทวรูปต่างๆ และเศษเครื่องปั้นดินเผา สมัยลพบุรี สุโขทัย อยุธยาและรัตนโกสินทร์ ภูเขาทองเป็นเจดีย์รูปกลม ลักษณะเหมือนโอคว่ำ สมัยทวารวดี โบราณสถานหมายเลขที่ 25 เป็นเทวาลัย รากฐานอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยศิลาแลง อายุราวพุทธศตวรรษที่ 11-12

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อยู่ที่ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เป็นพิพิธภัณฑสถานประวัติศาสตร์และโบราณคดี สร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมของโบราณวัตถุในภาคตะวันออกและจังหวัดใกล้เคียง เช่น ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ตราดและระยอง โดยเน้นจัดแสดงที่เมืองศรีมโหสถ ภายในแบ่งเป็น 2 ชั้น ซึ่งชั้นล่างจัดแสดงประวัติศาสตร์โบราณคดีเมืองปราจีนบุรี โบราณคดีเมืองนครนายกและนิทรรศการพิเศษ ส่วนชั้นบน จัดแสดงศิลปะโบราณคดีในประเทศไทย โบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ในภาคตะวันออก โบราณคดีใต้น้ำรวมถึงเครื่องถ้วยสังคโลก ที่พบใต้ทะเลจากบริเวณเกาะคราม จังหวัดชลบุรีอีกด้วย

โบราณสถานสระมรกต

โบราณสถานสระมรกต อยู่ที่ วัดสระมรกต ต.โคกปีบ อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี เป็นกลุ่มโบราณสถานทางพุทธศาสนาขนาดใหญ่ ที่สร้างทับกันหลายสมัย เริ่มตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ 14 มาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 18 สิ่งก่อสร้างศิลาแลงและอิฐส่วนใหญ่ คงเหลือเพียงรากฐานอาคารเท่านั้น ระหว่างการขุดได้พบรอยพระพุทธบาทคู่สลักอยู่บนศิลาแลง ที่ฝ่าพระบาทสลักรูปธรรมจักรนูนทั้งสองข้าง และยังมีการสลักรูปกากบาท โดยที่ตรงกลางมีหลุมสำหรับใช้ปักเสา สันนิษฐานว่ามีไว้เพื่อปักฉัตรหรือร่ม รอยพระพุทธบาทคู่นี้คาดว่าสร้างขึ้นครั้งแรกสมัยทวารวดีถึงสมัยลพบุรี นับเป็นรอยพระพุทธบาทที่ใหญ่ที่สุด และเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งพบพระพุทธรูป และโบราณวัตถุอีกเป็นจำนวนมาก

โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร อยู่ที่ ถนนปราจีนอนุสรณ์ ตำบลท่างาม อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี เจ้าพระยาอภัยภูเบศรสร้างตึกแห่งนี้ขึ้นโดยทรัพย์สินส่วนตัว ในปีพ.ศ. 2452 เพื่อถวายเป็นที่ประทับ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีสถาปัตยกรรมเป็นตึกสองชั้นแบบยุโรป สมัยเรอเนสซองส์ มีมุขที่ด้านหน้า ตรงกลางเป็นโดม ผนังด้านนอกเป็นปูนปั้นลายพฤกษาประดับซุ้มประตูและหน้าต่าง ภายในตกแต่งแบบตะวันตก โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรแห่งนี้ ปัจจุบันเป็นโรงพยาบาลนำร่องเรื่องการแพทย์แผนไทย ใช้สมุนไพรบำบัดยารักษาโรค มีการนวด อบ ประคบ และฝังเข็ม แปรรูปสมุนไพรไทยเป็นเวชภัณฑ์และเครื่องสำอาง

อุทยานแห่งชาติทับลาน

อุทยานแห่งชาติทับลาน อยู่ที่ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทับลาน ตำบลบุพราหมณ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี มีพื้นที่อยู่ในเขตจังหวัดปราจีนบุรีและนครราชสีมา มีเนื้อที่ 2,240 ตารางกิโลเมตร หรือ 1,400,000 ไร่ นับเป็นป่าลานที่ขึ้นเองตามธรรมชาติแห่งสุดท้ายของไทย เป็นพันธุ์ไม้ดึกดำบรรพ์ตระกูลปาล์มที่หายาก จะออกดอกเมื่อต้นมีอายุ 20 ปีขึ้นไป ช่วงฤดูออกดอกคือเดือนเมษายน ถึงเดือนมิถุนายน ดอกมีสีเหลือง สวยงามมาก หลังออกดอกแล้วต้นลานนั้นจะตายไป ที่นี่ยังปกคลุมด้วยป่าเต็งรัง และป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ไม้หลายชนิด เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และนกต่างๆมากมาย

แก่งหินเพิง

แก่งหินเพิง อยู่ที่ ตำบลสะพานหิน อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เป็นแก่งหินที่มีขนาดใหญ อยู่ในลำน้ำใส มีลักษณะทางธรณีวิทยาเป็นชั้นหินทราย อยู่ในเขตความรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่ 9 (ใสใหญ่) อำเภอนาดี เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ในช่วงฤดูฝนเดือนก.ค-พ.ย เป็นช่วงที่มีปริมาณน้ำหลากล้นแก่ง และไหลลดหลั่นเป็นชั้น เหมาะสำหรับการล่องแก่งหินเพิง เมื่อพ้นช่วงฤดูฝนไปแล้วแก่งหินเพิงนี้จะกลายเป็นเพียงลานหินกว้างใหญ่

น้ำตกตะคร้อและน้ำตกสลัดได

น้ำตกตะคร้อและน้ำตกสลัดได อยู่ที่ บ้านตะคร้อ ตำบลบุฝ้าย อำเภอประจันตคาม ปราจีนบุรี น้ำตกตะคร้อ อยู่ห่างจากด่านตะคร้อราวๆ 500 เมตร เป็นน้ำตกที่มีลักษณะเป็นแก่งน้ำกว้าง มีสะพานแขวนทอดข้ามน้ำตกตะคร้อ ฝั่งซ้ายของลำธารเป็นเนินเขา ส่วนทางฝั่งขวาเป็นป่าโปร่ง เหมาะสำหรับพักผ่อน จากน้ำตกตะคร้อมีทางเดินเท้าต่อไปอีก 2 กิโลเมตร เพื่อไปน้ำตกสลัดได เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามมาก หากจะเข้าไปชมน้ำตกสลัดไดควรติดต่อขอเจ้าหน้าที่นำทางทจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ 10 ที่ตั้งอยู่บริเวณน้ำตกตะคร้อด้วย

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

เช็คอินวันหยุด ที่ลพบุรี

เช็คอินวันหยุด ที่ลพบุรี เมืองที่มีความเก่าแก่ในประวัติศาสตร์ อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก สะดวกต่อการเดินทาง และเพลิดเพลินไปกับแหล่งท่องเที่ยวมากมาย

10 จุด เช็คอินวันหยุด ที่ลพบุรี

1. พระปรางค์สามยอด

พระปรางค์สามยอด ตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เป็นโบราณสถาน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีที่สำคัญของจังหวัดลพบุรี มีปราสาทศิลาแลงแบบเขมรเรียงกัน 3 องค์ เชื่อมต่อกัน เป็นปราสาทเขมรในศิลปะบายน มีการประดับลวดลายปูนปั้นที่สวย และงดงามอย่างยิ่ง

2. บ้านวิชาเยนทร์

บ้านหลวงรับราชทูต หรือ บ้านวิชาเยนทร์ ตั้งอยู่ที่ ถนนวิชาเยนทร์ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี อยู่ไม่ไกลจากพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ในสมัยก่อน กลุ่มบ้านอันงดงามเหล่านี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่รองรับคณะทูตที่มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชยังเมืองลพบุรี คณะราชทูตจากประเทศฝรั่งเศสชุดแรก มีสถาปัตยกรรมบ้านหลวงรับราชทูตบางหลังเป็นยุโรปอย่างแท้จริง โดยเฉพาะตัวอาคารใหญ่ทางทิศตะวันออก ก่อด้วยอิฐ ถือปูน 2 ชั้น หน้าต่างและซุ้มประตูแสดงให้เห็นถึงศิลปะตะวันตกแบบเรอเนสซองส์ RENAISSANCE ซึ่งได้แพร่หลายในช่วงสมัยนั้น

3. พระนารายณ์ราชนิเวศน์

พระนารายณ์ราชนิเวศน์ หรือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์ เป็นพระราชวังที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดให้สร้างขึ้น เพื่อใช้เป็นที่ประทับ ล่าสัตว์ ออกว่าราชการ และต้อนรับแขกเมือง ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ ได้จัดแสดงศิลปโบราณวัตถุ ตามอาคารและพระที่นั่งต่างๆ ภายในพิพิธภัณฑ์เป็นจำนวนกว่า 1,864 รายการ

4. เขาวงพระจันทร์

เขาวงพระจันทร์ ตั้งอยู่ที่ ตำบลห้วยโป่ง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ที่นี่เป็น 1 ในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดลพบุรี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวสายบุญ ในทุกๆปี เขาวงพระจันทร์จะมีการจัดงานเทศกาลนมัสการรอยพระพุทธบาท เขาวงพระจันทร์ แต่ถึงไม่มีงานนักท่องเที่ยวก็ยังสามารถขึ้นไปพิชิตเขาวงพระจันทร์ได้ โดยนักท่องเที่ยวจะต้องขึ้นบันได 3,790 ขั้น เพื่อขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาท เชื่อกันว่าเมื่อได้มาสักการะกราบไว้ จะเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และครอบครัว อีกทั้งด้านบนยังสามารถชมวิวมุมสูงโดยรอบได้อย่างสวยงามอีกด้วย

5. อ่างเก็บน้ำซับเหล็ก

อ่างเก็บน้ำซับเหล็ก ตั้งอยู่ที่ ตำบลนิคมสร้างตนเอง อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เป็นสถานที่พักผ่อนเล่นน้ำชมธรรมชาติ ที่น่าเที่ยวของจังหวัดลพบุรี ที่นี่เป็นทะเลน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของภาคกลาง คล้ายกับชายทะเล ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ จะมีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากเดินทางมาพักผ่อน และลงเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน นอกจากนี้ยังมีร้านค้าของชาวบ้าน ซึ่งนำอาหารและของฝากมาจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวอีกด้วย ใครที่อยากหาแหล่งท่องเที่ยวชิล ๆ นอนรับลมเย็น ๆ บวกอารมณ์สโลวไลฟ์นิด ๆ ที่นี่คงจะถูกใจอยู่ไม่น้อย

6. น้ำตกวังก้านเหลือง

น้ำตกวังก้านเหลือง ตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าดินดำ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เป็น 1 ในน้ำตกที่ขึ้นชื่อของลพบุรี สวยงามและมีน้ำไหลผ่านตลอดทั้งปี ความพิเศษของน้ำตกแห่งนี้ คือ น้ำตกมีต้นน้ำมาจากตาน้ำขนาดใหญ่ที่ผุดขึ้นมาจากใต้ดิน กลายเป็นธารน้ำตกที่ไหลมาจากต้นน้ำ ทิ้งตัวลงไปปะทะกับหินปูนเป็นน้ำตกลดหลั่นกัน ซึ่งแตกต่างจากน้ำตกส่วนใหญ่จะมีต้นน้ำอยู่บนภูเขาสูง แต่ถ้าใครไปเที่ยวช่วงหน้าแล้ง ก็อาจจะไม่ได้เห็นความสวยงามแบบนี้ แนะนำว่าควรมาช่วงหน้าฝน ซึ่งเป็นช่วงที่ธรรมชาติรอบน้ำตกกำลังเขียวขจีได้ที่ เที่ยวแล้วประทับใจ

7. วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

วัดร้าง ตั้งอยู่ที่ ซอยราชดำเนิน 1 ตำบลท่าหิน อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี อยู่บริเวณหลังสถานีรถไฟลพบุรี อีกสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดแห่งนี้ ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นสมัยใด อีกทั้งผ่านการบูรณะใหญ่หลายครั้ง ศิลปะและสถาปัตยกรรมต่าง ๆ จึงถูกหลอมรวมหลากหลายรูปแบบ ทั้งพระปรางค์ วิหาร และพระอุโบสถ ล้วนแล้วยังคงไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่า แม้ปัจจุบันพื้นที่ภายในวัดจะถูกจำกัดเพราะชุมชนห้อมล้อม แต่บรรยากาศวัดโบราณ ไม่เคยจางหายไปไหน เป็นไฮไลต์การเที่ยวชมโบราณสถานที่สำคัญในเมืองลพบุรีที่ต้องเช็คอิน

8. ทุ่งทานตะวัน

ทุ่งทานตะวัน ถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำหรับการมาเที่ยวจังหวัดลพบุรี เพราะลพบุรี มีพื้นที่ปลูกดอกทานตะวันมากที่สุดของประเทศ ซึ่งทุกปีเวลาที่ลมหนาวพัดมาเยือน ดอกทานตะวันก็จะพร้อมใจกันเบ่งบานเหลืองอร่าม ให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเก็บภาพความสวยงามอยู่เป็นระยะ โดยจะมีพื้นที่ปลูกใน 5 อำเภอ 8 ตำบล ได้แก่ อำเภอเมืองลพบุรี อำเภอบ้านหมี่ อำเภอโคกสำโรง อำเภอหนองม่วง และอำเภอพัฒนานิคม ซึ่งแต่ละไร่ก็จะบานในช่วงเวลาที่แตกต่างกันออกไป แต่ไม่ว่าจะเป็นทุ่งทานตะวันของไร่ไหน ก็รับรองได้ว่า สวยงามไม่แพ้กันแน่นอน

9. เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

ตั้งอยู่ที่ บ้านหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม เป็นเขื่อนดินที่มีความยาวที่สุดในประเทศไทย นอกจากคุณประโยชน์ในการกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรแล้ว เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดลพบุรีด้วย มีจุดชมวิวริมอ่างเก็บน้ำ พิพิธภัณฑ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และสันเขื่อน ล้วนแล้วแต่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะจุดที่รถไฟจอดอยู่เหนือเขื่อน ในลักษณะทางรถไฟที่ให้ความรู้สึกเหมือนรถไฟลอยอยู่เหนือน้ำ เราจึงเห็นนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากได้ถ่ายรูปเพื่อบันทึกภาพความสวยงามเหล่านี้เอาไว้ ไปจนตลอดของเส้นทาง

10. วัดถ้ำเขาปรางค์

ตั้งอยู่ที่ ตำบลนิคมลำนารายณ์ อำเภอชัยบาดาล จังวหัดลพบุรี เป็นเดินทางชมพระพระพุทธรูปางปฐมเทศนาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ในพระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ยกมือขวา จีบนิ้วพระหัตถ์ขวาเป็นรูปวงกลม พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นประคอง มีเครื่องประกอบเป็นวงล้อธรรมจักร และฉัตรด้านบนสุดแสดงถึงความร่มเย็น ตั้งเด่นเป็นสง่าสวยงดงาม ทั้งนี้ภายในวัดยังมีเจดีย์พระนวโลกุตระ หรือเจดีย์ 9 ยอด สีเหลือทองอร่าม เพื่อรวมอัฐบริขารของบูรพาจารย์สายกรรมฐาน รวมถึงอัฐิธาตุของบูรพาจารย์ทั่วประเทศ และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระบรมศาสดาเอกของโลกไว้บนยอดเจดีย์ ให้เป็นที่กราบไหว้แก่ประชาชนทั่วไปอีกด้วย

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ Https://pizzaandfooditalia

เช็คอินวันหยุด ที่สมุทรปราการ

เช็คอินวันหยุด ที่สมุทรปราการ จังหวัดที่เป็นเมืองปากน้ำ อยู่ใกล้กรุง จังหวัดเก่าแก่ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่มากมาย

สถานที่ เช็คอินวันหยุด ที่สมุทรปราการ

เมืองโบราณ สมุทรปราการ

สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ จะพาเราย้อนกลับไปในอดีต ภายในมีเมืองโบราณจำลอง ได้เรียนรู้วิถีชีวิตการเป็นอยู่ของคนในสมัยก่อน รวมไปถึงมีกิจกรรมต่างๆ ให้ทำอีกมากมาย มีตลาดน้ำ นั่งรถราง ไหว้พระ และปั่นจักรยาน มีตลาดนัด ตลาดบก ทุกวันเสาร์ และวันอาทิตย์ต้นเดือน ภายในตลาดบก มีสินค้าหลากหลาย มีทั้งงานแฮนด์เมด งานประดิษฐ์ หัตถกรรม ของเล่นโบราณ ของใช้ ของฝาก อาหาร เครื่องดื่ม ที่ได้คัดสรรมาให้ท่านได้เลือกซื้อ เลือกรับประทานหลากหลาย กับบรรยากาศตลาดนัดโบราณ วันวานที่ยังมีชีวิต และพลาดไม่ได้สำหรับคนรักสุนัข มีการสาธิตการฝึกสุนัขแสนรู้อีกด้วย

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เป็นที่เก็บรักษาศิลปวัตถุ มรดกทางวัฒนธรรมด้านต่างๆ เพื่อสืบสานและอนุรักษ์งานศิลป์ไทย เรียนรู้ศิลปะ และศาสนา ที่ส่งเสริมให้คนในสังคมสมัยใหม่ ได้รู้จักหลักแห่งศาสนาทั้ง 4 ด้วยเจตนารมณ์ และอุดมคติของ คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ซึ่งต้องการถ่ายทอดและปลูกฝังด้วยจิตวิญญาณของนักปราชญ์ เพื่อให้มนุษย์ร่วมโลกได้ มีโอกาสเข้าถึงศิลปะและศาสนา อันเป็นรากฐานของอารยธรรมไทย

สถานตากอากาศบางปู

สถานตากอากาศบางปูแห่งนี้ เป็นบริเวณที่เป็นป่าชายเลน ที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีการอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพที่ดี เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และแหล่งอาศัยของนกหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนกนางนวล ที่อพยพหนีหนาวจากไซบีเรีย มาในช่วงต้นฤดูหนาวของทุกปี โดยมีจำนวนนกไม่ต่ำกว่า 5,000 ตัวในแต่ละปี และมีจำนวนนกกว่า 200 ชนิด ที่อาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้

บางกระเจ้า

บางกระเจ้า หรือ เกาะสีเขียว ที่แห่งนี้มีพื้นที่มากถึง 11,000 ไร่ โอบล้อมไปด้วยแม่น้ำเจ้าพระยา และได้รับการยกย่องให้เป็นปอดของกรุงเทพ และ Best Urban Oasis of Asia จากนิตยสารไทม์ โดยนักท่องเที่ยว สามารถข้ามเกาะไปปั่นจักรยาน ดูนก ดูป่าชายเลน และสัมผัสกับธรรมชาติ และสูดอากาศบริสุทธิ์ได้

ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ

เป็นฟาร์มจระเข้แห่งนี้ เป็นฟาร์จรเข้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพาะเลี้ยงจระเข้เอาไว้กว่า 60,000 ตัว ไฮไลท์ของที่นี่ คือการโชว์จับจระเข้ด้วยมือเปล่า การแสดงของช้างแสนรู้ การแสดงละครลิง และยังมีสัตว์อื่น ๆ ให้เดินดูอีก เช่น ชะนี งูเหลือม งูหลาม เต่า นก อูฐ ฮิปโปโปเตมัส รวมถึงมีพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ ซึ่งด้านในได้มีการจัดแสดงกระดูก และหุ่นจำลองของไดโนเสาร์

วัดอโศการาม

วัดอโศการามแห่งนี้ เดิมเรียกว่า นาแม่ขาว เจ้าของที่ดิน ได้ถวายที่ดินให้สร้างวัดเนื้อที่ประมาณ 53 ไร่ คำว่า ภายในวัด ยังมีสิ่งที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น พระธุตังคเจดีย์ เป็นพระเจดีย์สีขาวหมู่รวม 13 องค์ ทุกองค์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ บรรจุไว้ในผอบทอง เงิน และนาก

บางกอก ทรี เฮ้าส์

เป็นที่พักแนว Eco ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ทำให้ได้อยู่กับบรรยากาศที่เงียบสงบ และใกล้ชิดกับธรรมชาติสุดๆ ใครจะคิดว่ามีที่พักแบบนี้อยู่ใกล้กรุงเทพฯ ด้วย การตกแต่งของที่นี่จะมาจากธรรมชาติ ส่วนใหญ่จะใช้ไม้ไผ่แทบทั้งหมด ผลิตภัณฑ์ก็ออกแนวออร์แกนิค รวมไปถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เข้ามาช่วยทดแทนบางส่วน นอกจากจะเป็นที่พักแล้ว ที่ตั้งของ บางกอก ทรี เฮ้าส์ ยังอยู่ไม่ไกลจากบางกระเจ้า นักท่องเที่ยวสามารถปั่นจักรยานไปทานของอร่อยๆได้อีกด้วย

วัดพระสมุทรเจดีย์ 

หรือพระเจดีย์กลางน้ำ เป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมือง มีองค์เจดีย์สีขาวโดดเด่น ที่ปลายยอดคาดด้วยผ้าสีแดงตัดกับสีขาว ผู้คนทั่วไปจะเรียกกันว่า พระเจดีย์กลางน้ำ เนื่องจากบริเวณที่ก่อสร้างพระสมุทรเจดีย์แต่เดิม เป็นเกาะที่มีน้ำล้อมรอบ ต่อมาชายตลิ่งฝั่งขวาของแม่น้ำตื้นเขินงอกออกมา เชื่อมติดกับเกาะอันเป็นที่ตั้งพระเจดีย์ ใกล้กับองค์พระเจดีย์ คือ วิหารหลวง ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระปางห้ามสมุทร และพระปฏิมาชัยวัฒน์ เป็นพระพุทธรูปประจำวิหาร เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้บูชา ด้านหลังเป็นลานกว้างสำหรับนั่งเล่น และชมวิวริมน้ำ

วัดบางพลีใหญ่  

เป็นวัดที่มีประวัติยาวนาน และมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของอำเภอบางพลี เป็นวัดที่ใช้ประดิษฐานหลวงพ่อโต ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยปางมารวิชัยและเป็นหนึ่งในพระสามพี่น้อง ข้างพระอุโบสถหลวงพ่อโต มีรูปหล่อจำลองหลวงพ่อวัดดังมากมายให้สักการะ เช่น หลวงพ่อโสธร หลวงพ่อวัดบ้านแหลม หลวงพ่อโตวัดป่าเลไลย์ หรือจะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็มีให้บูชามากมาย เช่น บูชาราหูล เจ้าแม่กวนอิม หมอชีวกโกมารภัจจ์ ศาลพระพรหม ตลอดจนการทำสังฆทาน

วัดทรงธรรมวรวิหาร

วัดทรงธรรมวรวิหาร คือหนึ่งในพระอารามหลวงชั้นโท ซึ่งสร้างขึ้นพร้อมการถือกำเนิดของเมืองนครเขื่อนขันธ์ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โดยมีพระรามัญเจดีย์ 3 ชั้นองค์ใหญ่ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ สร้างพระอุโบสแบบก่ออิฐถือปูน โดดเด่นด้วยเสาทรงกลมเรียงเป็นคู่ๆ นับได้รวมถึง 56 ต้น ด้านในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยสมัยสุโขทัยในกรอบไม้แกะสลักศิลปะมอญ ทั่วพระอุโบสถตกแต่งภาพจิตรกรรมพุทธประวัติ และพระเวสสันดรชาดกบนผนัง ส่วนบนเพดานประดับภาพเขียนมอญ 2 ภาพ นับเป็นแหล่งรวมศิลปะมอญชั้นสูง ที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ และงดงามหาดูได้ยากแห่งหนึ่งในประเทศไทย

ตลาดโบราณบางพลี 

ตั้งอยู่ติดกับวัดบางพลีใหญ่ เป็นตลาดเก่าแก่ริมน้ำ ที่ขนานไปกับสองฝั่งคลอง ตลาดเปิดทุกวัน ภายในตลาด เป็นห้องแถวบ้านเรือนไม้โบราณ ให้อารมณ์แบบย้อนยุค เพราะตลาดแห่งนี้มีอายุกว่า 150 ปี ที่นี่เป็นตลาดเล็กๆ ให้ความรู้สึกถึงความดั้งเดิมของบ้านเรือนไม้เก่าแก่ที่แทบไม่ได้ปรุงแต่ง เป็นชาวบ้านขายของจริงๆ ข้าวของที่ขายส่วนใหญ่ ก็เป็นสินค้าข้าวของเครื่องใช้แบบท้องถิ่นดั้งเดิม โดยจะมีร้านขายเครื่องสังฆทานมากเป็นพิเศษ เพราะอยู่ติดกับวัด

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

ที่เที่ยวยอดฮิต สมุทรสาคร

ที่เที่ยวยอดฮิต สมุทรสาคร สมุทรสาครเป็นจังหวัดที่อยู่ริมชายฝั่งทะเล ใกล้กรุง ฟินไปกับบรรยากาศของสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ที่จะทำให้วันหยุดได้ผ่อนคลายแน่นอน

10 ที่เที่ยวยอดฮิต สมุทรสาคร

1. วัดโคกขาม

วัดโคกขาม ตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองสมุทรสาคร เป็นวัดเก่าแก่ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย เช่น พระอุโบสถหลังเก่าที่ด้านหน้ามีพระเจดีย์เก่าที่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมแล้ว สถาปัตยกรรมการก่อสร้างศิลปะแบบอยุธยา ลวดลายการแกะสลักไม้ที่หน้าบันมีความงดงาม นอกจากนี้ ที่นี่ยังเก็บโบราณวัตถุที่เล่ากันว่าเกี่ยวกับเรื่องของพันท้ายนรสิงห์ไว้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ชิ้นส่วนของเรือพระที่นั่งเอกชัย และศาลเพียงตาของเดิม หลวงพ่อสัมฤทธิ์ พระพุทธสิหิงค์ ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งในประเทศไทยมีพระพุทธสิหิงค์เพียง 4 องค์เท่านั้น

2. วัดใหญ่จอมปราสาท

วัดใหญ่จอมปราสาท เป็นวัดเก่าแก่ ที่มีอายุกว่า 400 ปี สันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้ สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ภายในวัดมีโบราณสถานที่สำคัญ คือ พระวิหารเก่าแก่ก่ออิฐถือปูนฐานแอ่นโค้งคล้ายท้องเรือสำเภา มีการประดับลวดลายปูนปั้นที่ซุ้มประตูและหน้าต่าง นอกจากนี้ยังมีงานแกะสลักไม้ที่บานประตู และหน้าต่างของพระอุโบสถ เป็นลายพันธุ์พฤกษา ต้นไม้ ภูเขา รูปสัตว์ และบุคคล ซึ่งสลักเป็นศิลปะแบบจีน เป็นลวดลายแกะสลักลึกเข้าไปในเนื้อไม้ที่มีความงดงามมาก

3. วัดโกรกกราก

วัดโกรกกราก ตั้งอยู่ที่ ริมแม่น้ำท่าจีน ตำบลโกรกกราก อำเภอเมือง สมุทรสาคร เป็นวัดเก่าแก่มีอายุเกือบ 200 ปี เริ่มมีปรากฏชื่อวัดครั้งแรก เมื่อเรือพระที่นั่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จอดเทียบท่าวัดโกรกกรากครั้งเสด็จประพาสต้นจากบางปะอิน ไปยังเพชรบุรี สิ่งที่น่าสนใจของวัดโกรกกรากแห่งนี้คือ พระประธานในอุโบสถนอกจากจะมีพุทธลักษณะงดงามแล้ว ยังแปลกไปจากพระพุทธรูปที่พบเห็นทั่วไป คือการสวมแว่นดำ

4. วัดนางสาว 

วัดนางสาว ตั้งอยู่ที่ อำเภอกระทุ่มแบน ความน่าสนใจของวัดแห่งนี้อยู่ที่พระอุโบสถ ซึ่งมีลักษณะพิเศษที่หาชมได้ยากมากในประเทศไทย โดยเป็นโบสถ์ที่มีฐานโค้งเป็นรูปเรือ สำเภาก่ออิฐ มีประตูเข้าออกเพียงประตูเดียว ไม่มีหน้าต่าง ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า โบสถ์มหาอุด หลังคามุงกระเบื้องดินเผาแบบเก่า ขื่อด้านบนใช้ไม้ซุงทั้งต้น มีเสมาหินทรายคู่ขนาดเล็กเรียงรายอยู่โดยรอบ ซึ่งปัจจุบันพระอุโบสถมหาอุด หลงเหลืออยู่น้อยมาก ในประเทศไทย นับเป็นศาสนสถานโบราณที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์เป็ยอย่างยิ่ง

5. ศาลาพระกลางน้ำ

ศาลาพระกลางน้ำ ตั้งอยู่ที่ ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมือง เป็นอีกสถานที่ของจังหวัดสมุทรสาคร ที่น่าสนใจ ศาลาพระกลางน้ำแห่งนี้ ได้สร้างขึ้นเมื่อปี 2541 เดิมเป็นศาลาไม้ไผ่ที่ชาวบ้านเอาไว้ใช้เฝ้าหอยแมลงภู่ และสังเกตคุณภาพของน้ำ แต่ภายหลังได้เกิดภัยธรรมชาติ ทำให้ศาลาพังทลายลงมา จึงได้มีการบูรณะใหม่ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ภายในเป็นที่ประดิษฐานของ พระพุทธมหาสมุทร  แต่ปัจจุบันโบสถ์ทางขึ้นขาด จึงไม่สามารถขึ้นได้ซึ่งทางจังหวัดกำลังอยู่ในช่วงสร้างสะพานใหม่เชื่อมต่อไปยังโบสถ์ใหม่ แต่นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือไปชมวิวทะเล และศาลาพระกลางน้ำได้

6. ศาลพันท้ายนรสิงห์

ศาลพันท้ายนรสิงห์ สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความซื่อสัตย์แก่พันท้ายนรสิงห์ ผู้ซึ่งเป็นนายท้ายเรือที่จงรักภักดี บริเวณศาลพันท้ายนรสิงห์ ยังมีซากเรือโบราณ ที่สร้างจากไม้ตะเคียนขนาดใหญ่เพียงต้นเดียว ซึ่งมีอายุถึงราว 300 ปี ชาวบ้านแถบนี้เชื่อว่า เรือลำนี้อาจเป็นเรือในขบวนเสด็จ หรืออาจเป็นเรือลำเลียงทหารในอดีต

7. ตลาดริมคลองพ่อพันท้ายนรสิงห์

ตลาดริมคลองพ่อพันท้ายนรสิงห์ ตั้งอยู่ที่ ตำบล พันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมือง สมุทรสาคร ตลาดตั้งอยู่ริมคลองและมีต้นโกงกางปกคลุม บ่งบอกความเป็นเมืองริมฝั่งทะเล มีความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลน บรรยากาศของตลาดตกแต่งแบบสไตล์พื้นบ้าน  มีร้านค้ากว่า 200 ร้าน ซึ่งตลาดแห่งนี้ เปิดทำการ ทุกวันเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.00น. – 17.00 น

8. ป่าชายเลนพันท้ายนรสิงห์

เส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนพันท้ายนรสิงห์ เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ทรัพยากรธรรมชาติ ชายฝั่งทะเล ซึ่งมีทางเดินสะพานปูน เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ มีบรรยากาศร่มรื่น มีต้นโกงกางขึ้นอยู่โดยรอบ ตลอดแนวชายคลอง จุดเด่นของเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนแห่งนี้ อยู่ที่สะพานแขวน ซึ่งเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้

9. สะพานแดง จุดชมวิวปลาโลมา

สะพานแห่งนี้ เป็นจุดชมวิวบรรยากาศริมชายฝั่งทะเล ชมพระอาทิตย์ตก ชมป่าชายเลน และไม้ไผ่ชะลอคลื่น ในอดีต ช่วงเดือน พ.ย ถึง ม.ค ลมหนาวเข้าสู่อ่าวไทย สายลมและน้ำเค็มได้พัดพาฝูงปลาโลมาเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้ตรงนี้เป็นจุดชมปลาโลมา จนเป็นที่มาของชื่อ แต่ในปัจจุบันโอกาสที่จะได้เห็นปลาโลมามีน้อยมาก หรืออาจจะไม่เห็นเลย แต่จุดนี้ก็ยังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว เพราะมีสะพานไม้สีแดงที่ทอดยาวขนานไปกับชายทะเลความยาว 700  เมตร  มองเห็นวิวทิวทัศน์ของชายฝั่งที่สวยงาม และมีลมทะเลพัดเย็นสบาย

10. วัดนักบุญอันนา

วัดนักบุญอันนา ตั้งอยู่ที่ ตำบลบางหญ้าแพรก ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวของประมง ภายในวัดมีพระรูปของนักบุญอันนา ซึ่งตั้งหันหน้าออกสู่ท้องทะเล ตั้งแต่อดีต ทุกครั้งที่ชาวประมงในละแวกลุ่มน้ำท่าจีนต้องออกทะเล มักจะแวะมาจอดเรือเพื่อสักการะขอพรพระรูปนักบุญอันนา เพื่อให้แคล้วคลาดจากอันตราย และขอให้จับปลาได้เป็นจำนวนมาก รวมถึงนิยมมาสวดมนต์ขอลูก และการขอพรให้หายจากโรคภัยอีกด้วย

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

สถานที่เช็คอิน สมุทรสงคราม

สถานที่เช็คอิน สมุทรสงคราม ซึ่งสมุทรสงคราม จังหวัดที่เล็กที่สุดในประเทศไทย แต่มีแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอยู่หลายที่ ที่นักท่องเที่ยวต้องได้มาเที่ยวสักครั้ง

สถานที่เช็คอิน สมุทรสงคราม

 1. ตลาดน้ำอัมพวา

และจุดเช็คอินยอดฮิต ของสมุทรสงครามแห่งนี้ก็คือ ตลาดน้ำอัมพวา ตั้งอยู่ที่ ถนนโชติธำรงค์ ตำบลอัมพวา อำเภออัมพวา สมุทรสงคราม มาเยือนที่นี่แล้วไม่แวะ เหมือนมาไม่ถึง ที่นี่เป็นตลาดที่คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาแวะชิมอาหารอร่อยๆ ริมคลอง เสน่ห์ของตลาดน้ำอัมพวาก็คือ มีเรือขายอาหารอยู่ในคลองกันอย่างมากมาย อิ่มอร่อยไปกับ อาหารไทยพื้นบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ผัดไทย ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว อาหารทะเล และ ขนมไทย

2. ตลาดร่มหุบ

เป็นตลาดเทศบาลจังหวัดสมุทรสงคราม หรือ ตลาดแม่กลอง ตลาดนี้เป็นตลาดสดทั่วไป มีขายผักสด อาหารสด อาหารแห้ง อาหารทะเล และขายของจิปาถะทั่วไป และอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟแม่กลอง ทำให้มีรางรถไฟพาดผ่านตลาดนี้ จึงทำให้เป็นที่มาของตลาดร่มหุบ เพราะว่าเวลารถไฟแล่นผ่านตลาด แม่ค้าที่ขายของอยู่บริเวณใกล้ๆกับรางรถไฟนี้จะต้องเก็บข้าวของ และหุบร่มของร้านตัวเอง จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวมากมายแวะเข้ามาเที่ยวชม และสัมผัสกับความหวาดเสียวไปตามๆ กัน

3. ตลาดน้ำท่าคา

ตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าคา เป็นตลาดนัดทางน้ำที่ยังคงความเป็นธรรมชาติของวิถีชาวบ้าน ซึ่งมีอาชีพทำสวนพืชชนิดต่างๆ ชาวบ้านจะพายเรือนำผลผลิต พืชผักและผลไม้จากสวน เช่น พริก หอม กระเทียม น้ำตาล มะพร้าว ฝรั่ง ชมพู่ ส้มโอ มาขายแลกเปลี่ยนกัน เฉพาะในวันขึ้นหรือแรม 2 ค่ำ 7 ค่ำ 02 ค่ำ (ทุกๆ 5 วัน) และวันเสาร์ อาทิตย์ตั้งแต่เวลา 06.00-12.00 น. นอกจากนี้ ที่นี่ยังสามารถเช่าเรือพายเที่ยวชมหมู่บ้าน และชมสวนผลไม้ในบริเวณนั้นได้

4. ตลาดน้ำบางน้อย

เป็นตลาดน้ำเก่าแก่ มีอายุกว่า 100 ปี แต่ถูกลืมเลือนมานานหลายสิบปี ณ ปัจจุบัน ตลาดน้ำบางน้อย ได้รับการฟื้นฟูจากการร่วมแรงร่วมใจของชาวบางน้อย และเปิดตลาดขึ้นอย่างเป็นทางการอีกครั้ง เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2552 โดยมุ่งเน้นให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อรักษาสภาพทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของพื้นที่รักษาขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมของชาวบางน้อยแห่งนี้ ให้คงไว้ชั่วนิจนิรันดร์ 

5. บ้านแมวไทยโบราณ

บ้านแมวไทยโบราณ เกิดจากการรวมตัวของผู้ที่นิยมเลี้ยงแมวไทย เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์แมวไทยให้อยู่คู่กับประเทศไทยเป็นสมบัติของชาติตลอดไป และเพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่องคุณสมบัติและลักษณะที่ถูกต้องของแมว แลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมทั้งเพิ่มพูนความรู้ระหว่างสมาชิก แลกเปลี่ยนเรื่องและประสบการณ์การวิจัย การผสมพันธุ์กับองค์กรการเลี้ยงแมวที่เกี่ยวข้อง ภายในบ้านแมวไทย มีเรือนเพาะเลี้ยงแมวไทย แบ่งเป็นประเภทต่างๆ บ้านแมวไทยโบราณ เป็นสถานที่น่าสนใจอีกแห่งนึง เหมาะแก่การศึกษาหาความรู้

6. ตลาดสดแม่กลอง

เป็นตลาดสด ที่รวบรวมทุกความต้องการเอาไว้อย่างครบครัน ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟแม่กลองและวัดเพชรสมุทรวรวิหาร สินค้ายอดนิยมที่ต้องซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน คือ ปลาทูแม่กลอง ซึ่งเป็นเจ้าของฉายาหน้างอคอหัก เนื้อแน่น มัน รสชาติดี รวมทั้งมีอาหารทะเลทั้งสดและแห้ง ผัก ผลไม้ และขนมไทยต่าง ๆ จำหน่ายในราคาย่อมเยาด้วย

7. ดอนหอยหลอด

หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยว ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสมุทรสงคราม ตั้งอยู่ปากแม่น้ำแม่กลอง มีอาณาเขตกว้างประมาณ 3 กม. ยื่นลึกออกไปทะเล เกิดเป็นตะกอนทับถมจากปากแม่น้ำผสมกับตะกอนจากทะเล จนเป็นสันดอนที่พบได้ยากในเมืองไทย ที่มาของชื่อดอนหอยหลอด เพราะที่นี่เป็นแหล่งที่อยู่ของหอยหลายชนิด แต่พบว่ามีหอยหลอดจำนวนมากที่สุด บริเวณดอนหอยหลอดมีร้านค้า ร้านอาหารบริการมากมาย นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรับลมเย็น ๆ เพลิน ๆ กินอาหารอร่อย ๆ หรือถ่ายรูปสวย ๆ ก็ได้

8. อาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก

ตั้งอยู่ที่ ริมแม่น้ำแม่กลอง ตำบลบางนกแขวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสต์ ที่มีอายุกว่า 100 ปี สร้างโดยบาทหลวงเปาโล ซัลมอน มิชชันนารีชาวฝรั่งเศส และได้มีการทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2439 งดงามด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโกธิคของประเทศฝรั่งเศส เมื่อมองไปที่ผนังจะพบเรื่องราวของพระนางมารีย์ ภาพของนักบุญชายหญิง รูปปั้น ธรรมเทศน์ อ่างล้างบาป และรูปแกะสลักบรรยายเกร็ดประวัติในพระคัมภีร์คริสต์ศาสนา นับได้ว่าเป็นโบสถ์ที่มีความงดงามอีกแห่งหนึ่งของไทย

9. วัดจุฬามณี

ตั้งอยู่ที่ ตำบลบางช้าง (ริมฝั่งคลองอัมพวา) จังหวัดสมุทรสงคราม สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย สิ่งสำคัญภายในวัดแห่งนี้ ก็คือ หลวงพ่อเนื่อง โกวิท อดีตเจ้าอาวาส และเกจิอาจารย์ดังที่ศพไม่เน่าเปื่อย ชมโบสถ์จัตุรมุขหินอ่อน ที่ปูพื้นด้วยหินหยกสีเขียวจากเมืองการาจี ประเทศปากีสถาน และประดับภายในด้วยโคมไฟระย้า บานหน้าต่างด้านนอกลงรักฝังมุกเป็นภาพตราพระราชลัญจกร ในสมัยรัชกาลที่ 4 แกะสลักบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชาดก นอกจากนี้ยังมีภาพจิตรกรรมแสดงพุทธประวัติและนิทานชาดก ที่เป็นฝีมือของจิตรกรหญิง นิตยา ศักดิ์เจริญ ซึ่งใช้เวลาในการวาดนานถึง 6 ปี อีกด้วย

10. วัดบางกะพ้อม

ตั้งอยู่ที่ ตำบลอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม วัดที่มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน สร้างขึ้นสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ภายในวัดมีโบราณสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็น วิหารเก่าของวัด อาคารก่ออิฐถือปูนที่ได้รับอิทธิพลด้านสถาปัตยกรรมจากจีน โดดเด่นจากการไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ รวมทั้งผนังวิหารด้านบนเป็นภาพจิตรกรรม ที่แตกต่างจากทั่วไป คือเป็นปูนปั้นลวดลายนูนสูง และนูนต่ำ แสดงเกี่ยวกับพระพุทธประวัติ ส่วนวิหารด้านล่างมีการเจาะช่องเป็นซุ้มประตูเพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป นอกจากนี้ยังสามารถชมวิหารหลวงพ่อคง หรือ หลวงพ่อคง ธมฺมโชโต อดีตเจ้าอาวาส และพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ผู้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับวัดนี้ เพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

เที่ยวเมืองสิงห์บุรี

เที่ยวเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เมืองอันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ด้วยเรื่องราววีรกรรมของชาวบ้านบางระจัน เมืองที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

12สถานที่ เที่ยวเมืองสิงห์บุรี

1.พระนอนจักรสีห์วรวิหาร

พระพุทธไสยาสน์องค์นี้ เป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่และยาวที่สุดของประเทศไทย เก่าแก่สร้างมานาน จนไม่ทราบแน่ชัด ว่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไร ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล่าในทำนองนิยายปรำปรา ทำนองเดียวกันกับพระ ปฐมเจดีย์ เช่น กล่าวว่าพระเจ้าสิงหพาหุเป็นผู้สร้าง แต่ก็ไม่มีใครทราบว่าพระเจ้าพาหุคือผู้ใด ครองเมืองอะไร ในยุคสมัยใด สันนิษฐานว่าสร้างก่อนก่อตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี องค์พระหันพระเศียรไปทางทิศตะวันออก ความยาว 3 เส้น 3 วา 2 ศอก 1 คืบ 7 นิ้ว

2.วัดม่วงชุม

สันนิษฐานว่า วัดแห่งนี้ สร้างตั้งแต่สมัยอยุธยา มีชื่อเดิมว่า วัดกระดังงา เป็นวัดร้างตั้งแต่สมัยสงครามกับพม่า และเสียกรุงครั้งที่ ๒ โดยได้ขุดพบเศียรพระหินทรายเป็นจำนวนมาก ต่อมาเมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองสงบลง หลังมีอิสระภาพจากพม่า ชาวบ้านจึงได้กลับมาตั้งถิ่นฐานใหม่ จนประมาณปี พ.ศ. 2424 นายโคกร่วมกับชาวบ้านได้ก่อสร้างวัดขึ้นมาใหม่ ณ ที่ตั้งวัดปัจจุบัน ซึ่งใกล้กับวัดเดิม และตั้งชื่อว่า วัดม่วงชุม

3.วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร

ตั้งอยู่ที่ ถนนโยธาธิการ ต.จักรสีห์ อ.เมืองสิงห์บุรี จ.สิงห์บุรี วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหารแห่งนี้ ถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดสิงห์บุรี หากใครที่ตั้งใจมาไหว้พระขอพรที่จังหวัดนี้ วัดนี้ถือเป็นแลนมาร์กสำคัญที่ไม่ควรพลาด ซึ่งภายในวัด จะเป็นที่ประดิษฐสถานของ พระนอนวัดจักรสีห์ ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดนี้ ทำให้มีผู้คนนิยมมาไหว้ขอพรที่วัดแห่งนี้ เป็นจำนวนมาก

4.วัดโพธิ์เก้าต้น

วัดโพธิ์เก้าต้นแห่งนี้นี้ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วัดไม้แดง เป็นอีกวัดที่มีบทบาทสำคัญของชาวสิงห์บุรีมาก ๆ สาเหตุที่มีชื่อว่า วัดไม้แดง มาจากต้นไม้แดงที่มีอยู่ในวัดเป็นจำนวนมาก โดยบางต้นมีอายุยืนยาวกว่า 200 ปี จุดเด่นสำคัญของวัดนี้ คือ สัญลักษณ์ที่กำแพงวัด ที่จำลองเป็นกำแพงค่าย เนื่องจากวัดนี้เคยเป็นฐานที่มั่นของชางบ้านบางระจัน นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้ผู้คนมาขอพร หรือบนบาน เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิตอีกด้วย

5.วัดพิกุลทอง

วัดพิกุลทอง ยังเป็นวัดสำคัญของจังหวัดอีกแห่งนึง หรือที่ชาวบ้านรู้จักในชื่อ วัดหลวงพ่อแพ อยู่ห่างจากตัวเมืองเพียง 16 กม. วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐสถานของ พระพุทธรูปปางประทานพรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นั่นก็คือ พระพุทธสุรรณมงคลมหามุนี หรือ หลวงพ่อใหญ่ ภายในวัดจะมีพิพิธภัณฑ์หลวงพ่อแพ ซึ่งเป็นอดีตเจ้าอาวาส เป็นพระที่ชาวบ้านได้เคารพเลื่อมใสกันเป็นอย่างมาก วัดพิกุลทองนี้จะมีทั้งหมด 2 ฝั่ง มีถนนกั้นกลาง เมื่อเราไหว้หลวงพ่อใหญ่แล้ว สามารถข้ามไปไหว้หุ่นขี้ผึ้งหลวงพ่อแพ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามได้อีกด้วย

6.พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์วีรชนค่ายบางระจัน

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์วีรชนค่ายบางระจัน ตั้งอยู่ที่ ตำบลบางระจัน คอทราย อ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี ซึ่งสร้างขึ้นโดยกรมศิลปากร เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสัมผัสกับตำนาน ชมค่ายบางระจันจำลอง เรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมของเมืองสิงห์บุรี โดยที่แห่งนี้มีพื้นที่ถึง 115 ไร่ มีลักษณะเป็นสวนรุกขชาติ มีบรรยากาศร่มรื่น และผ่อนคลาย ภายในยังมีห้องจัดนิทรรศการจำลองต่างๆอีกด้วย

7.ศูนย์อนุรักษ์ควายไทย เขางาม

ตั้งอยู่ที่ ตำบลจักรสีห์ อำเภอเมือง สิงห์บุรี มาเที่ยวจังหวัดที่เป็นตำนานบางระจันทั้งที จะไม่มาเยี่ยมสัตว์ที่ร่วมออกรบกับคนไทยได้อย่างไร นั่นก็คือ ควาย เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง และอยู่กับชาวไทยมายาวนาน ที่ศูนย์อนุรักษ์ควายไทยแห่งนี้ เป็นที่ดูแลควายที่ช่วยทำไร่นา อนุรักษ์ไม่ให้ควายสูญพันธุ์ไปจากประเทศ ขยายพันธุ์ต่อ และประกอบกับวีรกรรมที่กล้าหาญ ซึ่งที่นี่นักท่องเที่ยวสามารถมาเยี่ยมชม สัมผัสความน่ารัก เรียนรู้วิถีชีวิต และถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับน้องควายได้อย่างใกล้ชิดอีกด้วย

8.โบราณสถานเตาเผาแม่น้ำน้อย

ตั้งอยู่ที่ ต.เชิงกลัด อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี เตาเผาแม่น้ำน้อยนี้ ตั้งอยู่ใกล้กับวัดพระปรางค์ ซึ่งเป็นสถานที่เก่าแก่ ที่นี่คือจะมี เตาเผาขนาดใหญ่ มีที่ระบายความร้อนเฉียงขึ้น ก่อสร้างด้วยอิฐ มีทั้งหมด 3 ส่วน ส่วนของปล่องไฟ ส่วนของห้องวางเครื่องปั้นดินเผา และส่วนห้องเชื้อเพลิง สิ่งที่โดดเด่นของที่นี่คือ เตาเผาที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยมีความยาวถึง 14 เมตร กว้าง 5.6 เมตร และมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ยาว 2.15 เมตร ซึ่งที่นี่นอกจากจะเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญแล้ว ยังเป็นศูนย์การศึกษาทางวิชาการเซรามิก ที่ยิ่งใหญ่ของโลกอีกด้วย

9.ตลาดย้อนยุคบ้านบางระจัน

ตลาดแห่งนี้จึงเป็นตลาดโบราณ ที่มีบรรยากาศน่ารักๆ และอบอุ่น เพราะพ่อค้า แม่ค้าที่นี่ทุกคน จะใส่ชุดย้อนยุคเหมือนสมัยอยุธยาเลยทีเดียว มีร้านอาหาร และของกินเยอะมาก ๆ ทั้งอาหารไทย ขนมไทย เรียกได้ว่าช็อปกันเพลินเลย นอกจากจะมีที่ให้ซื้อของฝากกลับบ้านแล้ว ก็ยังมีสถานที่ บรรยากาศสวยๆ ให้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันอีกด้วย

10.ตลาดปากบาง

ที่นี่ยังเป็นตลาดโบราณอีกที่นึงของจังหวัด มีอายุร่วม 150 ปี มีของกินเด็ด ๆ เพียบ สำหรับตลาดแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่ อ.พรหมบุรี อยู่ติดริมแม่น้ำ นอกจากจะมีบรรยากาศเก่า ๆ ที่ทำให้เราเคลิบเคลิ้ม ตลาดแห่งนี้ยังมีของกินโบราณต่าง ๆ เช่น กุนเชียงปลา กุนเชียงหมู น้ำพริก หมูทุบ ปลาส้ม และร้านเด็ดที่ห้ามพลาดก็คือ ร้านผัดไทยปากบาง (สูตรเดิม) กรรมวิธีที่ใช้เส้นเหนียวนุ่ม ผัดด้วยรสชาติเข้มข้น โรยถั่วลิสงคั่วบดหยาบๆ ต้นหอมด้านบน เสิร์ฟพร้อมถั่วงอก มะนาว รับรองความอร่อยแน่นอน

11.วัดหน้าพระธาตุ

วัดแห่งนี้ อยู่ห่างจากวัดพระนอนจักรสีห์ประมาณ 1.5 กิโลเมตร สันนิษฐานว่า สถานที่ และบริเวณนี้จะเป็นที่ตั้งของเมืองสิงห์บุรีเก่า สิ่งที่สำคัญของวัดนี้ คือ มีองค์พระปรางค์สูงประมาณ 8 วา

12.วัดไทร

วัดไทร เป็นวัดที่มีรากต้นไทรโอบยึดกำแพงโบสถ์ไว้ เพื่อไม่ให้พังทลายลงมา ภายในเป็นสถานที่ประดิษฐานองค์พระประธาน โดยแต่เดิมชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงพ่อขาว หรือ หลวงพ่อทะยาน แต่ในปัจจุบันเรียกว่า หลวงพ่อวัดไทร ตามชื่อของวัดแห่งนี้

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ https://pizzaandfooditalia.com

เมืองมรดกโลก กำแพงเพชร

เมืองมรดกโลก กำแพงเพชร จังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยว เชิงประติศาสตร์ ศาสนสถาน และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย

เมืองมรดกโลก กำแพงเพชร กับ10สถานที่ ที่ไม่ควรพลาด

1.อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร

ตั้งอยู่ที่ ตำบลหนองปลิง อำเภอเมือง กำแพงเพชร เป็นโบราณสถานที่มีขนาดใหญ่ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก้ ร่วมกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และศรีสัชนาลัย แบ่งเป็น 2 เขต คือ เขตในกำแพงเมือง และเขตนอกกำแพงเมือง มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ทั้งในด้านการใช้วัสดุศิลาแลง และรูปแบบศิลปกรรมไทยดั้งเดิม  มีโบราณสถานที่ขึ้นชื่อ เช่น วัดพระแก้ว วัดช้างรอบ วัดพระสี่อิริยาบถ วัดพระนอน และ วัดพระธาตุ

2.ศาลหลักเมืองกำแพงเพชร

ศาลหลักเมืองกำแพงเพชร อีกหนึ่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นศาลที่เก่าแก่ ที่มีอายุมานานกว่า 700 ปี ศาลหลักเมืองกำแพงเพชร หรือ ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองกำแพงเพชร ตั้งอยู่ที่ บริเวณวัดพระแก้ว ปากทางเข้าโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม ถนนสายกำแพงเพชร-สุโขทัย ผ่านหน้าศาล ชาวเมืองกำแพงเพชร และประชาชนทั่วไปได้ให้ความนับถือเลื่อมใสศรัทธาอย่างมาก และเป็นที่กล่าวขานถึงความศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย

3.ศาลเจ้าพ่อเสือ 

ศาลเจ้าพ่อเสือ ตั้งอยู่ที่ อำเภอเมือง กำแพงเพชร เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญ และเป็นที่เคารพนับถืออีกแห่งของชาวเมืองกำแพงเพชร เชื่อกันว่าผู้ที่ได้มากราบไหว้อธิษฐานจิตต่อศาลเจ้าแห่งนี้ หากปรารถนาสิ่งใดก็จะสมหวังดั่งใจ สำเร็จรุ่งเรืองถึงลูกหลาน ร่ำรวยเงินทอง สมบูรณ์สุขด้วยลาภยศและวาสนา สุขกายใจไร้โรคภัยเบียดเบียน

4.ศาลพระอิศวร  

ศาลพระอิศวร ตั้งอยู่ในตัวเมือง ด้านหลังศาลจังหวัด มีฐานก่อด้วยศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายกพื้นสูง 1.50 เมตร บนฐานชุกชีมีเทวรูปพระอิศวรสัมฤทธิ์ที่จำลองขึ้น เทวรูปองค์เดิม ตามประวัติเล่าว่า ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีชาวเยอรมันมาเที่ยวยังเมืองกำแพงเพชร และได้ลักลอบตัดพระเศียรและพระหัตถ์ของเทวรูป ส่งลงเรือมายังกรุงเทพฯ ความทราบถึงรัชกาลที่ 5 จึงโปรดให้ขอพระเศียรและพระหัตถ์คืน และโปรดให้สร้างรูปจำลองประทานให้เป็นการแลกเปลี่ยน พร้อมทั้งจำลองอีกองค์หนึ่งประดิษฐานไว้ที่ศาลพระอิศวร ส่วนพระองค์จริงได้นำมาซ่อมแซมให้ดีดังเดิม แล้วได้นำมาตั้งแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร เป็นสมบัติศิลป์ชิ้นพิเศษที่มีค่าของเมืองกำแพงเพชร

5.วัดพระบรมธาตุนครชุม

วัดแห่งนี้ ตั้งอยู่ใน อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร สร้างขึ้นมาพร้อมกับเมืองนครชุม เป็นวัดประจำเมือง สิ่งสำคัญที่สุดภายในวัดก็คือ พระบรมธาตุนครชุมมหาเจดีย์ทรงสูงใหญ่ สวยงามไปด้วยสถาปัตยกรรมที่มีสีทองอร่ามทั้งองค์ เหมือนดั่งเจดีย์ ชเวดากองในเมืองพม่า เป็นพระบรมธาตุเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จำนวน 9 องค์ เมื่อได้เข้าไปนมัสการ และบูชาแล้ว เหมือนได้พบกับพระพุทธเจ้าด้วยตัวเอง

6.วัดเสด็จ

วัดเสด็จ ตั้งอยู่ที่ ถนนเทศาและถนนราชดําเนิน  ภายในวัดเป็นที่ประดิษฐานมณฑปรอยพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง และเป็นรอยพระพุทธบาทที่มาตั้งแต่โบราณ เคยเป็นที่เก็บศิลาจารึก และตำนานพระเครื่อง อีกทั้งสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสีวัดระฆัง พร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เคยเสด็จมายังวัดนี้อีกด้วย

7.วัดเทพโมฬี 

วัดเทพโมฬี ตั้งอยู่ในตัวเมือง เป็นวัดเก่าแก่ และเป็นสถานที่ประดิษฐานหลวงพ่อโมฬี หรือที่ ชาวกำแพงเพชรเรียกกันว่า วัดหลวงพ่อโม้ เรียกจนติดปาก เนื่องจากมีเรื่องเล่าขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ของท่านอยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะบนบานศาลกล่าวสิ่งใดในเรื่องที่ดี ก็มักจะประสบความสำเร็จทุกรายไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบนขอให้ฝนไม่ตกในช่วงเวลาจัดงานต่างๆ ในจังหวัด ด้วยความศักดิ์สิทธิ์เสมือนหนึ่ง โม้ นี่เอง จึงเรียกกันติดปากเรื่อยมาว่า หลวงพ่อโม้ ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นพระพุทธรูปอันเป็นมิ่งขวัญหลักชัยของชาวกำแพงเพชรอยู่ตลอดมาไม่มีเสื่อมคลาย

8.วัดคูยาง 

วัดคูยาง เป็นอีกหนึ่งวัดสำคัญของกำแพงเพชร  ตั้งอยู่ในตัวเมือง จุดเด่นของที่นี่ คือ หอไตรซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ สร้างไว้กลางน้ำและมีใต้ถุนที่สูง เพื่อป้องกันปลวกแมลงสาบและหนูเข้าไปกัดทำลายพระไตรปิฎก หนังสือ และคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ซึ่งปัจจุบัน หอไตรแห่งนี้ ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์งดงามดังเดิม

9.บ่อน้ำพุร้อนพระร่วง (บึงสาป)

ตั้งอยู่ที่ บ้านลานหิน ตำบลลานดอกไม้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ เป็นน้ำพุร้อนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ผุดขึ้นมาจากใต้ดิน มีความร้อนประมาณ 40-65 องศาเซลเซียส มีสถานที่สำหรับให้บริการอาบน้ำแร่ มีอ่างอาบน้ำร้อน อ่างแช่และนวดฝ่าเท้า รวมถึงนวดแผนโบราณด้วย ผู้ที่เจ็บป่วยโรคเหน็บชา อัมพฤกษ์ ปวดข้อกระดูก และโรคผิวหนัง มีความเชื่อกันว่า น้ำร้อนในบ่อแห่งนี้สามารถช่วยรักษา หรือบรรเทาอาการได้ โดยการลงไปแช่ในบ่อที่จัดเตรียมเฉพาะ

10.ตลาดย้อนยุคนครชุม

ตั้งอยู่ที่ บริเวณถนนชุมชนเก่านครชุม ต.นครชุม อ.เมือง เป็นบ้านเรือนไม้โบราณ อายุกว่า 100 ปี ถูกทำให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง กลายเป็นที่ตั้งของ ตลาดย้อนยุคนครชุน ที่จำลองบรรยากาศเก่าๆ มีชาวบ้านแต่งชุดไทย นำผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และอาหารพื้นบ้านมาวางขาย อย่างขนมหม้อแกงกล้วยไข่ ของขึ้นชื่อ จ.กำแพงเพชร ที่หาทานยาก รวมไปถึงสินค้าหัตถกรรม ทั้งงานจักสานไม้ไผ่ หรือ งานผีมือใบตอง นอกจากนี้ ยังมีรำวงย้อนยุค ให้ได้ออกไปประชันลีลากันด้วย

อ่านสะระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

ชม หาด เขา ถ้ำ ประจวบคีรีขันธ์

ชม หาด เขา ถ้ำ ประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดที่เป็นประตูสู่ภาคใต้ เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวมากมาย หนาแน่นไปด้วยผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์

ชม หาด เขา ถ้ำ ประจวบคีรีขันธ์

สถานีรถไฟหัวหิน

สถานีรถไฟหัวหิน ตั้งอยู่ที่ ถ.ดำเนินเกษม-เลียบทางรถไฟ ต.หัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ที่นักท่องเที่ยวชอบแวะไปชมและถ่ายภาพ ก่อนจะเดินทางต่อไปในที่อื่นๆ ที่แห่งนี้ มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น คือ พลับพลามหามงกุฎฯ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นที่ประทับขึ้นลงรถไฟของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ คราวเสด็จประพาสหัวหินโดยรถไฟ

เขาช่องกระจก 

เขาช่องกระจก ตั้งอยู่ที่ ต.อ่าวน้อย อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้ที่มาจากช่องโหว่ ที่ดูคล้ายกับกรอบของกระจก บนยอดเขาประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง และพระบรมสารีริกธาตุ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเสด็จฯ ขึ้นไปบนยอดเขา เพื่อทรงประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และปลุกต้นศรีมหาโพธิ์ เพื่อเป็นที่สักการะของชาวเมืองประจวบฯ นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งอีกด้วย

อุทยานแห่งชาติกุยบุรี 

อุทยานแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านรวมไทย ต.หาดขาม อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่นี่มีความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าตะวันตก ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ว่า ช้างป่าควรอยู่ในป่า เพียงแต่ต้องทำให้ป่านั้นมีอาหารเพียงพอ ซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น ช้างป่า กระทิง วัวแดง และหมาใน มีการสร้างโป่งเทียมให้สัตว์ป่า สร้างฝายชะลอน้ำ หรือแปลงหญ้าเพื่อเป็นแหล่งน้ำ และแหล่งอาหารให้กับสัตว์ป่าด้วย

อุทยานแห่งชาติน้ำตกห้วยยาง

น้ำตกห้วยยาง หรือน้ำตกอ่างแก้ว ตั้งอยู่ที่ อุทยานแห่งชาติห้วยยาง ต.ห้วยยาง อ.ทับสะแก เป็นน้ำตกที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จฯ มายังน้ำตกแห่งนี้และทรงดนตรี เมื่อปี พ.ศ. 2512 เป็นสถานที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ มี ผาชมทะเล จุดชมวิวให้แก่นักท่องเที่ยว เพื่อได้สัมผัสความงามของทัศนียภาพ มียอดเขาหลวงเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด และยังเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำจากสันเขาที่กั้นระหว่างไทยกับเมียนมาร์ อีกด้วย

พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ

วัดทางสาย หรือเรียกกันอีกว่า วัดเขาธงชัย เป็นที่ตั้งของ พระมหาเจดีย์ภักดีประกาศ ตั้งอยู่ที่ ม.9 ต.ธงชัย อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นเจดีย์ที่มีความสวยงามอลังการมากๆ มีการไล่ระดับ 5 ชั้น เจดีย์สีทองอร่ามอีก 9 ยอด และยังสามารถชมทิวทัศน์ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยแบบสวยงามได้อีกด้วย วัดนี้สร้างขึ้นในพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 เป็นอีกความหมายว่าทำไมเจดีย์ถึงมี 9 ยอด ส่วน 5 ชั้น นั้นหมายถึง ขันธ์ 5 ตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนานั่นเอง

พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ ถ้ำพระยานคร

พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ ตั้งอยู่ในถ้ำพระยานคร อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด อ.สามร้อย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างในปี พ.ศ. 2433 เพื่อเป็นที่ประทับในคราวเสด็จประพาสต้น สถานที่แห่งนี้มีพระมหากษัตริย์เคยเสด็จมาถึง 3 พระองค์ โดยจะเห็นพระปรมาภิไธยย่อของพระองค์ท่าน ณ ถ้ำแห่งนี้ ในยามที่พระอาทิตย์สาดแสงส่อง จะเป็นภาพที่งดงามตระการตาอย่างมาก เป็นความมหัศจรรย์ที่หาชมได้ยากนัก

ป่าชายเลนสิรินาถราชินี

ศูนย์การเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี ตั้งอยู่ที่ ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นการฟื้นฟูป่าชายเลนจากนากุ้งร้างแห่งแรกในไทย บนพื้นที่กว่า 786 ไร่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระราชดำรัสเมื่อครั้งเสด็จฯ ปราณบุรีว่า ปลูกป่าแล้วต้องให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ด้วย นอกจากการเดินชมธรรมชาติที่นี่แล้ว ยังมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยว ได้ตามรอย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ด้วยการร่วมกันปล่อยปู เพื่อเป็นการอนุรักษ์สัตว์น้ำ

เกาะทะลุ

เกาะทะทุแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่ อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นพื้นที่วางไข่ของเต่ากระ เพื่อหวังให้ลูกเต่าได้เติบโตไปใช้ชีวิตในทะเลอันกว้างใหญ่ เพราะเป็นบริเวณที่เงียบสงบ ปลอดภัย มีหาดทรายที่ขาวสะอาด และอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ เกาะทะลุ จึงได้ทำการจัดตั้งศูนย์อนุบาลเต่ากระขึ้น เพื่อดูแลเต่าน้อยให้แข็งแรง ก่อนปล่อยกลับสู่ธรรมชาติ และในทุกวันที่ 12 สิงหา และ 5 ธันวา ของทุกๆปี จะมีกิจกรรมปล่อยเต่ากระ เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถด้วย

หาดฝั่งแดง

หาดฝั่งแดง หรือหาดผาแดง ตั้งอยู่ที่ ต.ทรายทอง อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นหาดที่มีคุณค่าทางธรณีวิทยาสูงมาก เป็นดินแดนศิลาแลงที่มีอายุกว่า 100,000 ปี และทางตอนใต้ลงไปของหาด มีอายุกว่า 240 ล้านปี ที่เกิดจากการสะสมของตะกอนจากร่องน้ำโบราณเป็นเวลานาน และยังมีส่วนผสมของแร่เหล็ก เมื่อถูกสัมผัสกับน้ำ จะทำให้สีเป็นเหมือนสนิม ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าศึกษาอย่างมาก ควรค่าแก่การเที่ยวชมที่สุด

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำหว้ากอ

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำหว้ากอ ตั้งอยู่ที่ ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จัดตั้งตามแผนหลักของโครงการ เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล ธรรมชาติวิทยา และสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และการศึกษาด้วยตนเอง มีพื้นที่ในการจัดแสดงทั้งหมดประมาณ 3,600 ตารางเมตร ภายในอาคารมีการจัดแสดงนิทรรศการ และพันธุ์สัตว์น้ำที่หลากหลายสมจริงตามระบบนิเวศของแหล่งน้ำต่าง ๆ ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย น้ำทะเล และมีสื่อบรรยายความรู้ไว้บริการผู้ชมสามารถศึกษาหาความรู้ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ได้ทั้งสาระความรู้และความเพลิดเพลินด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ https://pizzaandfooditalia.com