ดินแดนประวัติศาสตร์ ประเทศโปแลนด์

ดินแดนประวัติศาสตร์ ประเทศโปแลนด์ ประเทศที่เป็นสถานที่เกิดของสมเด็จพระสันตะปาปา นักบุญจอห์น ปอลที่ 2 และเป็นประเทศในตอนกลางของยุโรปเขตแดนด้านตะวันตกจรดเยอรมัน

สถานที่ท่องเที่ยว ดินแดนประวัติศาสตร์ ประเทศโปแลนด์

1. Cracow

เมืองคราคูฟ (Cracow) อดีตเมืองหลวงของโปแลนด์ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11-16 ก่อนจะเป็นมาเป็นกรุงวอร์ซอว์ มีชื่อเสียงในฐานะศูนย์กลางศิลปะและวัฒนธรรมยุโรป และยังได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี 1978 อกีด้วย สถานที่สำคัญของเมืองคราคูฟ ได้แก่ จัตุรัสตลาดกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปในศตวรรษที่ 13 โบสถ์เซนต์แมรีที่มีสถาปัตยกรรมโกธิคที่สวยงาม และมหาวิทยาลัยเยลลอน มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของยุโรปนอกจากนี้บริเวณริมแม่น้ำวิสตูลาเป็นที่ตั้งของปราสาทวาเวิล พระราชวังที่ราชวงศ์โปแลนด์ประทับอยู่ตลอด 500 ปี สร้างผสมผสานด้วยสถาปัตยกรรมอันหลาย ไม่วาจะเป็น โกธิค บารอค เรเนซองส์ ภายในปราสาทวาเวิล ประกอบด้วยห้องโถง 71 ห้อง สำหรับจัดแสดงวัตถุโบราณต่าง ๆ เช่น เครื่องแต่งกาย ชุดเกราะ ดาบเชอร์เปียส ดาบในพิธีพระบรมราชาภิเษกของกษัตริย์โปแลนด์ ราชสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ของราชวงศ์โปแลนด์ ในส่วนโบสถ์ที่มียอดโดมสีทอง มีชื่อว่าโบสถ์ซฺกิสมุนด์ สร้างด้วยแบบสถาปัตยกรรมสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาที่งดงามที่สุดในโปแลนด์ 

ดินแดนประวัติศาสตร์ ประเทศโปแลนด์

2. Church of St. Mary

โบสถ์เซนต์แมรี (Church of St. Mary) แบบกอธิค มีความสูงประมาณ 81 เมตร มีบันไดโบสถ์ กว่า 200 ขึ้น สามารถขึ้นไปชมวิวของเมืองได้ สิ่งสำคัญที่เป็นไฮของโบสถ์นี้คือแท่นบูชาที่สูงถึง 13 เมตร แกะสลักลวดลายตำนานเป็นภาพวาระสุดท้ายของ Virgin Mary ที่อยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิล โบสถ์เซนต์แมรีแห่งนี้เป็นหนึ่งใน 3 โบสถ์ที่สร้างด้วยอิฐที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

ดินแดนประวัติศาสตร์ ประเทศโปแลนด์

3. Malbork Castle

ปราสาทมัลบอร์ก(Malbork Castle)องค์กรยูเนบสโก้ เมื่อปี ค.ศ. 1997 ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1274 ปราสาทยุคกลางสไตล์โกธิค นับเป็นปราสาทที่สร้างขึ้นด้วยอิฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นในศตรรษที่ 13 โดยกลุ่มอัศวินแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักสิทธิ์เพื่อเป็นป้อมปราการในการทำสงคราม ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตัวปราสาทถูกทำลายเสียหาย ในเวลาต่อมาทางการโปแลนด์ได้ทำการบูรณะให้กลับมามีสภาพเดิม ปราสาทมัลบอร์กจึงเป็นอีกจุดมุ่งหมายนึงหากมาที่โปแลนด์แล้วไม่ควรพลาด

ดินแดนประวัติศาสตร์ ประเทศโปแลนด์

4. Łazienki Palace

พระราชวังลาเซียนกี้ (Łazienki Palace) พระตำหนักฤดูร้อนสไตล์ Neoclassical ที่ประทับของพระมหากษัตริย์และยังเป็นพระราชวังทางประวัติศาสตร์ พระราชวังแห่งนี้ถูกขนามนามว่า Palace on the water เนื่องจากตั้งอยู่บนเกาะในทะเลสาบStawy Łazienkowskie บริเวณโดยรอบพระราชวังมีสวนสวยขนาดใหญ่และมีอนุสาวรีย์มากมาย มีเนื้อที่ประมาณ 76 เฮกเตอร์ ปัจจุบันได้เปิดเป็นสวนสาธารณะให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มาเดินทางพักผ่อน (พระราชวังแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เมื่อครั้งเสด็จประพาสกรุงวอร์ซอว์ ปี ค.ศ. 1897) พระราชวังเปิดให้เข้าชมวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 10.00 น.-18.00 น.

ดินแดนประวัติศาสตร์ ประเทศโปแลนด์

5. Gdańsk

เมืองเก่ากดันสค์ (Gdańsk) เมืองติดทะเลแห่งเดียวของโปแลนด์ อยู่บริเวณตอนเหนือของโปแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งของทะเลบอลติกนั้นมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เมืองเก่าแห่งนี้มีอาคารบ้านเรือนที่ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 จำนวนมาก ส่วนใหญ่สร้างแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างยุคกลางและสมัยใหม่

ดินแดนประวัติศาสตร์ ประเทศโปแลนด์

6. Cracow

เมืองคราคูฟ (Cracow) อดีตเมืองหลวงของโปแลนด์ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11-16 ก่อนจะเป็นมาเป็นกรุงวอร์ซอว์ มีชื่อเสียงในฐานะศูนย์กลางศิลปะและวัฒนธรรมยุโรป และยังได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี 1978 อกีด้วย สถานที่สำคัญของเมืองคราคูฟ ได้แก่ จัตุรัสตลาดกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปในศตวรรษที่ 13 โบสถ์เซนต์แมรีที่มีสถาปัตยกรรมโกธิคที่สวยงาม และมหาวิทยาลัยเยลลอน มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของยุโรปนอกจากนี้บริเวณริมแม่น้ำวิสตูลาเป็นที่ตั้งของปราสาทวาเวิล พระราชวังที่ราชวงศ์โปแลนด์ประทับอยู่ตลอด 500 ปี สร้างผสมผสานด้วยสถาปัตยกรรมอันหลาย ไม่วาจะเป็น โกธิค บารอค เรเนซองส์ ภายในปราสาทวาเวิล ประกอบด้วยห้องโถง 71 ห้อง สำหรับจัดแสดงวัตถุโบราณต่างๆ เช่น เครื่องแต่งกาย ชุดเกราะ ดาบเชอร์เปียส ดาบในพิธีพระบรมราชาภิเษกของกษัตริย์โปแลนด์ ราชสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ของราชวงศ์โปแลนด์ ในส่วนโบสถ์ที่มียอดโดมสีทอง มีชื่อว่าโบสถ์ซฺกิสมุนด์ สร้างด้วยแบบสถาปัตยกรรมสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาที่งดงามที่สุดในโปแลนด์ 

7. Wieliczka Salt Mine

เหมืองเกลือเวียลิชกา (Wieliczka Salt Mine) เหมืองเกลือใต้ดิน ที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองคราคูฟ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในปี ค.ศ 1978 ภายในเหมืองเกลือมีเส้นทางที่สลับซับซ้อน เนื่องจากใช้ระยะเวลาในการสร้างถึง 700 ปี ประกอบด้วยชั้นใต้ดิน 9 ชั้น อุโมงค์ 180 แห่ง ห้องว่างที่ขุดเสร็จสมบูรณ์ 2,040 ห้อง มีความยาวรวมกว่า 287 กิโลเมตร ภายในห้องต่างเต็มไปด้วยประติมากรรมแกะสลักหินเกลือ รวมไปถึงสร้างโบสถ์เซนต์กิงกา ที่มีห้องโถงขนาดใหญ่ที่สุดจาก 20 โบสถ์ภายในเหมือง เริ่มสร้างประมาณปี ค.ศ. 1896 สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1963 ประดับตกแต่งด้วยแชนเดอเลียสวยงาม

8. Warsaw Old Town

ย่านเมืองเก่าของกรุงวอร์ซอว์ (Warsaw Old Town) เหล็กกล้า รถยนต์ เครื่องจักร เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา มีสถานบันการศึกษามากกว่า 66 แห่ง กรุงวอร์ซอว์เป็นเมืองเก่าในประวัติศาสตร์เมืองหนึ่งของยุโรป องค์กรยูเนสโก ได้ประกาศให้กรุงวอร์ซอว์เป็นเมืองมรดกโลก เนื่องจากกรุงวอร์ซอว์เป็นแหล่งสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นในราวปลายศตวรรษที่ 13 และจากช่วงวงครามโลกครั้งที่ 2 กรุงวอร์ซอว์โดนระเบิดทำให้สถาปัตยกรรมต่าง ๆ เกิดความเสียหายอย่างมาก แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งเมืองก็ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่ จนปัจจุบันกลายเป็นเมืองหนึ่งที่เจริญและทันสมัยอย่างแทบไม่น่าเชื่อ

9. Gdańsk

เมืองเก่ากดันสค์ (Gdańsk) อัญมณีแห่งทะเลบอลติก เมืองท่าและเมืองติดทะเลแห่งเดียวของโปแลนด์ อยู่บริเวณตอนเหนือของโปแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งของทะเลบอลติกนั้นมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เมืองเก่าแห่งนี้มีอาคารบ้านเรือนที่ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 จำนวนมาก ส่วนใหญ่สร้างแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างยุคกลางและสมัยใหม่

10. Auschwitz-Birkenau

พิพิธภัณฑ์ค่ายกักกันเอาซ์วิทช์ (Auschwitz-Birkenau)ค่ายกักกันที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาค่ายกักกันของนาซี ที่ใช้ทำการในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งอยู่ในเมืองออชเฟียนชิม สัญลักษณ์แห่งความโหดร้ายทารุณ สถานที่แห่งนี้ซึ่งครั้งแรกรัฐบาลโปแลนด์มีความตั้งใจจะสร้างเป็นที่คุมขังนักโทษการเมือง แต่ถูกเยอรมันเข้ายึดครองโปแลนด์ในปี 1939 จึงดัดแปลงสถานที่นี้ให้เป็นค่ายกักกันแบบนาซี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1940 นับแต่นั้นมาภายในมีการเก็บรักษาของใช้ต่างๆ ของเชลยศึกชาวยิว ภาพถ่ายต่างๆ ของค่ายกักกัน ห้องที่นาซ๊ใช้กำจัดเฉลยศึก ห้องสังหารหมู่โดยการใช้แก๊ส ว่ากันว่าสถานที่แห่งนี้มีคนตาย กว่า 1.5 ล้านคน เกือบทั้งหมดนี้เป็นชาวยิว หากท่านไหนสนใจอ่านบทความอื่นๆ

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

เนเธอร์แลนด์ ดินแดนแห่งสายน้ำ

เนเธอร์แลนด์ ดินแดนแห่งสายน้ำ กังหันลม และดอกทิวลิบ หรือในอดีตมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ฮอลแลนด์ ที่นี่ยังเป็นอีกหนึ่งในประเทศที่น่าเที่ยวที่สุดในโลก

10 ที่เที่ยว เนเธอร์แลนด์ ดินแดนแห่งสายน้ำ

1. Efteling

Efteling สวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเนเธอร์แลนด์ สวนสนุกแห่งนี้ เป็นทั้งสวนสาธารณะและสวนสนุก เคยได้รับรางวัล Applause award ว่าเป็นสวนสนุกที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 1952 สวนสนุก Efteling มีพื้นที่ครอบคลุมถึง 650,000 ตารางเมตร และยังเป็นสวนสนุกที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วย Efteling Nature Park Foundation ได้ก่อตั้งขึ้นโดยนายกเทศมนตรีแห่งเมือง Loon โดยสถาปนิกผู้ออกแบบและก่อสร้างคือ Anton Pieck ยอดสถาปนิกชาวดัตช์ ภายในสวนสนุกแห่งนี้นอกจากส่วนที่เป็นเครื่องเล่นและแหล่งสร้างความบันเทิงอย่างรถไฟเหาะ บ้านผีสิง หรือเรือผีของชาวดัตช์ ก็ยังมีส่วนที่เป็นสวนสาธารณะ และ ส่วนที่เป็นดินแดนแห่งเทพนิยายร่วมอยู่ด้วย โดยในส่วนของดินแดนแห่งเทพนิยายจะจำลองบรรยากาศและตัวละครให้เหมือนในเทพนิยายแต่ย่อส่วนลงมา เทพนิยายดังๆ ก็จะมี สาวน้อยกับไม้ขีดไฟ หรือ บ้านขนมหวาน โดยที่ตัวละครต่างๆเหล่านี้ สามารถแสดงอิริยาบถและเคลื่อนไหวได้ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆและนักท่องเที่ยวทุกเพศ ทุกวัย

เนเธอร์แลนด์ ดินแดนแห่งสายน้ำ

2. The Wadden Sea

ทะเลวาดเดน (The Wadden Sea) เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติของสองประเทศ ตั้งอยู่ชายแดนประเทศเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ เป็นพื้นที่ซึ่งรัฐบาลของทั้งเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ร่วมมือกันป้องกัน และอนุรักษ์ธรรมชาติพร้อมกับพัฒนาด้านการท่องเที่ยว เพื่อมิให้กระทบต่อระบบนิเวศน์ของบรรดาสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ ทะเลวาดเดนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำมีขนาดกว่า 10,000 ตารางกิโลเมตร อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งอาศัยและอนุบาลสัตว์น้ำที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของนกมากกว่า 10 ล้านตัว ไฮไลท์อีกอย่างก็คือโคลนของทะเลแห่งนี้อุดมไปด้วยแร่ธาตุ ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณและดีต่อสุขภาพจึงมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมมานอนพอกโคลนที่ทะเลแห่งนี้

เนเธอร์แลนด์ ดินแดนแห่งสายน้ำ

3. Keukenhof

สวนสาธารณะเคอเคนฮอฟ Keukenhof สวนทิวลิบที่ใหญ่และสวยที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่ชานเมืองลิซเซ่ (Lisse) ห่างจากกรุงอัมสเตอร์ดัมเพียง 29 กิโลเมตร สวนแห่งนี้เป็นแหล่งปลูกทิวลิบที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของประเทศเนเธอร์แลนด์ สวนเคอเคนฮอฟจะเปิดให้เข้าชมประมาณกลางเดือนมีนาคมไปจนถึงปลายเดือนพฤษภาคมของทุกปี โดยทิวลิบที่มีมากกว่า 7 ล้านต้น รวมทั้งไม้หัวอื่นๆ เช่น ลิลลี่ แดฟโฟดิล นาซิสซัส และไฮยาซินหลากหลายสี จะพร้อมใจกันออกดอกบานสะพรั่งจนเหมือนสวนแห่งนี้ถูกปูด้วยพรมดอกไม้แลดูงดงามเป็นอย่างยิ่ง สวนแห่งนี้มีความร่มรื่นและทัศนียภาพสวยงาม ประกอบไปด้วยต้นไม้อันเก่าแก่นานาพันธ์ มีงานประติมากรรมสวยๆประดับสวนอยู่ตลอดเส้นทางเดิน มีทะเลสาบน้อยใหญ่รอบบริเวณ ประดับด้วยน้ำพุอันงดงาม 

เนเธอร์แลนด์ ดินแดนแห่งสายน้ำ

4. Rijksmuseum

Rijksmuseum สุดยอดพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเนเธอร์แลนด์ ตั้งอยู่ระหว่าง Stadhouderskade กับ Museumplein ก่อสร้างขึ้นในปี 1800 และย้ายมายังที่ตั้งปัจจุบันในปี 1885 โดยสถาปนิกชาวดัทช์ Pierre Cuypers เป็นผู้ออกแบบและก่อสร้างอย่างวิจิตรงดงามตามแบบศิลปะแนวกอธิกและเรเนซองส์โดยทั้งภายนอกและภายในของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้หรูหราอลังการราวกับพระราชวังเลยทีเดียว สถาปัตยกรรมสุดหรูแห่งนี้เป็นที่เก็บรวบรวมงานศิลปะเก่าแก่สูงค่าของประเทศฮอลแลนด์รวมถึงภาพจำลองของศิลปินดังๆจากทั่วโลกอาทิเช่น ภาพวาดของ Rembrandt van Rijn ผลงานชิ้นเอกขนาดยักษ์ Night Watch ที่แสดงภาพกลุ่มทหารยามซึ่งดูสมจริงราวมีชีวิต ภาพ Milk Maid ของ Johannes Vermeer รวมถึงศิลปินอื่นๆ นอกจากนั้นสถานที่แห่งนี้ยังเก็บรวบรวมงานศิลปะและวัตถุโบราณในประวัติศาสตร์นับล้านชิ้นจากทุกมุมโลกซึ่งนำมาแสดงอยู่ในห้องต่างๆ กว่า 200 ห้อง

เนเธอร์แลนด์ ดินแดนแห่งสายน้ำ

5. Kinderdijk

Kinderdijk ทุ่งกังหันแห่งฮอลแลนด์ ตั้งอยู่ในตำบล Kinderdijk รัฐ zuid holland ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1997 กังหันในคินเดอร์ไดค์ถูกสร้างมาตั้งแต่ปี 1927 ทำหน้าที่ ผันน้ำจากคลองต่างๆ ในที่ราบแถบนั้นลงสู่แม่น้ำ Lek เพื่อแก้ปัญหาน้าท่วม คินเดอร์ไดค์ มีกังหันรวมกัน ทั้งหมดถึง 19 ตัว โดยทั้งสิบเก้าตัวนี้ มีระบบการก่อสร้างไม่เหมือนกัน กังหัน8 ตัว เป็นแบบก่อสร้างด้วยอิฐ ที่เหลือเป็นแบบก่ออิฐครึ่งนึงรวมกับมุงหญ้าคา และกังหันลมไม้ระแนง นอกจากบริเวณนี้ก็ยังมีกังหันตั้งอยู่รายรอบอีก 5 ตัวในเขต Streefkerk อีกสี่ตัวบนถนน Ammersche ทางด้านล่างของกังหันแต่ละตัวจะมีบ้านเล็กๆตั้งอยู่คิดว่าน่าจะเป็นบ้านเจ้าของเขานะครับ ด้านในของกังหันยักษ์เหล่านี้ ประกอบด้วยไม้ทั้งหมดและจะมีทางขึ้นไปด้านบนของกังหันซึ่งจะเป็นบันไดแคบๆชันๆ ประมาณ 3-4 ชั้น เท่าที่เห็นก็จะมีฟันเฟืองยักษ์และพวกสลักต่างๆ ถ้าชมแค่ด้านนอกกังหันฟรีแต่จะเข้าชมภายในกังหันต้องเสียค่าเข้าคนละ 3 ยูโร

เนเธอร์แลนด์ ดินแดนแห่งสายน้ำ

6. Dam Square

จัตุรัสดัมสแควร์ (Dam Square) จัตุรัสแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เรียกได้ว่าเป็นแลนด์มาร์คของอัมสเตอร์ดัมกันเลยทีเดียว เป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเนเธอร์แลนด์หลายแห่ง อาทิเช่นพระราชวังหลวง (Royal Palace) อนุสรณ์สถานสงคราม (War Mermorial) โบสถ์ใหม่(New Church) และอนุสาวรีย์แห่งเสรีภาพ รูปทรงกรวยสีขาว ซึ่งสร้างขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ผู้ที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2 และในอดีตเขื่อนแห่งแรกถูกก่อสร้างขึ้นในบริเวณจัตุรัสแห่งนี้เมื่อ ค.ศ 1200 ส่วนในปัจจุบันเป็นแหล่งพบปะและเป็นจุดนัดพบยอดนิยมของชาวเมืองอัมสเตอร์ดัม นอกจากนี้แล้วบริเวณจัตุรัสดัมสแควร์ยังใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีของสำนักพระราชวัง งานเฉลิมฉลองวันแห่งการรำลึก การแสดงเปิดหมวกบนท้องถนน รวมถึงกิจกรรมบันเทิงต่างๆมากมาย

เนเธอร์แลนด์ ดินแดนแห่งสายน้ำ

7. Madurodam

Madurodam เป็นชื่อของเมืองจำลอง หรือเมืองตุ๊กตาแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของกรุงเฮก ตั้งอยู่ทางที่จะไปชายหาดชเคฟเฟนนิงเกน เมืองตุ๊กตาแห่งนี้เปิดให้เข้าชมมาแล้วกว่า 50 ปี เป็นสถานที่รวบรวมสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียง บ้านเรือนผู้คน และวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวดัตช์ มาจำลองไว้โดยย่อส่วนจากของจริงลงมาในอัตราส่วน 1 ต่อ 25  เมืองมาดูโรดัมแห่งนี้มีนายกเทศมนตรีเป็นถึง สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ แห่งเนเธอร์แลนด์ 

8. ROYAL PALACE

พระราชวังหลวง  ROYAL PALACE สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1655 โดยสถาปนิก ยาคอบ ฟาน กัมเปน เป็นผู้ออกแบบ เป็นพระราชวังเก่าแก่ หนึ่งในสามของพระราชวังในเนเธอร์แลนด์ที่ควีนเบียทริกซ์ทรงงานราชการ ตลอดจนไว้รับแขกบ้านแขกเมือง หรือทำพิธีสำคัญๆ ของชาติ ทั้งภายในและภายนอกของพระราชวังแห่งนี้มีการประดับตกแต่งไว้อย่างวิจิตรงดงามเป็นอย่างยิ่ง บนหน้าจั่วของพระราชวังแห่งนี้ประดับด้วยปฎิมากรรมรูปเทพีแห่งทะเลอันงดงาม และสัตว์ในเทพนิยายกรีก ภายในพระราชวังเป็นห้องโถงกว้างเพดานโค้ง พื้นปูด้วยหินอ่อนเป็นรูปลูกโลกขลิบด้วยทอง เพดานมีการวาดอย่างสวยงามตระการตาเป็นรูปภาพจักรวาล

9. Kalver Straat

กาลเวอร์ สตราท (Kalver Straat) ถนนสายชอปปิ้งที่มีชื่อเสียงที่สุดของอัมสเตอร์ดัม ตลอดสองข้างทางของถนนเส้นนี้ประกอบไปด้วยร้านค้ามากมาย สินค้ามีให้เลือกซื้อหลากหลายทุกสิ่งอย่าง ตั้งแต่สินค้าแฟชั่นแบรนดัง เพชรพลอย ของกิน ของใช้ไปจนถึงของที่ระลึก และสินค้าพื้นเมืองอย่าง ชีส และรองเท้าไม้ ซึ่งผลิตจากไม้พลับเพลา ส่วนไฮไลท์ของถนนเส้นนี้ก็คือ ห้างสรรพสินค้า Peek&Cloppenburg ซึ่งชั้นบนของห้างแห่งนี้เป็นที่ตั้งของ  พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุสโซด์ (Madame Tussauds Scenerama) ภายใน พิพิธภัณฑ์จัดเป็นนิทรรศการหุ่นขี้ผึ้งบุคคลสำคัญต่างๆ มากมาย หุ่นทุกตัวปั้นได้อย่างสมจริงดูราวกับ มีชีวิต มีการแสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์ของชาวดัตช์ ผู้เข้ชมจะได้สัมผัสและถ่ายรูปกับบุคคลดังๆทั่วโลก

10. Red Light District

ย่านโคมแดง (Red Light District) แหล่งบันเทิง rate x สำหรับผู้ใหญ่ที่โด่งดังไปทั่วโลก ตั้งอยู่กลางเมืองอัมสเตอร์ดัม ในประเทศเนเธอร์แลนด์การให้บริการทางเพศถือว่าเป็นอาชีพอิสระที่ถูกกฎหมาย และย่านนี้ก็คือ แหล่งขายบริการทางเพศที่ใหญ่ที่สุดในอัมสเตอร์ดัม ยามค่าคืนย่านนี้จะมี นักท่องเที่ยวแน่นขนัด บ้างเดินชมตู้กระจกบ้างแวะเวียนกันตามร้าน sex shop ซึ่งขายสินค้าเกี่ยวกับทางเพศมากมายหลากหลาย ซึ่งสินค้าเหล่านี้ล้วนแปลกหูแปลกตาทั้งรูปลักษณ์และวิธีการใช้งาน

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

เที่ยวขั้วโลกเหนือ ประเทศฟินแลนด์

เที่ยวขั้วโลกเหนือ ประเทศฟินแลนด์ ประเทศที่มีพื้นที่ป่ามากที่สุดในโลก ฟินแลนด์ถือเป็นสวรรค์ของคนรักหิมะ เมื่ออากาศหนาวจัดจะมีหิมะปกคลุมอยู่เกือบทุกเมือง

สถานที่ เที่ยวขั้วโลกเหนือ ประเทศฟินแลนด์

1. Petäjävesi Old Church มรดกโลกของฟินแลนด์

Petäjävesi Old Church มรดกโลกของฟินแลนด์ ตั้งอยู่ที่เมือง Petäjävesi ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโกในปี 1994 เป็นโบสถ์เก่าแก่ที่สร้างด้วยไม้ มีเอกลัษณ์ที่โดดเด่นสวยงามตามแบบโบสถ์ในแถบสแกนดิเนเวียน ตัวโบสถ์ตั้งอยู่ริมลำธารเล็กๆ มีต้นไม้เรียงรายอยู่โดยรอบ ทำให้ถ่ายภาพโบสถ์ออกมาแล้วจะดูสวยด้วยฉากธรรมชาติ ตัวโบสถ์นั้นจะแบ่งเป็นสองส่วน คือส่วนที่เป็นหอระฆัง และส่วนที่เป็นตัวโบสถ์ลักษณะคล้ายกระท่อมขนาดใหญ่ เป็นโบสถ์ในลัทธิลูเธอร์รัน สร้างขึ้นในระหว่างปี 1763 -1765 โดยเป็นผลงานของ Jaakko ช่างไม้ที่ชื่อเสียงจากเมือง Laukaa ภายในโบสถ์ตกแต่งด้วยการใช้สีแดงวาดลวดลายตามรอยต่อของไม้ดูเรียบง่าย แต่มีเอกลักษณ์ในตัว ความโดดเด่นอีกอย่างคือส่วนที่เป็นฐานของธรรมาสน์ จะมีไม้แกะสลักอย่างงดงาม สีสันสดใส เป็นรูปหน้าของ St.Christopher ซึ่งเรียกกันว่า The paint of pulpit

เที่ยวขั้วโลกเหนือ ประเทศฟินแลนด์

2. มหาวิหารเฮลซิงกิ (Helsinki Cathedral)

มหาวิหารเฮลซิงกิ (Helsinki Cathedral) วิหารสไตล์นีโอคลาสสิก อีกหนึ่งแลนมาร์คของประเทศฟินแลนด์ นับเป็นโบสถ์ที่สำคัญที่สุดของเฮลซิงกิ เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1830-1852 ในอดีตเรียกว่าโบสถ์นิโคลัส เป็นมหาวิหารสีขาวหลังคาโดมสีเขียวที่มีความงดงามเป็นอย่างยิ่ง วิหารแห่งนี้ป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรปที่งดงามและคลาสสิค ที่ตั้งเด่นตระหง่านอยู่กลางเมืองเฮลซิงกิ

เที่ยวขั้วโลกเหนือ ประเทศฟินแลนด์

3. . วิหารอุสเพนสกี้

วิหารอุสเพนสกี้ วิหารสไตล์ออโธดอกส์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป สถาปัตยกรรมเก่าแก่ ที่งดงามแปลกตาด้วยสถาปัตยกรรมแบบรัสเซีย มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกจากการใช้เป็นสถานที่ถ่ายทําภาพยนตร์รางวัลออสการ์เรื่อง เรดส์ วิหารแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1864 ออกแบบและก่อสร้างโดย AlekseiGornostajev โดยใช้เวลาก่อสร้างถึง 6 ปีเศษ ด้านนอกวิหารมีสีสันแปลกตาซึ่งหาดูได้ยาก โดยตัววิหารเป็นสีน้ำตาลอิฐ โดมสีฟ้าอ่อน และยอดโดมเป็นสีทอง ภายในตกแต่งอย่างวิจิตรงดงามด้วยสีทอง และอัญมณี มหาวิหารอุสเปนสกี้นี้ถือเป็นเครื่องแสดงถึงความสัมพันธ์ของฟินแลนด์กับรัสเซีย โดยที่รัสเซียเคยปกครองฟินแลนด์อยู่ถึง 100 กว่าปี

เที่ยวขั้วโลกเหนือ ประเทศฟินแลนด์

4. SAMPO ICE BREAKER

SAMPO ICE BREAKER ทริปล่องเรือตัดน้ำแข็งซัมโป ที่เมืองเคมิ (KEMI) เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมริมอ่าวน้ำลึกบอธเนีย บริเวณทางตอนเหนือของทะเลบอลติค เมืองนี้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกด้วยทริปล่องเรือซัมโป กิจกรรมยอดนิยมของดินแดนขั้วโลกเหนือที่ไม่ควรพลาด สัมผัสประสบการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจของการล่องเรือตัดน้ำแข็งฝ่าหิมะ และความหนาวเย็นผ่านทุ่งทะเลน้ำแข็งอันกว้างใหญ่ โดยทางเรือจะมีชุดความร้อนพิเศษไว้แจกนักท่องเที่ยว (WARM IMPERMEABLE SURVIVAL SUITS) ซึ่งสามารถปกป้องร่างกายจากความหนาวเย็นระดับลบยี่สิบองศาเซลเซียสได้เป็นอย่างดี

เที่ยวขั้วโลกเหนือ ประเทศฟินแลนด์

5. SANTA CLAUS VILLAGE

หมู่บ้านซานตาคลอส (SANTA CLAUS VILLAGE) เมืองโรวาเนียอามิ ตั้งทางอยู่เหนือขึ้นไปจากเฮลซิงกิกว่าพันกิโลเมตร ที่เส้น Arctic Circle โรวาเนียอามิ เป็นเมืองหลวงของแลปแลนด์ แล้วก็เป็นบ้านเกิด และที่อยู่ของซานตาคลอสอย่างเป็นทางการ ฉะนั้น ที่เที่ยวยอดนิยมของที่นี่จึงหนีไม่พ้น Santa Claus Village ดินแดนซานตาคลอส แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อให้เด็กๆ ทั่วโลกมีโอกาสมาเยี่ยมบ้านของลุงซานต้า ที่หมู่บ้านนี้มีลานเล่นสนุกและกิจกรรมสนุกๆเกี่ยวกับหิมะมากมาย มีร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ฟาร์มน้องหมา ฮัสกี้ ฟาร์มกวางเรนเดียร์ มีบ้านและออฟฟิศของซานตาคลอสซึ่งภายในตกแต่งด้วยสีสันสดใส นอกจากนี้ยังมีที่ทำการไปรษณีย์ซานต้า ร้านขายของขวัญ งานหัตถกรรม และของที่ระลึกต่างๆมากมาย และที่ขาดไม่ได้คือลุงซานต้าตัวจริงเสียงจริงที่คอยต้อนรับและอวยพรให้นักท่องเที่ยว

เที่ยวขั้วโลกเหนือ ประเทศฟินแลนด์

6. Snow Castle

ปราสาทหิมะ (Snow Castle) เมืองเคมิ ปราสาทที่สร้างอย่างอลังการจากหิมะและน้ำแข็ง บนพื้นที่รวมกว่า 20,000 ตารางเมตร ปราสาทแห่งนี้มีขนาดเท่าเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งเลยทีเดียว โดยสร้างขึ้นจากการเจาะและแกะสลักน้ำแข็งอย่างปราณีตงดงาม ถือเป็นงานประติมากรรมน้ำแข็งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภายในเมืองน้ำแข็งแห่งนี้ ประกอบด้วยสถานที่ต่างๆซึ่งตกแต่งอย่างแปลกตามากมาย อาทิเช่น สโนว์เรสเตอรอง (Snow Restaurant) ภัตตาคารซึ่งเฟอร์นิเจอร์ต่างๆล้วนทำขึ้นจากน้ำแข็ง ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะหรือเก้าอี้ สโนว์โฮเทล (Snow Hotel) ห้องพักสำหรับนักท่องเที่ยวซึ่งมี เตียงที่ทำขึ้นจากน้ำแข็ง และตามผนังก็มีการแกะสลักลายน้ำแข็งไว้อย่างสวยงาม รวมถึงสโนว์แชปเพล (Snow Chapel) หรือโบสถ์น้ำแข็ง ซึ่งมีไว้รองรับคู่บ่าวสาวที่ต้องการจัดงานแต่งงานแบบไม่เหมือนใคร

เที่ยวขั้วโลกเหนือ ประเทศฟินแลนด์

7. KOTA Village

KOTA Village กระท่อมที่พักสุดชิคกลางทุ่งหิมะ เมืองแลพแลนด์ โดยมีกิจกรรมยอดนิยมคือ การชม NorthernLights หรือ Aurora แสงเรืองงดงามหลากหลายสีที่ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าในเวลากลางคืน ปรากฏการณ์สุดมหัศจรรย์นี้เกิดขึ้นเฉพาะในเขตขั้วโลกเหนือ โดยจะเกิดในชั้นบรรยากาศที่มีความสูงจากพื้นโลก ประมาณ 100 ถึง 200 กิโลเมตร บางครั้งปรากฏ เป็นวงนิ่ง แล้วระเบิดออกมาเป็นสีต่าง ๆ บางทีก็เป็นแสงหลากสีวิ่งไปวิ่งมาอย่างสวยงาม นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมสนุกๆของชาวขั้วโลกเหนืออีกมากมายเช่น การนั่งรถเลื่อนที่ลากด้วยกวางเรนเดียร์ (Reindeer Sleigh)

8. Sentinels of the Arctic, Finland

ต้นไม้แช่แข็งแห่งอาร์คติค (Sentinels of the Arctic, Finland) ทุ่งน้ำแข็งที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก เป็นอีกทริปที่พลาดไม่ได้ ตั้งอยู่ในเขตเมืองแลพแลนด์ (Lapland) ซึ่งเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด หนาวที่สุด และตั้งอยู่ทางเหนือสุดของประเทศ ฤดูหนาวในเขตนี้อากาศจะเย็นจัดลงอย่างรวดเร็วมาก ด้วยอุณหภูมิที่ลดลงต่ำกว่า -15 ถึง -40 องศาเซลเซียส ทำให้ต้นไม้ทั่วทั้งป่าถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง ประกอบกับหิมะที่ตกลงมาอย่างหนัก ทำให้พื้นที่ทั้งหมดถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน ทำให้ต้นไม้แช่งแข็งเหล่านี้ดูโดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางพื้นหิมะ จนดูเหมือนเป็นทหารยามที่คอยตรวจตราในบริเวณอาร์คติก จนกลายเป็นที่มาของชื่อ Sentinels of the Arctic

9. Angry Birds Land เมือง Tampere

สวนสนุก Angry Birds Land เมือง Tampere สวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดในฟินแลนด์ ตั้งอยู่ใน Särkänniemi Adventure Park เป็นการร่วมลงทุนด้วยเงินหลายล้านยูโร ระหว่างซาร์กันเนียร์นี กับ บริษัท โรวิโอ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ผู้พัฒนาเกมบนมือถือรายใหญ่ของฟินแลนด์ เจ้าของเกมแองกรี้เบิร์ดส์ สวนสนุกแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆล้อมรอบไปด้วยน้ำทะเล ภายในประกอบไปด้วยสิ่งปลูกสร้างที่จำลองแบบจากตัวเกมบางส่วน พร้อมด้วยเครื่องเล่นมากมายที่ให้ผู้เล่นได้สนุกสนานและเพลิดเพลินกับเกมแองกรี้เบิร์ดส์ตัวเป็นๆ จับต้องได้ท่ามกลางบรรยากาศแสง สี เสียง น้ำ และควันเหมือนกับอยู่ในเกมมือถือจริงๆ กันเลยทีเดียว และทุกที่จะมีตัวละครจากแองกรี้เบิร์ดปรากฏให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ ตุ๊กตา รูปปั้นต่างๆ อีกทั้งยังมี ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึกทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับแองกรี้เบิร์ดส์ไว้คอยบริการอีกด้วย

10. Sibelius Monument

อนุสาวรีย์ซิเบลิอุส (Sibelius Monument) อนุสาวรีย์แห่งนี้ตั้งอยู่ใน Sibelius Park ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้แก่ Jean Sibelius นักประพันธ์เพลงคลาสสิกชื่อดังชาว ฟินแลนด์ซึ่งเป็นผู้แต่งเพลงฟินแลนเดีย เพลงปลุกใจชาวฟินแลนด์ให้ต่อต้านและเรียกร้องเอกราชจากรัสเซีย อนุสาวรีย์แห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์และความโดดเด่นไม่เหมือนใคร ออกแบบโดย EilaHiltunen เป็นการสร้างโดยนำเอาแท่งเหล็กจำนวน 600 แท่ง มาเชื่อมเป็นรูปร่างของออร์แกนยักษ์ที่มีความสูงกว่า 80เมตร หนักถึง 24 ตัน ตั้งโดดเด่นอยู่กลางแจ้งซึ่งสามารถดึงดูดสายตานักท่องเที่ยวให้เข้าไปชมและถ่ายภาพกันอย่างมากมาย ใกล้ๆ กันนั้นยังมีรูปหน้าเหมือนนักประพันธ์เพลงที่ทำจากเหล็ก ฝีมือปราณีตที่งดงามไม่แพ้กัน

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

สถานที่เที่ยวยอดฮิต ประเทศสเปน

สถานที่เที่ยวยอดฮิต ประเทศสเปน ประเทศเก่าแก่และมีความสำคัญในอันดับต้นๆ ของทวีปยุโรปประเทศหนึ่ง และเป็นดินแดนต้นกำเนิดของมาธาดอร์ (Matador)

10 สถานที่เที่ยวยอดฮิต ประเทศสเปน

1. บาร์เซโลนา (Barcelona)

บาร์เซโลนา เป็นเมืองใหญ่อันดับสอง ของประเทศสเปน และมีผู้คนอาศัยอยู่เกือบ 2 ล้านคน ซึ่งตั้งอยู่ทางชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสเปน บาร์เซโลนา ถือว่าเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ต่าง ๆ มากมาย นับตั้งแต่ 2,000 ปีที่แล้ว ที่ยังเป็นเมืองของยุคโรมัน ซึ่งมีชื่อเดิมว่า บาร์ซิโน นอกจากความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม อาหาร และ ความมีชื่อเสียงด้านกีฬาแล้ว เมือง บาร์เซโลน่า ยังมีชื่อเสียงด้านสถาปัตยกรรมอันหลากหลาย ในส่วนต่างๆของเมืองอีกด้วย

สถานที่เที่ยวยอดฮิต ประเทศสเปน

2. มาดริด (Madrid)

กรุงมาดริด เป็นเมืองหลวง และเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศสเปน ซึ่งเป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของยุโรป รองจากกรุงลอนดอน และกรุงปารีส อีกด้วยกรุงมาดริด ตั้งอยู่ในแถบแม่น้ำ Manzanares ใจกลางของประเทศสเปน และมาดริด ยังเป็นเมืองหลวงทางด้านการเมืองการปกครองของประเทศสเปนอีกด้วย

สถานที่เที่ยวยอดฮิต ประเทศสเปน

3. อาลัมบรา Alhambra

อาลัมบรา Alhambra คือพระราชวัง และป้อมปราการ ตั้งอยู่ที่เมือง กรานาดาในแคว้นอันดาลูเซีย ทางภาคใต้ของประเทศสเปน โดยกษัตริย์มุสลิมชาวมัวร์ พระเจ้าโมฮัมเหม็ดที่ 1 อิบน์ นัสร์ แห่งราชวงศ์นาสริด ซึ่งเป็นราชวงศ์ของชาวมุสลิมราชวงศ์สุดท้ายในสเปน คำว่า “อาลัมบรา” มาจากคำในภาษาอาหรับว่า อัลคัมรอ แปลว่า (สิ่งที่มี) สีแดง เนื่องจากตัวป้อมปราการนั้นก่อสร้างด้วยหิน ดิน และอิฐสีแดง ส่วนอาคารอื่น ๆ ซึ่งสร้างด้วย การใช้ปูนขาวเป็นส่วนประกอบก็จะเห็นเป็นสีออกแดง ๆ เช่นกัน ตัวพระราชวังตั้งอยู่บนเนินเขาหินขนาดใหญ่ พระราชวังอัลฮัมบรา ยังจัดเป็นสถานที่ ที่มีเสน่ห์สามารถดึงดูด นักท่องเที่ยวได้จำนวนมากที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป

สถานที่เที่ยวยอดฮิต ประเทศสเปน

4. Parque Nacional del Teide

อุทยานแห่งชาติเตย์เด (Parque Nacional del Teide) ตั้งอยู่บนเกาะ เตเนรีเฟ (Tenerife) ซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่เกาะคะเนรี (Canary Islands) ของประเทศสเปน สำหรับการเดินทางมายังเกาะนั้น นักท่องเที่ยวสามารถมาได้ทั้งทางเรือ และทางเครื่องบิน อุทยานแห่งชาติเตย์เด เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีทัศนียภาพสวยงามน่าตื่นตาตื่นใจ เนื่องจากเป็นอุทยานแห่งชาติที่เก่าแก่ที่สุดในสเปน ภายในอุทยานนั้นมีภูเขาไฟเตย์เด ที่มีความสูงถึง 3,718 เมตร และมีความสูงเหนือพื้นมหาสมุทร 7500 เมตร และถือว่าเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในสเปนอีกด้วย

สถานที่เที่ยวยอดฮิต ประเทศสเปน

5. Ibiza

บีซา ( Ibiza) หรือ เอย์วีซา ( Eivissa) เป็นเกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของประเทศสเปนอยู่นอกชายฝั่ง 79 กิโลเมตรจากเมืองบาเลนเซีย เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของหมู่เกาะแบลีแอริก เขตการปกครองตนเองของสเปน เป็นเมืองเป็นที่รู้จักเรื่อง การจัดงานสังสรรค์ ในคลับในช่วงฤดูร้อน มีนักท่องเที่ยวมากมาย เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวคลับวัยรุ่น มีคลับที่มีชื่อเสียงอย่างกาเฟเดลมาร์ ที่มีจุดเด่นเรื่องแนวเพลงชิลเอาต์ และยังมีอีบีซาร็อกส์ที่เป็นการแสดงสด

สถานที่เที่ยวยอดฮิต ประเทศสเปน

6. Vizcaya Suspension Bridge

สะพาน Vizcaya Suspension Bridge เป็นสะพานที่ใช้ในการขนส่ง ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่ประเทศสเปนในแคว้น เซโกเวีย Segovia เป็นเมืองหลวง ที่อยู่ห่างจาก Madrid ประมาณ 1 ชม. และยังสามารถใช้งานมาจนได้ถึงปัจจุบัน โดยเมื่อเทียบสถิติแล้วเกือน 6 ล้านคนต่อปี ที่จะต้องมีการข้ามสะพาน Vizcaya Suspension Bridge แห่งนี้ และด้วยสถาปัตยกรรม และความเก่าแก่ของสะพานแขวนนี้ จึงได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกของโลกจาก Unesco อีกด้วย

7. Tower of Hercules ประภาคาร เฮอร์คิวลิส

Tower of Hercules ประภาคาร เฮอร์คิวลิส เป็นประภาคารในแบบโรมัน ที่ยังเปิดให้เข้าชมที่มีความเก่าแก่ที่สุดในโลก ประภาคารแห่งนี้ ตั้งอยู่ระหว่างแนนหน้าผาของ Orzan และ เหว Artabro และหอคอยสังเกตการณ์โรมันโบราณ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณแหลมทางตอนเหนือของเมืองอาโกรุญญา หลักฐานทางประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่า ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 เป็นหนึ่งในอนุสรณ์ประจำชาติ และยังเป็นหนึ่งในมรดกโลก (UNESCO World Heritage)

8. กอร์โดบา (Cordoba)

กอร์โดบา (Cordoba) เป็นเมืองหลักของจังหวัดกอร์โดบา ก่อตั้งขึ้นในสมัยโรมันโบราณในชื่อ กอร์ดูบา (Corduba) โดย เกลาดีอุส มาร์เซลลุส (Claudius Marcellus) เป็นเมืองมรดกโลก ที่ครั้งหนึ่งในอดีตมีความรุ่งเรือง ถึงขั้นเป็นเมืองแห่งการปกครองของโลกตะวันตก เป็นอีกเมืองหนึ่งของสเปน ที่มีศิลปะของชาวมัวร์โบราณ และสุเหร่าที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่ง

9. วาเลนเซีย (Valencia)

วาเลนเซีย (Valencia) หากเอ่ยถึงเมืองแห่งศิลปะ และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ของประเทศสเปน แน่นอนว่าเราต้องไม่พลาดนึกถึง “เมืองบาเลนเซีย” หรือ “เมืองวาเลนเซีย” (Valencia) เมืองบาเลนเซีย ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำตูเรีย (Turia River) เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของประเทศสเปน และยังเป็นที่ตั้งของสโมสรฟุตบอลที่มีชื่อเสียงคือ สโมสรฟุตบอลบาเลนเซีย (Valencia Club de Futbol) รู้จักกันในชื่อ บาเลนเซีย หรือ ไอ้ค้างคาว เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพ ของประเทศสเปนที่มีชื่อเสียง

10. เซบียา (Seville)

เซบียา (Seville) หนึ่งในจังหวัดสำคัญ แห่งแคว้นอันตาลูเซีย ที่เรียกได้ว่าจุดเด่นของสเปนทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเหล้าเชอรี่ วัวกระทิง หรือระบำฟลามิงโก รวมอยู่ด้วยกันที่นี่  สิ่งที่หลงเหลือจากที่เหล่าผู้ปกครองแต่ละยุคสมัยทิ้งไว้คือ การผสมผสานทางวัฒนธรรมที่เห็นได้ ทั้งจากโบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวิทยาสาขาต่าง ๆ

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

สถานที่ท่องเที่ยว โปรตุเกส

สถานที่ท่องเที่ยว โปรตุเกส ประเทศที่มีคนเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุดในยุโรป มีภูเขาเขียวขจี มีชายหาดอันงดงาม และยังมีเกาะอะโซร์สและมาเดราที่เป็นรู้จักกันอีกด้วย

10 สถานที่ท่องเที่ยว โปรตุเกส

1. ลิสบอน (Lisbon)

กรุงลิสบอน ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวแม่น้ำเทกัส (Tagus River) ใกล้มหาสมุทรแอตแลนติก เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่น่าไปสัมผัส เนื่องด้วยอากาศที่อบอุ่น ตรอกซอกซอยที่น่าค้นหา ร้านค้าที่มีเสน่ห์ มหาวิหารบนสถาปัตยกรรมแบบโกธิค สะพานที่น่าทึ่ง และอาคารบ้านเรือนหลากสีสันภายใต้เสียงเพลงแนวฟาดูแบบดั้งเดิม ย่านเก่าแก่ที่สุดของเมืองหลวงนี้ คือ ย่านอัลฟามา (Alfama) ที่เต็มไปด้วยเส้นทางแคบๆ วกวนที่ปูด้วยเรียงด้วยหินก้อนโต อาคารบ้านเรือนบนสถาปัตยกรรมอันเรียบง่าย และปราสาทเซนต์จอร์จ (St. George’s Castle) วิธีดีที่สุดการท่องเที่ยวในกรุงลิสบอน คือ ให้นั่งรถรางสายต่างๆ อย่างสาย Tram 28 ที่จะพาคุณลัดเลาะไปยังย่านที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ สวน และสถานที่ท่องเที่ยวหลักในเมืองหลวงได้อย่างง่ายดาย

สถานที่ท่องเที่ยว โปรตุเกส

2. ซิงตรา (Sintra)

เมืองซิงตรา ที่ตั้งอยู่เชิงเขาซิงตราบนชายหาดลิสบอนนี้ รายล้อมไปด้วยภูเขาเขียวขจี โดยมีบ้านพักตากอากาศ ปราสาท และพระราชวัง อย่างพระราชวังแห่งชาติเปนา (Pena’s Palace) พระราชวังฤดูร้อนอันใหญ่โตของราชวงศ์โปรตุเกสที่ชวนให้นึกถึงปราสาทนอยชวานชไตน์ในประเทศเยอรมนี และซากโบราณของปราสาททัวร์ (Castle of the Moors) ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดของเมือง และพระราชวังมอนเซอร์ราเต้ (Monserrate Palace) ที่มีสวนพฤกษศาสตร์กึ่งเขตร้อนซึ่งปลูกพืชพรรณจากทั่วโลกอยู่คู่กัน

สถานที่ท่องเที่ยว โปรตุเกส

3. กูอิงบรา (Coimbra)

กูอิงบรา เมืองที่มีเสน่ห์ ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวแม่น้ำมอนเดโกทางตอนกลางของประเทศนี้ เป็นบ้านของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ สวนสวยงาม แนวเพลงฟาดูแนวที่สองของประเทศ และวัฒนธรรมอันมีชีวิตชีวา โดยรอบมหาวิทยาลัยกูอิงบรา (University of Coimbra) หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป สถานที่เที่ยวน่าสนใจ ได้แก่ มหาวิหารเก่า (Old Cathedral) พระอารามแห่งซานต้าคลาร่าอาเวลอ่า (Monastery of Santa Clara-a-Velha) ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถอีซาเบลที่ 1 แห่งคาสตีล และที่ขาดไม่ได้ คือ หอสมุดโจนนิน่า (Joanina Library) หนึ่งในหอสมุดที่สวยที่สุดในโลกซึ่งอยู่ในมหาวิทยาลัยกูอิงบรา

สถานที่ท่องเที่ยว โปรตุเกส

4. แอวูรา (Evora)

แอวูรา เป็นเมืองเอกของภูมิภาคอเลนเทโฮ (Alentejo) ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ปี และเต็มไปด้วยสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมาย อย่างเขตเมืองเก่า (Old Town) ที่คงอนุรักษ์สิ่งก่อสร้างที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์กว่า 4,000 แห่ง รวมถึงกำแพงและอารามตั้งแต่สมัยโรมัน เมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของมหาวิหารเอโวรา (Cathedral of Evora) ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 และเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างสถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่สำคัญที่สุดประเทศ และหากออกไปชานเมืองจะได้พบกับกลุ่มก้อนหินขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปอีกด้วย

สถานที่ท่องเที่ยว โปรตุเกส

5. อาวีโร (Aveiro)

อาวีโร เป็นเมืองอันแสนวุ่นวายทางตอนกลางของประเทศที่ได้รับสมญานามว่า เวนิสของโปรตุเกส เนื่องจากความสวยงามของคลองที่ตัดผ่านในตัวเมือง โดยมีสะพานเชื่อมแต่ละฝั่งเข้าด้วยกัน และมีเรือกอนโดลาและเรือเร็วหลากสีสันล่องไปตามลำคลองเหล่านั้น นอกจากนั้น ด้วยมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ชายหาดขนาดใหญ่ และอาหารเลิศรส อาวีโรจึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไปโดยปริยาย สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่ มหาวิหารอาวีโร โบสถ์เซากงซาลิง และพระอารามของพระเยซูคริสต์

สถานที่ท่องเที่ยว โปรตุเกส

6. ซาเกรส (Sagres)

ซาเกรส (Sagres) สี่สิบกิโลเมตรจากปอร์ติเมาก็จะถึงซาเกรส จุดที่จัดว่าอยู่สุดขอบทางตะวันตกเฉียงใต้ ของทวีปยุโรป มีรถเมล์หลายสายวิ่งรับส่งระหว่างวัน ที่สามารถพาคุณไปไหนมาไหนได้ แต่ถ้าคิดจะไปแหลมเซนต์วินเซนต์ (Cape St. Vincent) และชายหาดหลายๆ หาด ใช้บริการแท็กซี่ดูจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด ซาเกรสเป็นที่ที่ให้คุณมาโต้คลื่น และรู้สึกว่าตัวเองนั้นแค่กระจิดริด การที่ได้มองออกไปยังขอบโลก หรือเอาจริงๆ ก็คือมองออกไปจากขอบของยุโรป เป็นหนึ่งในประสบการณ์ ที่ไม่เคยมีมาก่อน และเป็นประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงเลยจริงๆ

7. ปราสาทกิวมาเรส (Guimarães Castle)

ปราสาทกิวมาเรส (Guimarães Castle) ปราสาทแห่งนี้ มีประวัติศาสตร์อันยาวนานมาถึง 10 ศตวรรษ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นการก่อสร้าง ที่ทำขึ้นเพื่อป้องกันการรุกรานของศัตรู ที่นี่จึงมีความแข็งแรง และน่าทึ่ง จนได้รับการยกย่องให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งหนึ่งในโลก นอกจากนั้น ยังมีประวัติเกี่ยวข้องกับการทำพิธีรับศีลล้างบาปของกษัตริย์องค์แรกแห่งโปรตุเกสด้วย จึงนับเป็นปราสาทอีกแห่งที่ทางการอนุรักษ์ไว้อย่างดี

8. มาเดรา (Madeira)

มาเดรา (Madeira) ชาวโรมันรู้จักเกาะมาเดราในนามหมู่เกาะสีม่วง (Purple Islands) ถูกค้นพบโดยนักเดินเรือชาวโปรตุเกสในต้นปี ค.ศ. 1418 หรือ ปลายปี 1420 หมู่เกาะนี้ถูกพิจารณาว่า เป็นการค้นพบแรกของยุคการสำรวจโดยเฮนรี นักเดินทางชาวโปรตุเกส สิ่งเป็นเป็นที่ขึ้นชื่อคือ รีสอร์ต ไวน์ที่เป็นที่โด่งดัง สภาพภูมิอากาศ ทัศนียภาพที่สวยงาม ดอกไม้ งานเย็นปักถักร้อย การฉลองปีใหม่ด้วยโชว์พลุไฟ และล่าสุดกับงานพุไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลกติดกินเนสบุ๊คอีกด้วย

9. แม่น้ำโดรู (Douro)

แม่น้ำโดรู (Douro) ความสวยงามของที่นี่ มีความโดดเด่นตรงลำน้ำที่อยู่ท่ามกลางผาชัน ทำให้แม่น้ำโดรูมีความคดเคี้ยวน่ามอง โดยเฉพาะเมื่อมองภาพมุมกว้าง อีกทั้งแม่น้ำสายนี้ยังเป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างประเทศโปรตุเกส และประเทศสเปนอีกด้วย และเมื่อชมแม่น้ำโดรู สิ่งที่แถมมาและโดดเด่นสะดุดตาก็คือ ร็อคกี้ แคนยอน หุบเขาผาชันชื่อดังแห่งแม่น้ำโดรู อีกทั้งยังมีประวัติความเป็นมา ว่าเป็นแม่น้ำที่เคยใช้เดินเรือในสมัยก่อนอีกด้วย

10. พระราชวังแห่งชาติเปนา (Pena)

พระราชวังแห่งชาติเปนา (Pena) ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังในประเทศใด ล้วนแต่มีเอกลักษณ์ที่แสดงให้ถึงศิลปะประจำชาติ สถาปัตยกรรมที่งามวิจิตร ที่นี่ก็เช่นเดียวกัน สำหรับที่นี่ สถาปัตยกรรมออกแนวจิตนิยมใน 700 ปีก่อน โดยที่ตั้งอยู่บนภูเขาซินตรา ที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้สีเขียวที่สวยงามมากมาย และแน่นอนจากในปราสาท สามารถมองเห็นวิวจากที่สูงที่สุดลูกหูลูกตาแสนอัศจรรย์ได้อีกด้วย

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

เที่ยวเยอรมัน ปราสาทแห่งเทพนิยาย

เที่ยวเยอรมัน ปราสาทแห่งเทพนิยาย ประเทศที่มีชื่อเสียง และประวัติศาสตร์มานับตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และยังเป็นประเทศที่สวยอันดับต้นๆ ของทวีปยุโรป

สถานที่ เที่ยวเยอรมัน ปราสาทแห่งเทพนิยาย

1. Residenz Munchen

พระราชวังเรสซิเดนซ์ มิวนิค (Residenz Munchen) ราชวังใหญ่ใจกลางเมือง ที่มีชื่อเสียง และมีขนาดใหญ่มากที่สุด ของประเทศเยอรมนี เคยเป็นที่ประทับและทรงงานของกษัตริย์แห่งแคว้นบาเยิร์นมากว่า 500 ปี มีการตกแต่งต่อเติมมาหลายยุคหลายสมัย เพื่อให้เหมาะสมกับรสนิยมของผู้ปกครองและกษัตริย์แต่ละพระองค์ ใช้เป็นที่เก็บสะสมงานทางศิลปะ และเป็นคลังเก็บสมบัติอีกด้วย โดยได้เปิดให้เข้าชมแก่บุคคลทั่วไปชนิดเต็มอิ่มไม่มีกั๊ก เมื่อปี ค.ศ. 1920 พระราชวังแห่งนี้สวยงามยิ่งใหญ่อลังการมากๆ มีห้องทั้งหมดกว่า 130 ห้อง แต่ละห้องแสดงถึงความมั่งคั่งและความสวยงามหรูหราแตกต่างกันไป มีภาพวาดอันสวยงามที่แฝงวิถีชีวิตของชาวบาวาเรียไว้มากมาย และยังมีสมบัติต่างๆ ทั้งเฟอร์นิเจอร์ เครื่องเคลือบ เครื่องเงิน และภาพเขียนทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติความเป็นมาของพระเยซู และห้องไฮไลท์ที่ควรเยี่ยมชมก็คือ  Antiquarium Hall of Antiquities ห้องโถงสไตล์เรอเนสซองส์ที่มีความสวยงามมาก ต้องชมจริงๆ

เที่ยวเยอรมัน ปราสาทแห่งเทพนิยาย

2. Nymphenburg Palace

พระราชวังนิมเฟนบูร์ก (Nymphenburg Palace) ตั้งอยู่ชานเมืองมิวนิค สไตล์บารอค ใช้เป็นพระราชวังฤดูร้อน ของสมาชิกราชวงศ์วิทเทลส์บาค ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชม ข้างในมีการแสดงภาพวาด งานศิลป์ และเฟอร์นิเจอร์ให้ชมมากมาย และยังมีสวนสวยๆ ที่เต็มไปด้วยฝูงหงส์และเป็ดอยู่ด้านหน้าอีกด้วย

เที่ยวเยอรมัน ปราสาทแห่งเทพนิยาย

3. Heidelberg

ไฮเดลเบิร์ก (Heidelberg) เยอรมนี ที่นี่เป็นเมืองเก่าแก่อายุกว่าพันปี ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่โรแมนติกที่สุดในเยอรมนี ซึ่งจริงหรือเปล่านั้นคงต้องมาพิสูจน์กันเอง เพราะสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ส่วนตัวหากถามว่าชอบเมืองนี้ไหม ก็คงต้องบอกว่าที่สุด เพราะจุดเด่นของไฮเดลเบิร์ก คือเสน่ห์ของฉากหลังที่เป็นเมืองเก่า ทั้งปราสาทเก่าแก่ที่มีอายุหลายร้อยปี มหาวิทยาลัยก็ดูเก่าแก่น่าศึกษา แหล่งช้อปปิ้งที่ผสมผสานความเก่าและความทันสมัยอย่างลงตัว แต่น่าแปลกที่เมืองนี้กลับเต็มไปด้วยบรรยากาศที่มีชีวิตชีวามากๆ ไม่อึมทึมขรึมเศร้าแต่อย่างใดเลย มีความชิลและคึกคักสุดๆ

เที่ยวเยอรมัน ปราสาทแห่งเทพนิยาย

4. Bamberger Dom St. Peter and St.Georg

มหาวิหารบัมแบร์กเซนต์ปีเตอร์และเซนต์จอร์จ (Bamberger Dom St. Peter and St.Georg) หนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อมากที่สุดของเมือง ซึ่งก่อตั้งโดยจักรพรรดิเฮนรีที่สอง โดยสถาปัตยกรรมแบบโรมานเนสก์ตอนปลาย และศิลปะแบบโกธิค โดยภายในประกอบไปด้วยหอทั้งสองด้านของตัวตึกจำนวน 4 หอ นอกจากนั้นข้างๆ ตัววิหาร ยังเป็นที่ตั้งของโบสถ์พิพิธภัณฑ์จัดแสดงของมีค่าทางศาสนา ซึ่งใครที่อยากเข้าไปชมก็สามารถเข้าไปชมได้ฟรี ใช้เวลาเพียง 30 นาทีก็ชมครบแล้ว เพราะตัวพิพิธภัณฑ์ขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ข้างในไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป ส่วนตัวมหาวิหารนี่ถ่ายรูปได้ตามสบายเลย แต่จะเปิดให้เข้าชมถึงแค่หกโมงเย็นเท่านั้น ดังนั้นต้องรีบๆ ไปก่อนไปเที่ยวที่อื่นจะดีที่สุด

เที่ยวเยอรมัน ปราสาทแห่งเทพนิยาย

5. Berlin Wall

กำแพงเบอร์ลิน (Berlin Wall) จุดท่องเที่ยวแห่งแรกที่เราได้ไปชมในเขตกรุงเบอร์ลินนั้น ได้แก่ อนุสรณ์กำแพงเบอร์ลิน สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองในพื้นที่ของโบสถ์เก่าแก่อย่าง Mitte ซึ่งจะปิดทำการในทุกๆ วันจันทร์ ซึ่งที่นี่ ไม่เพียงแต่จะเป็นเขตอนุรักษ์พื้นที่กำแพงบางส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงหอสังเกตการณ์ ที่เราสามารถขึ้นไปชมวิวของเมืองได้ รวมไปถึงการเดินชมโบสถ์ใหม่ ที่สร้างขึ้นแทนโบสถ์เก่าอย่าง Chapel of Reconciliation ส่วนถ้าใครอยากเดินชมรอบๆ กำแพงเมือง และอยากทราบประวัติของกำแพงในแบบที่ลึกซึ้ง ก็สามารถซื้อทัวร์เสียงภาษาอังกฤษได้ ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้ๆ ได้ในราคาที่ไม่แพง

6. Brandenburg

ประตูบรันเดนบูร์ก (Brandenburg) อีกหนึ่งสัญลักษณ์เมืองเบอร์ลิน เป็นสัญลักษณ์ของการรวมชาติเยอรมัน มีการจัดงานและพิธีรำลึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ รวมทั้งการเฉลิมฉลองอยู่ตลอด ทั้งปีใหม่ หรือเทศกาลเชียร์ฟุตบอล ตั้งอยู่ระหว่างอาคาร Reichstag และ Holocaust Memorial ซึ่งลักษณะของประตูบรันเดนบูร์ก จะเป็นซุ้มประตูขนาดใหญ่ ที่สร้างในสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก โดยจำลองแบบมาจากวิหาร Acropolis ในเอเธนส์ เพื่อใช้เป็นทางเข้าสู่ Unter den Linden ซึ่งเป็นถนนที่ใหญ่ที่สุดในเบอร์ลิน จุดนี้นักท่องเที่ยวนิยมมาเดินเล่นและถ่ายรูปกันเยอะมาก เพราะไม่เพียงแค่ความสวยของประตูเท่านั้น ที่ดึงดูดใจ แต่เพราะว่าประตูบรันเดนบรูกส์นั้นตั้งอยู่ใกล้ๆ กับ Friedrichstrasse ที่ได้ชื่อว่าเป็นถนนแห่งการช้อปปิ้งของเบอร์ลินนั่นเอง คือเที่ยวเสร็จก็ไปเดินช้อปปิ้ง และหาอาหารอร่อยๆ กินได้เลย

7. Neuschwanstein

ปราสาทนอยชวานชไตน์ (Neuschwanstein) ตั้งอยู่ในเทือกเขาแอลป์ แถบแคว้นบาวาเรีย มิวนิค ประเทศเยอรมนี สร้างในช่วง ค.ศ. 1845-86 เป็นปราสาทที่งดงามมากที่สุด อีกแห่งหนึ่งของโลก และเป็นต้นแบบปราสาทเจ้าหญิงนิทรา ที่สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ เนื่องจากการไปเที่ยวเยอรมัน และยุโรปตะวันออกช่วงปีใหม่ ทำให้มีหิมะฟรุ้งฟริ้ง เมืองทั้งเมืองปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนตลอดทั้งทริป ช่างโรแมนติคดีจริงๆ แอบมโนว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงเอลซ่า ในหนังเรื่อง Frozen ด้วย

8. Pergamon Museum

พิพิธภัณฑ์เพอร์กามอน (Pergamon Museum) เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งสุดท้ายในเกาะพิพิธภัณฑ์ หรือ Museum Island ซึ่งตั้งอยู่ที่จุดศูนย์กลางของกรุงเบอร์ลินบนแม่น้ำสปรี ซึ่งเป็นเกาะที่มีความสำคัญเต็มไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญระดับโลก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของยูเนสโกเมื่อปี 1999 พิพิธภัณฑ์เพอร์กามอนได้ชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศเยอรมนี โดยตั้งชื่อตาม แท่นบูชาเพอร์กามอน บูชาเทพเจ้าซุส สมบัติอันล้ำค่า อายุราว 180 ปีก่อนคริสตกาลที่พังทลายลง และถูกค้นพบโดยนักโบราณคดีชาวเยอรมัน จากเมืองเฮลเลนิกโบราณแถบเอเซียไมเนอร์ หรือตุรกีตะวันตกในปัจจุบัน นักโบราณคดีได้ขนชิ้นส่วนหน้า และชิ้นส่วนภาพสลักมาประกอบติดตั้งไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ โดยใช้เวลาสร้างนานถึง 20 ปี นอกจากนี้ข้างในยังมีการจัดแสดงทั้งสถาปัตยกรรมแบบกรีก-โรมัน ศิลปะแบบอิสลามจากตะวันออกกลาง อิหร่าน จอร์แดน เปอร์เซีย รวมไปถึงของโบราณจากซีเรีย เมโสโปเตเมีย อัสซีเรีย เป็นต้น เรียกว่ามาที่นี่เพียงที่เดียว ก็มีงานสถาปัตยกรรมหลายส่วนให้ชมแบบครบครันเลยทีเดียว

9. Zwinger Palace

ปราสาทซวิงเกอร์ (Zwinger Palace) หลังจากเที่ยวเขตเมืองเก่าแล้ว คิวต่อไปต้องที่นี่เลย ปราสาทซวิงเกอร์ ซึ่งเป็นพระราชวังฤดูร้อน ของเจ้าผู้ครองนครแห่งนี้ ในอดีตที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเอลเบอ โดยสร้างในสถาปัตยกรรมแบบบาโร้ก ที่มีอาคารหลักอยู่หนึ่งหลัง ที่ล้อมรอบไปด้วยซุ้มประตูจำนวนสามซุ้ม โดยที่แต่ละซุ้ม จะมีทางเดิมลอยฟ้าเชื่อมต่อถึงกัน มีสวนลอยที่มีน้ำพุ และต้นไม้ประดับประดาอย่างร่มรื่น นอกจากนั้น ยังมีการสร้างห้องโถงไว้ประจำสวนทั้งสองด้านอีกด้วย

10. Frankfurt Romer

จตุรัสโรเมอร์ (Frankfurt Romer) Romer เป็นชื่อของอาคาร 9 หลังของแฟรงก์เฟิร์ตซิตี้ฮอลล์ โดยอาคารตรงกลางนั้นจะเชื่อมกับอาคารรอบๆ ที่ทั้งภายนอกและภายในจะตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์โกธิคสมัยใหม่ ซึ่งอาคารเหล่านี้จะตั้งโดดเด่นเป็นสง่ากลางจัตุรัสที่รายล้อมไปด้วยอาคารเก่า รวมไปถึงร้านค้า และร้านอาหารมากมาย รวมทั้งด้านหน้ายังมีน้ำพุที่สวยงาม จึงไม่แปลกหากที่นี่จะกลายกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นที่สุดในเมืองแฟรงกค์เฟิร์ต และเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมาย โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดนี่บอกเลยว่าร้านอาหาร คาเฟ่ต่างๆ นี่แทบไม่มีที่นั่ง ที่สำคัญเห็นสวยๆ แบบนี้ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตรงนี้เป็นอีกหนึ่งจุดที่ถูกทำลายจนแทบไม่เหลือซาก แต่โชคยังดีที่มีการบูรณะซ่อมแซมใหม่ จนกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งแฟรงค์เฟิร์ตในปัจจุบัน

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

แหล่งท่องเที่ยวประเทศโครเอเชีย

แหล่งท่องเที่ยวประเทศโครเอเชีย ประเทศที่ได้รับสมญานามว่า ดินแดนพระจันทร์เสี้ยว มีมรดกโลกอยู่หลายแห่ง และมีบรรยากาศริมทะเลที่สวยสุดๆ

10 แหล่งท่องเที่ยวประเทศโครเอเชีย

1. Cathedral of St. James

มหาวิหารเซนต์เจมส์ (Cathedral of St. James) ตั้งอยู่ที่เมืองซีเบนิก (Sibenik) เป็นเมืองที่มีบรรยากาศริมทะเลตามแบบเมืองท่า มีคาเฟ่และร้านอาหารตั้งอยู่ริมทะเล ใครที่ชอบเดินชมวิวทะเล ตากแดดตากลมเย็นๆ เมืองนี้เหมาะมาก ซึ่งไฮไลท์ของเมืองนี้ก็คือมหาวิหารเซนต์เจมส์ หรือที่คนท้องถิ่นเรียกกันว่ามหาวิหารเซนต์จาค็อบนั่นเอง โดยมหาวิหารแห่งนี้ใช้เวลาสร้างกว่าร้อยปีจึงจะแล้วเสร็จ เพราะรายละเอียดต่างๆ ในการสร้างมหาวิหารแห่งนี้มีเยอะมาก จุดเด่นของมหาวิหารนี้คือการสร้างด้วยหินทั้งหมด ไม่มีซีเมนต์ และไม่ใช้ตัวยึดใดๆ แต่ใช้เทคนิคการประสานเข้าด้วยกันแบบตัวต่อเลโก้ ซึ่งมหาวิหารแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะที่เปลี่ยนผ่านจากยุคกอธิคไปสู่ยุคเรอเนซองค์ที่ผสมผสานเข้ากันอย่างงดงาม จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ของโครเอเชียที่ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกโดย UNESCO ด้านนอกวิหารก็มีเมืองเก่า และตลาดให้เดินชมอีกด้วย โดยการเดินชมเมืองถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่พลาดไม่ได้ เพราะของที่ระลึกที่นักท่องเที่ยวส่วนมากได้ไป คือรูปถ่ายบรรยากาศเมืองเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยมนตร์เสน่ห์ของเมืองซีเบนิก (Sibenik) นี้เอง

แหล่งท่องเที่ยวประเทศโครเอเชีย

2. PlitviceLakes National Park

อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ (PlitviceLakes National Park) เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในโครเอเชีย มีน้ำตก ป่าไม้ และทะเลสาบ โดยทะเลสาบซึ่งเป็นไฮไลท์ของที่นี่มีถึง 16 แห่งด้วยกัน สีของน้ำในทะเลสาบของอุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามฤดูกาล พื้นที่ และช่วงเวลาในแต่ละวัน มีตั้งแต่เขียวมรกตไปจนถึงสีฟ้า อีกหนึ่งจุดสำคัญที่พลาดไม่ได้คือการเดินไปชมความงามของบิ๊กวอเตอร์ฟอลส์ (Big Waterfalls) น้ำตกใหญ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความงดงามของที่นี่ หากนักท่องเที่ยวเบื่อการเดินชมความงามของทะเลสาบแล้ว ที่นี่เค้ามีบริการล่องเรือชมทะเลสาบโกมยาค (Kozjak) ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในอุทยานอีกด้วย หากได้ไปเที่ยวที่นี่ละก็ จะไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสถานที่แห่งนี้ถึงได้ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก

แหล่งท่องเที่ยวประเทศโครเอเชีย

3. St. Stephen’s Cathedral

มหาวิหารเซนต์สตีเฟน (St. Stephen’s Cathedral) แห่งเมืองฮวาร์ ก่อสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1094 เป็นมหาวิหารคู่เมืองด้วยสถาปัตยกรรมที่สง่างาม เปิดให้เข้าชมภายในด้วย บริเวณโดยรอบคงความโบราณแท้ๆ แบบโครเอเชียเอาไว้ ดังนั้น คนรักสถาปัตยกรรมโบราณ และชื่นชอบเสน่ห์ที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ควรมาที่นี่

แหล่งท่องเที่ยวประเทศโครเอเชีย

4. Diocletian’s Palace in Split

พระราชวังไดโอคลีเชียน (Diocletian’s Palace in Split) ตั้งอยู่ในเมืองสปลิท สร้างขึ้นสมัยจักรพรรดิไดโอคลีเซียน ต้นศริสต์ศตวรรษที่ 4 สถานที่ท่องเที่ยวที่ถูกยกให้เป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก ในปี ค.ศ. 1979 ความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมโรมันแห่งนี้ แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของโครเอเชียได้เป็นอย่างดี ด้านหน้าโบสถ์โบราณ ตกแต่งด้วยสฟิงซ์ที่ยกมาจากอียิปต์ เดิมที่มี 12 ตัว แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 3 ตัวเท่านั้น ใครชอบเที่ยวแบบได้ซึมซับประวัติศาสตร์ ก็ไปชมกันได้เลย เปิดทุกวันยกเว้นวันสิ้นปี 31 ธันวาคม

แหล่งท่องเที่ยวประเทศโครเอเชีย

5. Plitvice National Park

Plitvice Lakes National Park ตั้งอยู่ทางภาคกลางของประเทศโครเอเชีย ซึ่งใกล้กับชายแดนประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 296 ตารางกิโลเมตร ความน่าสนใจของที่นี่ก็คือ น้ำตกและทะเลสาบสุดอลังการ ซึ่งน้ำในทะเลสาบจะมีสีเขียวมรกตใส รายล้อมไปด้วยต้นไม้นานาพรรณ มีน้ำตกขนาดใหญ่ให้ได้ชมหลายจุด และที่ห้ามพลาดก็คือ การเดินบนสะพานไม้ที่ทอดยาวผ่านน้ำตกกว้างใหญ่ พร้อมแนวหน้าผาสูงชัน สวยสะกดใจ ต้องไปสัมผัสกันสักครั้ง ซึ่งที่นี่ก็ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1979 ด้วยเช่นกัน

6. Zagreb

เมืองซาเกร็บ (Zagreb) เป็นเมืองหลวงที่น่าเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป ด้วยมีการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมเก่าและใหม่ให้เข้ากันได้อย่างลงตัว ภายในเมืองซาเกร็บนอกจากจะเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แล้ว ก็ยังจะมีพิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี โบสถ์เก่า สถานที่ประวัติศาสตร์ ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟเก๋ ๆ ตลาดท้องถิ่น ให้ได้ไปเดินเที่ยวชมเพียบ ที่เที่ยวที่ห้ามพลาดในเมืองซาเกร็บ ได้แก่ St. Mark’s Church, St. Stephen’s Cathedral, The Museum of Mimara, Maksimir Park, Zagreb Botanical Garden เป็นต้น

7. Diocletian’s Palace and Split Town

พระราชวังไดโอคลีเชียน (Diocletian’s Palace and Split Town) ตั้งอยู่ในเมืองริมทะเลอย่างเมืองสปลิท เป็นพระราชวังเก่าแก่ที่สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิไดโอคลีเชียน ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 4 อายุกว่าพันปี ซึ่งมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามในสไตล์โรมัน ครอบคลุมพื้นที่ราวๆ 30,000 ตารางเมตร มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีทาวเวอร์อยู่ทั้ง 4 มุม ประตูทางเข้า-ออกทั้ง 4 ฝั่ง ความสวยงามของที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก เมื่อปี ค.ศ. 1979 ทั้งนี้ในส่วนของเมืองสปลิท ก็เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีบรรยากาศสบายๆ เป็นเมืองตากอากาศริมทะเลสุดเงียบสงบ บ้านเรือนต่างๆ ก็ยังเป็นสไตล์ดั้งเดิม มีร้านค้า ร้านอาหารบรรยากาศดีให้เลือกนั่งพักผ่อนชิลๆไม่น้อย อีกทั้งยังมีร้านขายของที่ระลึกแบบดั้งเดิม ให้เดินดูของที่ระลึกกันแบบเพลินๆ บอกเลยว่าไม่ควรพลาด

8. Hvar Town

Hvar Town ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ ทางชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศโครเอเชีย ที่นี่เป็นอีกหนึ่งเมืองท่าที่สวยงาม ตัวเมืองเก่าไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็มีเสน่ห์ไม่น้อยเลยทีเดียว ด้วยบ้านเรือนน้อยใหญ่ในสไตล์ดั้งเดิมสีสันส้มสว่างซึ่งตั้งเรียงรายลดหลั่นกันไปตามแนวภูเขาริมฝั่งทะเล มีร้านค้า ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี ให้ได้เที่ยวชมมากมาย หรือใครอยากจะนั่งชมวิวทะเลกว้างใหญ่ริมท่าเรือ บรรยากาศก็โรแมนติกไม่เบาเหมือนกัน และยังมีชายหาดเล็กๆ ให้ได้ไปสนุกสนานกับท้องทะเลสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ใสด้วย

9. Trogir

Trogir ตั้งอยู่ริมทะเลเอเดรียติกทางชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศโครเอเชีย ไม่ไกลจากเมืองสปลิท เป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1997 ด้วยเช่นกัน ความโดดเด่นของเมืองนี้ ก็คือ บ้านเรือนเก่าแก่สไตล์กรีก-โรมัน ซึ่งสร้างด้วยอิฐ มีหลังคาเป็นสีส้มเป็นเอกลักษณ์ พร้อมทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์หลงเหลืออยู่หลายแห่ง สามารถเดินเล่นชมบ้านเรือนเก่าแก่ ไปพร้อม ๆ กับชมวิวท้องทะเลกว้างใหญ่ได้อีกด้วย

10. Dubrovnik Old Town

เมืองเก่าดูบรอฟนีก (Dubrovnik Old Town) เป็นแลนด์มาร์กที่สำคัญของประเทศโครเอเชีย ตั้งอยู่ริมชายฝั่งตะวันออกของทะเลเอเดรียติก ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ถือว่าเป็นเมืองท่าและเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในแถบเมดิเตอร์เรเนียนเลยทีเดียว เมืองเก่าดูบรอฟนีกโดดเด่นด้วยบ้านเรือนสไตล์โกธิค เรเนซองส์ และบาโรก ซึ่งตั้งอย่างสง่างามริมทะเลเอเดรียติก มีทั้งโบสถ์ ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี จุดชมวิว เป็นความงดงามที่ได้มาเป็นโลเคชั่นถ่ายทำภาพยนตร์โด่งดังหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นก็คือ Game of Thrones ความสวยงามของที่นี่ได้รับฉายาว่าเป็น ไข่มุกแห่งทะเลเอเดรียติก เลยล่ะ และยังได้รับการจดบันทึกให้เป็นเมืองมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1979

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ https://pizzaandfooditalia.com

ท่องเที่ยวต่างแดน ที่นิวซีแลนด์

ท่องเที่ยวต่างแดน ที่นิวซีแลนด์ เป็นประเทศที่อยู่ห่างจากประเทศอื่นๆ ทั้งหมดในโลก เป็นประเทศที่มีความสวยงามทางธรรมชาติ และสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม

10สถานที่ ท่องเที่ยวต่างแดน ที่นิวซีแลนด์

1. Milford Sound

Milford Sound ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติของขั้วโลกใต้ ซึ่งธรรมชาติลักษณะนี้มีเพียง 2 แห่งในโลก คือภูมิประเทศแบบทะเล ที่เคยเป็นธารน้ำแข็งในยุคโบราณ กัดเซาะหินทำให้น้ำท่วมแทนที่กลายเป็นอ่าวลึก จุดที่น่าสนใจใน Milford Sound มีหลายจุดเลยทีเดียว เช่น ชมโลมา ชมแมวน้ำ Bowen Falls, Stirling Falls ความสวยงามของ Milford Sound นั้น ได้รับการเอ่ยปากชื่นชมจาก โจเซฟ รัดยาร์ด คิปลิง นักเขียนชาวอังกฤษ ผู้เขียนนิทานเรื่องเมาคลีลูกหมาป่า ว่าที่นี่คือสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลกเลยทีเดียว

ท่องเที่ยวต่างแดน ที่นิวซีแลนด์

2. Bushy Beach Scenic Reserve

Bushy Beach Scenic Reserve เป็นจุดชมแพนกวินของ Oamaru ที่นี่จะทำเป็นทางเดินบนสันเขาเรียบขนานไปตามชายหาด เส้นทางเดินสบาย เดินประมาณ 5 นาทีก็จะถึงจุดชมวิว การจะชมแพนกวิน คงต้องพกดวงมาเยอะๆ อาจจะต้องมองเห็นในระยะไกล แต่ที่มองเห็นได้ในระยะใกล้ๆ นั่นคือ แมวน้ำขนนั่นเอง

3. Castle Hill

Castle Hill เป็นทุ่งก้อนหินขนาดมหึมา ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา ก้อนหินเหล่านี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ พื้นที่โดยรอบเป็นเนินเขาลูกเตี้ยๆ ที่ปกคลุมไปด้วยทุ่งหญ้า แต่บริเวณนี้กลับเป็นทุ่งก้อนหิน สวยงามแปลกตาเลยทีเดียว การเข้าชม Castle Hill ไม่เสียค่าเข้าชม จากลานจอดรถ เราต้องใช้พลังขาในการเดินเข้าไปชมด้านใน ระยะทางโดยประมาณ 300-400 เมตร หากต้องการเดินเข้าไปชมบรรยากาศในทุ่งหิน เมื่อเดินมาถึงทุ่งหินแล้วแนะนำว่าให้เดินขึ้นและลงทางเดิม คือทางซ้ายมือซึ่งจะลาดชันน้อยกว่าทางด้านขวามือ สภาพเส้นทางจะเป็นทางเดินเล็กๆ ที่เกิดจากการเหยียบย่ำซ้ำรอยเดิม การเดินขึ้นและลงทางขวาค่อนข้างสูงชัน น่ากลัวเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน เมื่อเดินเข้ามายังด้านในของทุ่งหินแล้ว จะพบกับกลุ่มหินขนาดน้อยใหญ่มากมาย ให้อารมณ์คล้ายๆ ทุ่งไหหิน เมืองลาว บวกกับสามพันโบกเมืองไทยอยู่เหมือนกัน

4. Otira Viaduct

Otira Viaduct จุดชมวิวถนนลอยฟ้าโอทิรา (Otira Viaduct) ถนนที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางขุนเขาอันสูงตระหง่าน หากมาถูกช่วงเวลา จะเห็นเป็นลำแสงพาดผ่านถนนลอยฟ้าแห่งนี้ สวยงามจริงๆ ที่จุดชมวิวถนนลอยฟ้าโอทิรา หากโชคดีจะมีโอกาสได้พบกับนก KEA นกตระกูลนกแก้ว ที่เรียกได้ว่าฉลาดเป็นกรด แถมยังคุ้นเคยกับผู้คนยิ่งนัก มันเดินมาใกล้คนในระยะประชิดตัว เรียกได้ว่าไม่กลัวคนเลยก็ว่าได้ นก KEA เป็นนกหายากที่ใกล้จะสูญพันธุ์จากนิวซีแลนด์แล้ว

5. Franz Josef Glaciers

Franz Josef Glaciers จัดว่าเป็นธารน้ำแข็งที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลย เกิดจากการทับถมกันของหิมะบนยอดเขาจนกลายเป็นก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ และไหลจากยอดเขาลงมายังพื้นด้านล่าง เกิดเป็นธารน้ำแข็งสีฟ้าสดใส การชม Franz Josef Glaciers สามารถทำได้ 2 วิธีคือ การเดิน และการนั่งเฮลิคอปเตอร์ สำหรับผู้ที่จะใช้บริการเฮลิคอปเตอร์ สามารถติดต่อได้ในเมือง Franz Josef เลย แต่อาจจะต้องจองล่วงหน้ามาก่อน ค่าบริการ $245/ 20 นาที ซึ่งมีหลายบริษัทเปิดให้บริการ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ อาจทำให้ Glaciers ละลายไปเยอะแล้ว เลยไม่ได้เห็น Glaciers ตอนสวยๆ

ท่องเที่ยวต่างแดน ที่นิวซีแลนด์

6. Arrowtown

Arrowtown เป็นเมืองแห่งการขุดทองในยุคโบราณ มีชาวจีนผมเปียมาเป็นช่างทำทอง ปัจจุบันการขุดทองใน Arrowtown ยังพอมีให้เห็นอยู่บ้าง ไม่ขึ้นชื่อเหมือนในสมัยก่อน แต่ในทางกลับกัน เมืองนี้กลับกลายเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ ที่สามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างแวะเวียนกันมาเที่ยวที่เมืองนี้ ว่ากันว่า แอร์โรว์ทาวน์ เป็นสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของนิวซีแลนด์

ท่องเที่ยวต่างแดน ที่นิวซีแลนด์

7. Christchurch Cathedral

Christchurch Cathedral มหาวิหารไครสต์เชิร์ช โบสถ์สไตล์โกธิก ขนาดใหญ่ อายุเก่าแก่กว่าร้อยปี ยังมีการทำมิสซาเป็นประจำทุกวัน และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ และถ้าใครจะอยากชมวิวสวยๆ ของเมือง ก็สามารถขึ้นไปบนยอดหอระฆัง จะเห็นวิวกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาเลยทีเดียว

ท่องเที่ยวต่างแดน ที่นิวซีแลนด์

8. Lake Tekapo

Lake Tekapo ทะเลสาบเทคาโป เต็มอิ่มกับวิวทะเลสาบทอดยาว ทอประกายสีเขียวอมฟ้า แบบเทอควอยซ์ เมืองเล็กๆ ริมทะเลสาบ พร้อมกับแวะชม อนุสาวรีย์สุนัขต้อนแกะ (Mackenzie Sheep Dog Statue) ที่สุดของสุนัขแสนรู้ สร้างด้วยทองสำริด มีวิวทะเลสาบเป็นฉากหลัง นอกจากชมวิวบนพื้นดินแล้ว ยังสามารถขึ้นไปชมวิวมุมสูงบนฮอลิคอปเตอร์ได้อีกด้วย และที่พลาดไม่ได้ก็คือ เที่ยวชม โบสถ์ เชิร์ช ออฟ เดอะกู้ดเชฟเฟิร์ด (Church of the Good Shepherd) โบสถ์เล็กๆ ริมทะเลสาบ ที่ยังใช้ในงานพิธีอยู่ในปัจจุบัน

9. Hobbiton Farm

Hobbiton Farm บ้านฮอบบิตัน อยู่ในเกาะเหนือแห่งประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ไตรภาคสุดยิ่งใหญ่อย่าง เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ (The Lord of the Ring) ดินแดนมิดเดิลเอิร์ธในเทือกเขาสวย เป็นหมู่บ้านเล็กๆ น่ารัก คนชอบถ่ายรูปต้องปลื้มที่นี่แน่นอน นอกจากจะได้มาถ่ายภาพบันทึกความทรงจำแล้ว ยังจะได้ชมความน่ารักของฝูงแกะ แวะช้อปสินค้างานแฮนด์เมด และชิมเครื่องดื่มสูตรพิเศษ Southfarthing บอกเลยว่าน่าไปมากๆ

ท่องเที่ยวต่างแดน ที่นิวซีแลนด์

10. Waitomo Glowworm Caves

Waitomo Glowworm Caves ถ้ำไวโตโมโกลว์วอร์ม  ภายในแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ Ruakuri Cave, Aranui Cave และ Gardner’s Gut จะได้พบกับหินงอก หินย้อย ธรรมชาติที่สวยงาม รวมถึง หนอนเรืองแสง ซึ่งเป็นหนอนชนิดหนึ่งที่อยู่ตามผนังในถ้ำแห่งนี้ ลักษณะเป็นหนอนตัวยาวเมือกใสๆ สะท้อนแสง ที่ยืดตัวออกมาจากท่อบนผนังถ้ำลงมากินอาหาร เป็นภาพที่สวยงามราวกับหลุดไปอยู่ในโลกภาพยนตร์อวตารเลยล่ะค่ะ โดยการเข้าไปชมหนอนเรืองแสงในถ้ำ เราจะต้องนั่งเรือเข้าไป โดยจะมีรอบเรือทุก 30 นาที ตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00 น. แต่ละรอบจะใช้เวลาเข้าชมประมาณ 45 นาที เป็นอีกที่เที่ยวที่พลาดไม่ได้จริงๆ 

ท่องเที่ยวต่างแดน ที่นิวซีแลนด์

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ https://pizzaandfooditalia.com

สถานที่น่าเที่ยว ประเทศอินเดีย

สถานที่น่าเที่ยว ประเทศอินเดีย ประเทศที่มีที่มีมนต์สเน่ห์อันสวยงาม มีเอกลักษณ์ชัดเจนในเอเชีย และยังมีความโดดเด่นในหลายๆด้าน

10 สถานที่น่าเที่ยว ประเทศอินเดีย

1. ป้อมอัครา (Agra fort)

ป้อมอัครา (Agra fort) หรือที่รู้จักอีกชื่อนึงว่าป้อมแดง ตั้งอยู่ที่เมืองอัครา อดีตเมืองหลวงของอินเดีย ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา ในรัฐอุตตรประเทศ ห่างจากทัชมาฮาลเป็นระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตร เป็นป้อมปราการหินทรายแดงขนาดใหญ่ ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก อดีตป้อมนี้เป็นเพียงป้อมปราการที่ทำขึ้นจากอิฐ สร้างโดยราชบุตรแห่งวงศ์ศิกวะ ก่อนจะมีทัชมาฮาลซะอีก และมีการสร้างเรื่อยมาใช้เวลากว่า 95 ปี เรียกว่าผ่านมาถึงสามยุคของกษัตริย์ในราชวงศ์โมกุลกันเลยทีเดียว เมื่อมาถึงจะเจอกับประตูทางเข้าอามาร์ สิงห์ สูงประมาณ 21 เมตร ยาวถึง 2.4 กิโลเมตร ด้านนอกว่าว้าวแล้ว เข้ามาข้างในก็ยังว้าวได้อีกกับชั้นที่สองอย่างฮาติ โพล หรือ เอเลเฟ่น เกท กำแพงสูงที่ในอดีต อาคารส่วนใหญ่ของป้อมสร้างในสถาปัตยกรรมแบบเบงกอล และคุชราต ส่วนสิ่งก่อสร้างเด่นๆ ของป้อมอัครามีเพียบ ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังชะฮันครี พระราชวังเดียวที่แยกตัวออกจากกำแพงป้อม สร้างโดยกษัตริย์อัคบาร์ หรือจะเป็นท้องพระโรงสำหรับออกว่าราชการทั่วไปอย่างดิวัน อิ อัม ท้องพระโรงส่วนพระองค์อย่างดิวัน-อิ-กัส มัสยิด หมู่พระราชมณเฑียรทองที่ตกแต่งอย่างสวยงามของเจ้าหญิงชะฮันนารา เบกุม ซาฮิบ และเจ้าหญิงรชนารา เบกุม พระราชธิดาของจักรพรรดิชาห์ชะฮัน ส่วนด้านนอกก็มีสวนองุ่น อันกุรี บักห์ สถานที่ประทับสำหรับฟังดนตรีอย่างโนบัต กานา อีกด้วย

2. ประตูเมืองลำดับที่ 9 (Patrika Gate)

ประตูเมืองลำดับที่ 9 (Patrika Gate) ประตูเมืองแห่งชัยปุระนั้น ก็เป็นจุดที่เราไม่อยากให้คุณพลาด ด้วยซุ้มประตูที่สวยไม่ธรรมดา ทั้งเออะไปกับลวดลายอันแสนจะสดใสของ 9 โดม แม้ว่าที่นี่จะไม่มีบริเวณกว้างๆ ให้ เดินเล่นเหมือนสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ เลยก็ตาม

3. จันทาร์ มานทาร์ (Jantar Mantar)

จันทาร์ มานทาร์ (Jantar Mantar) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในเชิงดาราศาสตร์ของเมืองชัยปุระ หอดูดาวที่สร้างโดยมหาราชาไสวจัย ซิงห์ที่ 2 เนื่องจากพระองค์มีพระปรีชาสามารถในเรื่องของดาราศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง บริเวณของจันทาร์ มานทาร์ มีสิ่งปลูกสร้างสำคัญอย่างหอนาฬิกาแดด ที่บอกเวลาได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ยังได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกจากองค์กรยูเนสโกอีกด้วย

4. ทัชมาฮาล (Taj Mahal)

ทัชมาฮาล (Taj Mahal) สถาปัตยกรรมแห่งความรัก ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อีกทั้งเป็นสัญลักษณ์ของอินเดียที่ไม่ไปไม่ได้จริงๆ ตัวอาคารตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำยมุนาแห่งเมืองอัครา และใช้เวลาก่อสร้างและตกแต่งภายในยาวนานถึง 22 ปี ทัชมาฮาลสร้างด้วยหินอ่อนสีขาวนวลตา และศิลาแลงตามแบบสถาปัตยกรรมแนวโมกุลของอินเดีย และอาหรับเปอร์เซียนมุสลิม มีลักษณะสมมาตรและถูกสัดส่วนใน ทุกๆ ด้านที่ได้รับการยอมรับจากวงการสถาปนิก อีกทั้งวิจิตรงดงามไปด้วยการประดับประดาจากเพชรพลอย ท่ามกลางเนื้อที่ราวๆ 42 เอเคอร์ สถานที่นี้ควรจะไปในวันธรรมดาตั้งแต่เช้าตรู่ ถ้าไม่อยากมีฉากหลังเป็นนักท่องเที่ยวอีกทั้งชาวอินเดียแทนที่จะเป็นทัชมาฮาล 

5. ฮาเวลีพัทวันกี (Patwon Ki Haveli, Jaisalmer)

ฮาเวลีพัทวันกี (Patwon Ki Haveli, Jaisalmer) ฮาเวลีที่หรูหราที่สุดของเมืองจัยชัลแมร์ ฮาเวลีคือคฤหาสน์เสนาบดี ซึ่งคนที่จะเป็นเจ้าของได้ก็แน่นอนว่าจะต้องมีเงินทองมากพอ อีกอย่างคือฮาเวลีของเมืองนี้ มีจุดเด่นที่สร้างจากหินทรายทอง รวมถึงชั้นล่างก็จะต้องยกสูงเหนือพื้นดิน เนื่องจากป้องกันฝุ่นของทะเลทรายนั่นเอง และคฤหาสน์เสนาบดีที่ยิ่งใหญ่กว่าบรรดาฮาเวลีด้วยกันก็คือ ฮาเวลีพัทวันกี โดยผู้ที่เป็นเจ้าของนั้นคือนักธุรกิจที่ร่ำรวยในยุคนั้น ที่ว่าอลังก็คืฮาเวลีพัทวันกีแห่งนี้มีจาโรกัสถึง 66 ระเบียงเลยทีเดียว

6. พระราชวังแห่งสายลม (Hawa Mahal)

พระราชวังแห่งสายลม (Hawa Mahal) เป็นแลนด์มาร์คใหม่เมื่อไม่นานมานี้ ที่เหล่าคนชอบเซลฟี่เป็นชีวิตจิตใจจะต้องเลิฟสุดๆ สำหรับ พระราชวังแห่งสายลม หรือ ฮาวามาฮาล ที่แต่เดิมสร้างเอาไว้เพื่อเป็นฮาเร็มของมหาราชา ตัวอาคารสร้างด้วยหินทรายสีชาด ตามสถาปัตยกรรมในแบบเปอร์เซียร์ และโมกุลโบราณ อีกทั้งถอดแบบมาจากรูปทรงมงกุฏของพระนารายณ์ โดยจุดเด่นที่เรียกแขกสุดๆ คงจะหนีไม่พ้นช่องหน้าต่างฉลุลายคล้ายรวงผึ้งสุดละเมียด ที่มีจำนวนมากถึง 152 ช่องบ่งบอกถึงความละเอียดลออของช่างฝีมือโบราณที่ควรค่าแก่การไปชมด้วยตาจริงๆ

7. พระราชวังซิตี้พาเลซ (City Palace of Jaipur)

พระราชวังซิตี้พาเลซ (City Palace of Jaipur) ด้วยโลเคชั่นของ พระราชวังหลวง นั้นอยู่ไม่ไกลกับฮาวามาฮาลเท่าไหร่ แถมภายในยังสวยงาม และน่าถ่ายรูปในหลายๆจุด ไม่ว่าจะเป็นเคหสถานที่ออกแบบมาในสไตล์ราชบุตรฮินดูและโมกุลอิสลาม ทั้งคอร์ทยาร์ด รวมไปถึงนิทรรศการที่เป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภันฑ์ Maharaja Sawai Man Singh II เอาแค่ ซุ้มประตูกับกำแพงวังที่ต้องมีเป็นสิบๆ ชอตแล้ว ด้านในที่สวยงามไปด้วยจิตรกรรมฝาผนังยิ่งไม่ต้องคิดเลยว่าจะถ่ายรูปเพลินสักแค่ไหน   

8. ป้อมอาเมร์ (Amber Fort)

ป้อมอาเมร์ (Amber Fort) แม้จะห่างจากเมืองชัยปุระราวๆ 10 กิโลเมตร แต่ก็คุ้มค่าที่จะไป เพราะเอาแค่วิวด้านหน้าของตัวป้อมที่ตั้งอยู่บนผาสูงเหนือทะเลสาบเมาตา (Maota) ก็งดงามจนประเมินค่าไม่ได้แล้ว ส่วนใครที่อยากเห็นงานสถาปัตยกรรมด้านใน จะบอกว่าที่นี่สวยในแบบแบบผสมผสาน ระหว่างศิลปะฮินดูและราชปุต อีกทั้งถูกจัดสรรแบ่งออกเป็น 4 ชั้น ตั้งแต่พระที่นั่งอย่างท้องพระโรง พระตำหนัก ไปจนถึงสวนที่มีลักษณะเป็นรูปดาวแฉก ที่ตั้งคั่นกลางระหว่างอาคารให้เหล่าท่านๆ ได้เดินชมความงดงาม ที่นอกเหนือไปจากจะได้ทึ่งไปกับดีเทลแต่ละจุดของป้อมปราการแต่เพียงอย่างเดียว

9. แชนด์ เบารี (Chand Baori)

แชนด์ เบารี (Chand Baori) บ่อน้ำที่สร้างเพื่อการกักเก็บน้ำหลังเกิดการขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้อย่างหนัก แต่เหตุผลที่ทำให้อยากเยือนยิ่งกว่านั้นคือด้วยสิ่งก่อสร้างที่ถ่ายรูปยังไงก็ชิคคูล แถมที่นี่ยังเคยเป็นหนึ่งในโลเคชั่นสำคัญในภาพยนตร์ The Dark Knight Rises ซึ่งฉากเป็นที่คริสโตเฟอร์ โนแลน หรือมิสเตอร์แบทแมนในเรื่องถูกกักขังนั่นเอง ซึ่งถ้าใครเป็นแฟนหนังและอยากมาสัมผัสสถานที่จริงก็เชิญเลย รับรองว่าฟิน

10. พระราชวังกลางน้ำจาล มาฮาล (Jal Mahal)

พระราชวังกลางน้ำจาล มาฮาล (Jal Mahal) หรือที่เรียกกันอย่างติดปากอีกชื่อหนึ่งว่า พระราชวังฤดูร้อน ตั้งโดดเด่นอยู่กลางผืนน้ำอันกว้างใหญ่ของมันสกาอีกทั้งมีทัศนียภาพของเทือกเขานหาร์การห์ฉาบอยู่ด้านหลัง แม้แต่เดิมตัวอาคารจะมี ขนาด 5 ชั้น แต่ด้วยความที่ชั้นล่างของพระราชวังถูกน้ำท่วมทำให้เหลือเพียงแต่โซนด้านบนที่โผล่ขึ้นมา เหนือน้ำให้นักท่องเที่ยวเช่นเราไ้ด้มาชื่นชมและถ่ายรูป

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ https://pizzaandfooditalia.com

เที่ยวชมธรรมชาติ อินโดนีเซีย

เที่ยวชมธรรมชาติ อินโดนีเซีย ประเทศที่อัดแน่นด้วยวัฒนธรรม และศิลปะที่มีเอกลักษณ์ และยังเป็นประเทศที่มีสีเขียวของธรรมชาติมากที่สุดในโลก

สถานที่ เที่ยวชมธรรมชาติ อินโดนีเซีย

เกาะสุลาเวสี (Sulawesi)

เกาะสุลาเวสี (Sulawesi) เกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่างเกาะบอร์เนียว และเกาะมาลูกู เดิมเคยเป็นที่ตั้งของราชอาณาจักรโกวา และบูกิส จนกระทั่งชาวดัตช์เข้ามามีบทบาทอยู่ช่วงหนึ่ง ที่ Fort Totterdam ในมากัสซาร์ และได้สร้างป้อมปราการที่ถือเป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมดัตช์ ที่มีความสมบูรณ์ที่สุดในอินโดนีเซีย ปัจจุบัน ป้อมโบราณแห่งนี้ได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม นอกจากนี้ ชาวเมืองสุลาเวสียังขึ้นชื่อในเรื่องความสามารถทางด้านศิลปะและหัตถกรรม ไม่ว่าจะเป็น เครื่องปั้นดินเผา การทอผ้า และการเต้นรำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทอผ้าที่มีความประณีตมาก ทั้งหมดนี้คือเสน่ห์ที่ทำให้ใครๆ ต่างก็อยากไปสัมผัสเกาะสุลาเวสี และมีอีกเรื่องที่น่าสนใจของที่นี่ ที่คนไทยควรทราบนั่นคือก็ข้อสันนิษฐานว่าชื่อเมือง มากัสซาร์นั้นเป็นที่มาของคำว่า มักกะสัน เพราะด้วยความเกี่ยวโยงกันในหลายหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 5 ด้วยเหตุนี้ สถานที่แห่งนี้ จึงเป็นอีกสถานที่หนึ่ง ที่หากคนไทยได้แวะไปอินโดนีเซียแล้ว ต้องห้ามพลาด ที่จะแวะมาซักครั้ง

โทราจาแลนด์ (Torajaland) 

โทราจาแลนด์ (Torajaland) เป็นพื้นที่เขตบริเวณที่สูงทางตอนใต้ของเกาะสุลาเวสี ซึ่งเป็นบ้านของชาวโทราจา และในโทราจาแลนด์นี่เองมีบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ แถมยังเป็นที่เตะตาแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก คือหลังคาบ้านจะมีขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นมุมแหลม 2 ด้าน เว้าตรงกลางลงมา เป็นที่รู้จักกันในนาม ทองโคนัน (Tongkonan) แต่ความสวยก็ปนมากับความสยอง เพราะบ้านหลังนี้เอาไว้เก็บศพเพื่อทำพิธี หลังจากที่คนตายแล้วก็จะนำร่างมาเก็บไว้ในบ้านนี้อยู่หลายวัน จนกว่าจะถึงพิธีศพ และคนตายก็จะถูกฝังที่รังเล็กๆ ในโพรงต้นไม้ นอกจากจะขึ้นชื่อในเรื่องของการทำพิธีศพที่ไม่เหมือนใครแล้ว ที่นี่ยังเด่นในเรื่องของกาแฟชั้นเยี่ยมอีกด้วย

ภูเขาไฟโบรโม (Mount Bromo)

ภูเขาไฟโบรโม (Mount Bromo) อยู่ในเทือกเขาเทงเกอร์ ในทางตะวันออกของเกาะชวา ซึ่งภูเขาไฟแห่งนี้ยังคุกรุ่นอยู่ โดยปล่องภูเขาไฟมีความสูง 2,329 เมตร มีการระเบิดครั้งล่าสุดในปี 2547 แม้ภูเขาแห่งนี้จะไม่ใช่ลูกที่สูงที่สุด แต่ก็เป็นภูเขาที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด และเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องห้ามพลาด เพราะมีจุดชมวิวที่สวยงาม มองวิวได้แบบพาโนรามาจากยอดภูเขาไฟ มองไปยังเถ้าภูเขาไฟข้างล่าง และวิวโดยรอบ รวมถึงควรมารอรับอรุณบนยอดภูเขาไฟแห่งนี้ เพื่อให้ทันเวลาชมดวงอาทิตย์ขึ้นสาดแสงไปทั่วพื้นดิน การเดินทางเพื่อขึ้นชมปากปล่องภูเขาไฟ สามารถเดินหรือขี่ม้า ซึ่งระหว่างทางจะมีที่พักให้เป็นระยะ โดยมากแล้วจุดประสงค์หลักๆ ของนักท่องเที่ยวที่มา คือ เดินชมรอบปล่องภูเขาไฟ และในด้านความเชื่อของคู่รัก การนำดอกไม้ที่ซื้อจากชาวบ้านมาอธิษฐานแล้วโยนลงไป จะเป็นการขอให้ความรักสมหวัง และครองรักกันตราบนาน

มัสยิดอิสติกลัล (The Istiqlal Mosque)

มัสยิดอิสติกลัล (The Istiqlal Mosque) เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถจุคนได้มากกว่า 120,000 คน ถูกสร้างขึ้นที่กรุงจาการ์ตา ตั้งแต่ปี 1975 ซึ่งเป็นที่น่าประทับใจว่า ผู้ที่ออกแบบสถานที่แห่งนี้คือสถาปนิก ชาวคริสเตียน โดยจุดเด่นทางด้านสถาปัตยกรรมนี้ คือ โดมขนาดใหญ่ที่มองเห็นได้แต่ไกล เน้นตกแต่งแบบอนุรักษ์นิยม โดยภายในห้องสวดมนต์ขนาดยักษ์ มีเสาขนาดใหญ่ถึง 12 ต้น เพื่อเป็นฐานรองรับ มีประตูเข้าออก ถึง 7 ทาง มีน้ำพุตั้งอยู่ที่ชั้นใต้ดิน รวมทั้งมีห้องสวดมนต์อีกหนึ่งห้องพร้อมลานขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 และอีกหนึ่งความน่าประทับใจ คือ การเอื้อเฟื้อสถานที่ของกันและกัน โดยหากชาวคริสเตียนมาทำพิธีศาสนาใกล้ๆ มัสยิด ก็สามารถที่จะเข้าจอดรถในบริเวณมัสยิดได้ นี่ถือเป็นแบบอย่างที่ดีของอินโดนีเซีย ที่นอกจากจะมีระบบการเมืองการปกครองที่มีเสถียรภาพแล้ว ยังเป็นแบบอย่างที่ดีของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ในเรื่องของศาสนา

ทะเลสาบโทบา (Lake Toba) 

ทะเลสาบโทบา (Lake Toba) ตั้งอยู่บนเกาะสุมาตราเป็นทะเลสาบที่เกิดในบริเวณปากปล่องภูเขาไฟ มีระยะทางยาวถึง 100 กิโลเมตร และกว้าง 30 กิโลเมตร ทะเลสาบมีสีฟ้าอมเขียว เป็นเสน่ห์ของธรรมชาติที่ยังคงความบริสุทธิ์ อากาศที่สดชื่นเป็นที่น่าเหลือเชื่อว่า สถานที่นี้เคยเป็นสถานที่สร้างประวัติศาสตร์ที่สำคัญของโลก ด้วยการระเบิดแบบ super volcanoes ที่ไม่เหมือนกับการระเบิดของภูเขาไฟโดยทั่วไป เป็นการระเบิดของภูเขาไฟที่มีความแรงสูงมาก เมื่อประมาณ 70,000 ปีก่อน จนทำให้เกิดการทรุดตัวของแอ่งภูเขาไฟ ด้วยระยะเวลาที่มากขึ้น การขยายของปากปล่องก็ยิ่งกว้างและลึกขึ้นเป็นที่เก็บกักน้ำฝนที่สวยงาม กล่าวได้ว่าเป็นปล่องภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้เกิดทะเลสาบสีฟ้าครามแห่งนี้ขึ้นมา ซึ่งนักท่องเที่ยวมักจะชอบมาว่ายน้ำเล่นกันที่ทะเลสาบแห่งนี้

บูนาเคน (Bunaken)

บูนาเคน (Bunaken) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะสุลาเวสี ซึ่งเป็นสถานที่โปรดปรานของผู้รักท้องทะเล เพราะเป็นบริเวณที่เหมาะกับการดำน้ำมากที่สุดในอินโดนิเซีย เกาะแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานทางทะเลของบูนาเคน มีความพิเศษตรงที่ ตั้งอยู่ในห้วงน้ำรอยต่อระหว่าง ทวีปเอเชีย กับ ออสเตรเลีย เป็นแหล่งที่มีปลามากมายกว่า 70 สายพันธุ์ ซึ่งอินโดนีเซียได้ตั้งให้ที่นี่เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลตั้งแต่ปี 1991 เพื่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ลักษณะของพื้นทะเลก็สวยแปลกตา และหาดูได้ยาก โดยจะมีลักษณะเป็นหน้าผาลาดชันลงไปในทะเล (Wall dive) แม้ว่านักท่องเที่ยวโดยมากที่มาอินโดนีเซียจะรู้จักเกาะบาหลีมากกว่า แต่นั่นเป็นการท่องเที่ยวเพื่อสัมผัส ประเพณีและวัฒนธรรม แต่หากต้องการสัมผัสถึงทะเลแบบลึกซึ้งอย่างแท้จริงแล้ว ต้องมาที่ บูนาเคน

วัดบุโรพุทโธ (Borobudur)

วัดบุโรพุทโธ (Borobudur) ตั้งอยู่ที่เมืองยอร์กยาการ์ตาบนเกาะชวา ถูกนับว่าเป็นพุทธสถานที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ใช้เวลาในการสร้าง75ปี ในช่วงประมาณศตวรรษที่8-9 สร้างก่อนปราสาทนครวัดของกัมพูชาประมาณสามร้อยปี โดยใช้อิฐบล็อกประมาณสองล้านก้อน สร้างพุทธสถานแห่งนี้ขึ้นมาจนมีขนาดมหึมา หลังจากนั้นไม่นานวัดบุโรพุทโธก็ถูกทิ้งร้างขาดการดูแล และถูกซ่อนอยู่ภายใต้ชั้นขี้เถ้าภูเขาไฟมานับร้อยปี จนในปี 1814 ก็ถูกค้นพบและในช่วงระหว่างปี 1975-1982 วัดแห่งนี้ก็ได้รับการบูรณะครั้งยิ่งใหญ่ และองค์การยูเนสโกบันทึกว่าเป็นมรดกโลกที่ใหญ่ที่สุดในปี 1991 อีกด้วย

เมืองจาการ์ตา (Jakarta)

เมืองจาการ์ตา (Jakarta) เมืองหลวงของอินโดนีเซีย ที่กล้าพูดเลยว่า เมืองนี้มีสีสันไม่แพ้เมืองดังอื่นๆ ในแถบเอเชียเลยล่ะครับ แถมยังมีที่เที่ยว ที่ถ่ายรูปสวยมากมาย อาทิ สวนเมืองจำลองอินโดนีเซีย สวนสัตว์รากุนัน และ วิหารจาการ์ตา เป็นต้น เอาเป็นว่า เมืองนี้ เที่ยวง่าย ประหยัดงบ แน่นอน

ป่าวานร (Ubud Monkey Forest) 

ป่าวานร (Ubud Monkey Forest) เหมือนกับได้หลุดเข้าไปในหนังเรื่องรุ่งอรุณแห่งอาณาจักรพิภพวานร (Dawn of the Planet of the Apes) เลยทีเดียว ป่าวานรนี้ตั้งอยู่ในหมู่บ้านปาดังเตอกัล (Padangtegal) ชาวบ้านเชื่อว่าลิงป่าเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณ เศรษฐกิจ การศึกษา จึงได้อนุรักษ์พวกมันเอาไว้ภายในหมู่บ้านนั่นเองค่ะ ซึ่งนอกจากลิงกว่า 700 ตัวที่อาศัยอยู่ที่นี่แล้ว ยังมีต้นไม้อีกเกือบ 200 ชนิดที่ให้ความร่มรื่นและอากาศบริสุทธิ์

วัดโกอา กาจาฮ์(Goa Gajah Temple) 

วัดโกอา กาจาฮ์(Goa Gajah Temple) หรือวัดถ้ำช้าง ที่นี่จะมีบันไดสำหรับเดินเข้าไปในวัด ซึ่งแค่มองบรรยากาศโดยรอบจากขั้นบันไดก่อนเข้าไปในวัดก็สามารถเห็นเป็นวิวสวยๆ ของวัดที่ถูกล้อมรอบไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ บางต้นอายุเป็นร้อยๆ ปี อากาศที่นี่ร่มรื่นเย็นสบาย พอเดินลงบันไดมาจะได้ยินเสียงของน้ำค่อยๆ ไหลจากรูปปั้นหิน ว่ากันว่าใครอยากมีลูกก็ให้ลองมาดื่มหรืออาบน้ำจากที่นี่

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ https://pizzaandfooditalia.com