เที่ยวในเมืองหลวง ประเทศออสเตรีย

สถานที่ เที่ยวในเมืองหลวง ประเทศออสเตรีย

เที่ยวในเมืองหลวง ประเทศออสเตรีย หรือกรุงเวียนนานั้น แหล่งประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย แต่ละสถานที่ล้วนแต่น่าสนใจ และน่าประทับใจแน่

St. Stephan’s Cathedral, Stephan Dom

มหาวิหารเซนต์สตีเฟน หรือ ชเตฟันสโดม(St. Stephan’s Cathedral, Stephan Dom) เป็นอาสนวิหารโรมันคาทอลิกในอัครมุขมณฑลเวียนนา และเป็นที่ตั้งอาสนะของอาร์ชบิชอปแห่งเวียนนา สถาปัตยกรรมที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นแบบโรมานเนสก์ และกอทิก ริเริ่มโดยรูดอล์ฟที่ 4 ยุกแห่งออสเตรีย โบสถ์ที่อุทิศให้กับนักบุญสตีเฟนในบริเวณนี้มาตั้งแต่ปี 1147 ที่นี่เข้าชมฟรี ซึ่งบริเวณรอบข้างจะมีร้านซื้อของฝาก อาทิ แม่เหล็ก ธง แก้ว กล่องดนตรี ป้าย ปากกา และที่หลายคนแนะนำคือ ตะไบเล็บประดับคริสตัลสวยงาม รวมทั้งร้านช็อกโกแล็ตชื่อดังอย่าง Manner และยี่ห้อ Mozart เดินทะลุไปที่ Graben เป็นถนนช้อปปิ้งที่จะมี นักดนตรีเปิดหมวกให้ฟังเพลินๆ มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านเสื้อผ้าที่คุณผู้หญิงคงไม่พลาด เพราะราคาถูกกว่าไทยในช่วง summer แน่นอน

เที่ยวในเมืองหลวง ประเทศออสเตรีย

Belvedere Palace

พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่พระราชวังเบลเวอเดียร์ (Belvedere Palace) ได้รับการออกแบบและสร้างขึ้นเมื่อต้นศตวรรษที่ 18 สถาปัตยกรรมแบบโรโคโค ในอดีตพระราชวังสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของเจ้าชายยูจีน ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงและเก็บรักษาผลงานศิลปะที่ดีที่สุดของกรุงเวียนนา ตั้งแต่ยุคกลางจนถึงยุคปัจจุบัน เช่น กุสตาฟ คลิมท์ (Klimt), Monet, Kokoschka, Renoir และ Schiele โดยเฉพาะรูป The Kiss ของ Klimt ที่ถือเป็น สัญลักษณ์ของศิลปะของเวียนนา (เป็นภาพในของขายที่ระลึกเต็มไปหมด) ก็เก็บในที่แห่งนี้อีกด้วย

เที่ยวในเมืองหลวง ประเทศออสเตรีย

Naturhistorisches Museum

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (Naturhistorisches Museum) ก่อตั้งขึ้นในช่วงปลายยุค 1800 ส่วนจัดแสดงในปัจจุบันประกอบด้วยวัตถุกว่า 30 ล้านชิ้น ซึ่งทำให้ส่วนจัดแสดงของที่นี่ ถือเป็นหนึ่งในส่วนจัดแสดงที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ห้องจัดแสดงกว่า 40 ห้อง ภายในอาคารของพระราชวังเก่า ใช้เป็นพื้นที่ในการอธิบายรายละเอียดของการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลก และองค์ประกอบบนดาวเคราะห์สีฟ้าของเรา สถานที่อยู่ด้านหลังวัง Hofburg

เที่ยวในเมืองหลวง ประเทศออสเตรีย

National Bibliotheque

หอสมุดแห่งชาติของประเทศ ออสเตรีย (National Bibliotheque) หอสมุดแห่งชาติของประเทศออสเตรีย สร้างขึ้นในปี 1722 ตั้งอยู่ในอาคารบารอกที่งดงาม ภายในพระราชวัง ฮอฟบวร์ก ประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจถึง 4 แห่ง และเก็บรวบรวมหนังสือมากที่สุดในประเทศออสเตรีย หอสมุดแห่งชาติของประเทศออสเตรีย เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจถึง 4 แห่งด้วยกัน เดินชมม้วนกระดาษโบราณในพิพิธภัณฑ์ปาปิรัส เรียนรู้ภาษาสากลในพิพิธภัณฑ์ภาษาโลก หรือทำความเข้าใจถึงแผนการค้นพบของบรรดาพ่อค้าในโลกได้ที่พิพิธภัณฑ์ลูกโลก สถานที่อยู่ภายใน Hofburg 

MuseumsQuartier; MQ

พิพิธภัณฑ์ควาร์เทียร์ (MuseumsQuartier; MQ) พิพิธภัณฑ์ควาร์เทียร์ เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการในปี 2001 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์วัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุดของโลก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณที่เคยเป็นโรงม้าของพระราชวังหลวงและกินพื้นที่ 645,000 ตารางฟุต ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งอำนวยความสะดวกกว่า 70 แห่ง ซึ่งรวมถึงพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง ศูนย์เต้นรำและร้านค้ามากมายของกรุงเวียนนา เพลิดเพลินไปกับความแตกต่างอันโดดเด่นระหว่างอาคารในสไตล์บารอกกับภูมิทัศน์ถนนสมัยใหม่ ที่ผสมผสานกันอยู่ในศูนย์แสดงผลงานศิลปะ ใช้เวลาช่วงเช้าเพื่อเที่ยวชมผลงานศิลปะร่วมสมัย ชมผลงานของศิลปินเอกแห่งโลกยุคใหม่อย่างปิกัสโซและแอนดี้ วอร์ฮอล เสร็จแล้วลองนั่งผ่อนคลายบนม้านั่งแนวแอบสแตรกหรือจิบกาแฟในคาเฟ่หรือภัตตาคาร ซึ่งมีให้เลือกมากมายในบริเวณนี้

เที่ยวในเมืองหลวง ประเทศออสเตรีย

Vienna State Opera

โรงละคร โรงโอเปร่าแห่ง กรุงเวียนนา (Vienna State Opera) หรือรู้จักกันในชื่อท้องถิ่นว่า วีเนอร์ สตาทโซเพอร์ ถือเป็นสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่แห่งแรกที่สร้างเสร็จในใจกลางของริงชตราสตั้งแต่ปี 1869 หลังจากได้รับความเสียหายระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โรงอุปรากรแห่งนี้ก็ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์อย่างสุดความสามารถในปี 1950 เพื่อให้กลับไปมีความสวยงามเฉกเช่นเดิม ในปัจจุบัน มีการแสดงต่างๆ จัดขึ้นที่โรงอุปรากรแห่งชาติเวียนนาเกือบทุกวัน โรงอุปรากรแห่งนี้ประกอบด้วยทีมงานมากกว่า 50 ทีมงานต่อปี ซึ่งทำให้ที่นีกลายเป็นสถานที่จัดแสดงอุปรากรที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

เที่ยวในเมืองหลวง ประเทศออสเตรีย

โบสถ์เซนต์ชาร์ลส์

โบสถ์เซนต์ชาร์ลส์ ในปี 1713 สมเด็จจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ 6 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ สาบานว่าจะสร้างโบสถ์เพื่อเป็นเกียรติให้แก่นักบุญอุปถัมภ์ของพระองค์ที่ชื่อ ชาร์ลส์ โบร์โรเมโอ อาคารที่มีโครงสร้างแปลกตาหลังนี้ เต็มไปด้วยภาพปูนเปียกและแท่นบูชาอันวิจิตรตระการตาภายใต้โดมอันงดงาม ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กเปิดให้บริการอยู่ภายในด้วย โดมและหอคอยในสไตล์บารอกแบบเวียนนาผสมผสานหน้ามุขแบบกรีกและเสาแบบโรมาเนสก์ ซึ่งทำให้โบสถ์แห่งนี้ กลายเป็นโบสถ์ที่ดูสะดุดตาที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเวียนนา

Burgtheater

บวร์กเธียเตอร์ (Burgtheater) ก่อสร้างในปี 1741 ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา ซึ่งเดิมทีทำหน้าเป็นหนึ่งในท้องพระโรงสำหรับงานพระราชพิธีของสมเด็จพระจักรพรรดินี แต่ส่วนของโรงละครในปัจจุบันสร้างขึ้นในปี 1888 อาคารแบบเรเนสซองส์ โรงละครได้รับความเสียหายในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ได้รับการบูรณะให้กลับมาอยู่สภาพเดิม เนื่องจากโรงละครแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในโรงละครที่สำคัญที่สุดในทวีปยุโรป

เที่ยวในเมืองหลวง ประเทศออสเตรีย

Haus Der Musik, House of Music

บ้านแห่งเสียงดนตรี (Haus Der Musik, House of Music) ขึ้นชื่อว่า เวียนนา เป็นเมืองแห่งเสียงเพลง ที่มีทั้งวงออเครสตร้าระดับโลก และเป็นเมืองเกิดของนักดนตรี นักประพันธ์เพลงระดับโลก (รวมทั้งคนที่ไม่ได้เกิดที่นี่แต่มาดังที่นี่) ทั้ง Mozart, Beethoven, Johann Strauss, Johann Strauss Jr. สถานที่แห่งนี้จึงเป็นกึ่งพิพิธภัณฑ์ กึ่งสถานที่การเรียนรู้ เกี่ยวกับ ศาสตร์เกี่ยวกับเสียงและดนตรีผสานกับเทคโนโลยี ลูกเล่นอย่างน่าสนใจ

Minorite

โบสถ์ Minorite โบสถ์คณะภราดาน้อย ก่อสร้างขึ้นช่วงระหว่างปี 1276 ถึง 1350 โดยคณะบักบวชฟรันซิสกัน หลายคนอาจได้ยินโบสถ์ในชื่อว่า Italienische Nationalkirche Maria Schnee (โบสถ์พระนางมารีย์แห่งหิมะแห่งชาติอิตาลี) เนื่องจากจักรพรรดิโยเซฟที่ 2 ได้สั่งการให้เปลี่ยนชื่อเมื่อปี 1782 โบสถ์สร้างในสไตล์โกธิกแบบฝรั่งเศส ภายในมีภาพโมเสกจำลองภาพเขียน Last Supper ของดา วินชี และรูปปั้นพระมารดาซึ่งสร้างจากหิน ของเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนที่อยู่ในโบสถ์ศตวรรษที่ 13 แห่งนี้เท่านั้น

เที่ยวในเมืองหลวง ประเทศออสเตรีย

Naschmarkt

ตลาดแนชมาร์ก (Naschmarkt) ตลาดที่เก่าแก่ ยิ่งใหญ่ และมีชื่อเสียงที่สุดในกรุงเวียนนา ชาวบ้านถือว่าตลาดแนชมาร์กแห่งนี้ เป็นเสมือน คลังอาหารแห่งกรุงเวียนนา เพราะตลาดเก่าแก่แห่งนี้รวบรวมทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอาหารไว้อย่างครบครัน มีให้เลือกตั้งแต่ของขบเคี้ยวง่ายๆ ไปจนถึงอาหารสำเร็จรูปชั้นยอด ตลาดแนชมาร์กเปิดมาตั้งแต่ช่วงกลางของศตวรรษที่ 16 ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีนั้นตลาดแห่งนี้ใช้เป็นตลาดค้านมในถังไม้เท่านั้น ในช่วงท้ายของศตวรรษที่ 18 เกษตรกรในท้องถิ่นจึงเริ่มนำผลิตผลทางการเกษตรจากเรือกสวนไร่นาของพวกเขามาขายที่นี่ด้วย โดยในปี 1916 ตลาดแห่งนี้มีร้านค้ากว่า 120 ร้านจนทำให้กลายเป็นตลาดเก่าแก่ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเวียนนา

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

ที่มา : PG SLOT เรียบเรียงโดย : PG SLOT , PG SLOT

สนับสนุนโดย : SLOTXO,UFABET,UFABET ,UFABET,UFABET

สุดยอดที่เที่ยว ประเทศสวีเดน

สุดยอดที่เที่ยว ประเทศสวีเดน ประเทศที่มีวิวทิวทัศน์อันงดงาม สงบ ร่มรื่น อุดมไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และโบราณคดี และยังเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืนด้วย

สุดยอดที่เที่ยว ประเทศสวีเดน 10 สถานที่

1. GAMLA STANTHE OLD TOWN

GAMLA STANTHE OLD TOWN ย่านเมืองเก่าที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปแห่งนี้ เป็นอีกหนึ่งแลนมาร์คของสตอกโฮล์ม ซึ่งย่านนี้ยังคงอนุรักษ์สถาปัตยกรรมในศตวรรษที่ 13 ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสบรรยากาศในยุคกลาง โดยที่นี่มีทั้งพระราชวัง สถาปัตยกรรมย้อนยุค พิพิธภัณฑ์หลายแห่ง ซึ่งเป็นภาพที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว กับตึกรามบ้านช่องและร้านค้าแบบสมัยใหม่ ย่านนี้มีตรอกซอกซอยมากมายให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมวิวทิวทัศน์สวยๆ และยังได้เพลิดเพลินไปกับการช็อปปิ้งสินค้าเก๋ๆ สารพัดสารพันล้วนแล้วแต่สวยงามมีสไตล์ ทั้งสินค้าแฟชั่นและของที่ระลึกต่างๆ นอกจากนั้นริมสองข้างทางยังเต็มไปด้วยร้านอาหารอร่อยและร้านกาแฟชิคๆ ตั้งอยู่ให้เลือกชิมมากมายหลายร้านเลยทีเดียว

สุดยอดที่เที่ยว ประเทศสวีเดน

2. Stockholm City Hall

ศาลาว่าการเมืองสตอกโฮล์ม Stockholm City Hall สถานที่แห่งนี้ มีการก่อสร้างและตกแต่งอย่างงดงามวิจิตรบรรจง ราวกับพระราชวังโดยใช้เวลาสร้างถึง 12 ปี มีการจัดแสดงงานศิลปะและโบราณวัตถุต่างๆ หลากหลายประเภท ให้คนเข้าชม นอกจากนั้น ศาลาว่าการเมืองสตอกโฮล์มแห่งนี้ ยังงดงามอลังการ จนได้ใช้เป็นสถานที่ในการมอบรางวัลโนเบล รางวัลที่ได้ชื่อว่าทรงเกียรติและทรงคุณค่าที่สุดของโลก

สุดยอดที่เที่ยว ประเทศสวีเดน

3. Vasa Museum

พิพิธภัณฑ์วาซา Vasa Museum พิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ตั้งอยู่ ในเขต OSTERMALM ของสตอกโฮล์ม เป็นสถานที่จัดแสดงเรือรบโบราณวาซา ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าประจำชาติของสวีเดน วาซาคือเรือรบสวีเดนที่ยิ่งใหญ่ สง่างาม ที่สุดในยุคนั้น ตัวเรือทำมาจากไม้โอ๊กทั้งลำ ตกแต่งอย่างงดงามด้วยรูปแกะสลักสมัยโบราณนับร้อยชิ้น แต่น่าเสียดายที่ได้จมลงสู่ก้นทะเล หลังจากถูกปล่อยลงน้ำได้เพียง 30 นาที และถูกทิ้งให้จมอยู่ใต้ทะเลนานกว่า 300 ปี กว่าจะได้รับการกู้ขึ้นมาในศตวรรษที่ 17

สุดยอดที่เที่ยว ประเทศสวีเดน

4. KUNGLIGA SLOTTET

พระราชวังหลวง KUNGLIGA SLOTTET  ณ กรุงสตอกโฮล์ม สถาปัตยกรรมบาโรคเก่าแก่ ที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปเหนือ เป็นที่ประทับอย่างเป็นทางการของราชวงศ์สวีเดน นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ใช้รับรองแขกบ้านแขกเมืองในโอกาสสำคัญๆ พระราชวังหลวง เปิดให้ประชาชนเข้าชมได้โดยเสียค่าเข้าชมในราคาไม่แพง สถานที่เปิดให้เข้าชมมี 4 แห่ง ได้แก่ REPRESENTATIONSVÅNINGARNA ตำหนักที่สร้างขึ้นตามสไตล์บารอค ตกแต่งภายนอกภายในอย่างวิจิตรตระการตา ตำหนักแห่งนี้มี 7 ชั้นและมีห้องต่างๆมากถึง 600 ห้องเลยทีเดียว ห้องพระคลัง (SKATTKAMMAREN) ซึ่งจัดแสดงมงกุฏและเครื่องประดับขององค์กษัตริย์ พิพิธภัณฑ์ของเก่า (Gustav III:s ANTIKMUSEUM) เป็นสถานที่เก็บรวบรวมของสะสมของ สมเด็จพระราชาธิบดี กุสตาฟที่ 3 และพิพิธภัณฑ์ทรี โครนนูร (Museum Tre Kronor) สร้างขึ้นเพื่อทดแทนพระราชวังเก่า ที่ถูกไฟไหม้ไป

สุดยอดที่เที่ยว ประเทศสวีเดน

5. Swedish Museum of Nation

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ Swedish Museum of Nation กรุงสตอกโฮล์ม สถานที่นี้เหมาะสำหรับท่านที่ชอบศึกษาวัฒนธรรมโบราณ หรืองานศิลปะสวยๆ ในยุคเก่าก่อน เป็นที่ซึ่งเก็บรวบรวมข้าวของ เครื่องใช้ในยุคโบราณเอาไว้มากมาย ตั้งแต่สมัยยุคหินรวม ไปถึงหลักฐานจากยุคไวกิ้ง ทั้งกระดูกและอาวุธของคนในยุคนั้น แต่ไฮไลท์ก็คือ ห้องสีทอง ที่เรียกกันว่า GULDRUMMET ภายในห้องนี้จะเก็บรวบรวมเฉพาะเครื่องเรือนโบราณมากมาย ที่ทำจากเงินและทองเท่านั้น

สุดยอดที่เที่ยว ประเทศสวีเดน

6. สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินกรุงสตอกโฮล์ม

สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินกรุงสตอกโฮล์ม เริ่มเปิดให้บริการในปี ค.ศ. 1950 สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินแห่งนี้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ยาวที่สุดในโลก และยังติดอันดับ 1 ใน 7 ของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่สวยที่สุดในโลกอีกด้วย โดยมีความยาวถึง 110 กิโลเมตร ปัจจุบันมีจำนวน 100 สถานี แต่ละสถานีจะมีการตกแต่งด้วยสีสันสดใส ลวดลายวิจิตรสวยงามในแบบศิลปะสมัยใหม่ โดยใช้ศิลปินกว่า 150 คน ทุกสถานีมีการตกแต่งด้วยรูปภาพ รูปปั้น และรูปวาดตามฝาผนัง ซึ่งสวยงามไม่ซ้ำกันเลย ถ้ามาสตอกโฮล์มต้องไม่พลาดที่นี่

สุดยอดที่เที่ยว ประเทศสวีเดน

7. ICEHOTEL

โรงแรมน้ำแข็ง ICEHOTEL โรงแรมน้ำแข็งแห่งแรกของโลก ตั้งอยู่ที่เมือง Kiruna สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1994 สร้างด้วยหิมะและน้ำแข็งจาก Torne River โดยอุณหภูมิในโรงแรมจะอยู่ที่ -5 องศา ห้องน้ำแข็งซึ่งเป็นไฮไลท์ของโรงแรมนี้ ทั้งโต๊ะ ตู้ เตียง จานชาม ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่ทำจากน้ำแข็งทั้งหมด นอกจากนั้นภายในโรงแรมยังมีโรงหนัง ไนท์คลับ บาร์น้ำแข็ง ห้องแสดงนิทรรศการ และโบสถ์เล็กๆ สำหรับงานแต่งงานสุดชิคอีกด้วย

8. Smogen

หมู่บ้าน Smogen หมู่บ้านชาวประมงแสนสวยของสวีเดน บ้านแต่ละหลังของหมู่บ้านนี้ทาสีสดใสสวยงามหลากหลายสีสัน มีทั้งแดง เหลือง ฟ้า เขียวและส้มสลับกันไปมา ราวกับบ้านตุ๊กตา และจะมีเรือลำเล็กสีสวยจอดไว้หน้าบ้านทุกหลัง ที่นี่มีทั้งท่าเรือประมง ท่าเรือยอร์จ และรีสอร์ทสวยๆไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว สภาพชายฝั่งของหมู่บ้านนี้เป็นโขดหินแกรนิต และหน้าผา อยู่ติดริมทะเลแต่อากาศดีและไม่มีคลื่นลมแรงซัดเข้าหาฝั่ง จึงทำให้ชายฝั่งแห่งนี้เป็นแหล่งยอดนิยมของชาวเมืองที่มาปลูกบ้านพักตากอากาศกัน

9. Kalmar Castle

ปราสาทคาลมาร์ Kalmar Castle ปราสาทที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่พลาดไม่ได้ของสวีเดน ปราสาทแห่งนี้ก่อตั้งมายาวนานตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ในอดีตปราสาทคาลมาร์เป็นป้อมปราการที่ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้ข้าศึกและโจรสลัดเข้ามาโจมตีเมืองจากทางด้านทะเลบอลติก ปราสาทคาลมาร์มีการออกแบบก่อสร้างอย่างวิจิตรงดงาม ในแบบเรเนซอง นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีเมนูอาหารสไตล์ศตวรรษที่ 16 ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย

10. LISEBERG

สวนสนุกลิสแบร์ (LISEBERG) เมืองโกเธนเบิร์ก สวนสนุกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ในแถบสแกนดิเนเวีย เริ่มเปิดในปี ค.ศ 1920 สวนสนุกลิสแบร์มีเครื่องเล่นแบบไฮเทครวมทั้งหมดกว่า 40 ชนิด มีสถานที่สำหรับกิจกรรมกลางแจ้งหลายอย่าง ไฮไลท์ก็คือเวทีคอนเสิร์ตซึ่งมีโชว์ทั้งวงดนตรีในสวีเดน และนักร้องชื่อดังจากทั่วโลกแม้แต่ ไมเคิล แจ็คสัน หรือราชากีต้าร์อย่าง จิมมี่ เฮนดริกซ์ ก็เคยเปิดคอนเสิร์ตที่นี่มาแล้ว สวนสนุกแห่งนี้ จะเปิดให้บริการช่วงหน้าร้อนจนถึงฤดูใบไม้ร่วง คือตั้งแต่พฤษภาคมถึงต้นเดือนตุลาคมนั่นเอง

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

ที่มา : PG SLOT เรียบเรียงโดย : PG SLOT , PG SLOT

สนับสนุนโดย : SLOTXO,UFABET,UFABET ,UFABET,UFABET

เที่ยวฟินๆ ที่โปรตุเกส

เที่ยวฟินๆ ที่โปรตุเกส ประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันน่าทึ่ง ผู้คนที่เป็นมิตร เมืองหลวงเก๋ๆ สวนสาธารณะแห่งชาติที่อลังการ และยังอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก

10 สถานที่ เที่ยวฟินๆ ที่โปรตุเกส

1. อาวีโร (Aveiro)

อาวีโร (Aveiro) เป็นเมืองอันแสนวุ่นวายทางตอนกลางของประเทศที่ได้รับสมญานามว่า เวนิสของโปรตุเกส เนื่องจากความสวยงามของคลองที่ตัดผ่านในตัวเมือง โดยมีสะพานเชื่อมแต่ละฝั่งเข้าด้วยกัน และมีเรือกอนโดลา และเรือเร็วหลากสีสันล่องไปตามลำคลองเหล่านั้น นอกจากนั้น ด้วยมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ชายหาดขนาดใหญ่ และอาหารเลิศรส อาวีโรจึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไปโดยปริยาย สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่ มหาวิหารอาวีโร (Aveiro Cathedral) โบสถ์เซากงซาลิง (São Gonçalinho Chapel) และพระอารามของพระเยซูคริสต์ (Convento de Jesus)

เที่ยวฟินๆ ที่โปรตุเกส

2. แอวูรา (Evora)

แอวูรา (Evora) เป็นเมืองเอกของภูมิภาคอเลนเทโฮ (Alentejo) ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ปี และเต็มไปด้วยสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมาย อย่างเขตเมืองเก่า (Old Town) ที่คงอนุรักษ์สิ่งก่อสร้างที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์กว่า 4,000 แห่ง รวมถึงกำแพงและอารามตั้งแต่สมัยโรมัน เมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของมหาวิหารเอโวรา (Cathedral of Evora)ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 และเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างสถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่สำคัญที่สุดประเทศ และหากออกไปชานเมืองจะได้พบกับกลุ่มก้อนหินขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปอีกด้วย

เที่ยวฟินๆ ที่โปรตุเกส

3. ปอร์โต (Porto)

ปอร์โต (Porto) เป็นเมืองที่อยู่ตามแนวภูเขาเหนือแม่น้ำโดรู ทางตอนเหนือของประเทศ ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตพอร์ตไวน์ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ใจกลางของเมือง คือ ย่านริเบรา (Ribera) ที่อยู่ตามแนวแม่น้ำโดรู ซึ่งอบอวลไปด้วยดนตรีสด คาเฟ่ ร้านอาหาร และร้านขายของตามท้องถนน อีกสถานที่หนึ่งที่เป็นแหล่งรวมนักท่องเที่ยวได้อย่างมาก คือ สะพานเหล็กสองชั้นแบบโค้ง ดอม หลุยส์ที่ 1(Ponte Dom Luis)ที่เชื่อมจากปอร์โตไปยังวิลลา โนวา เดอ เกล์ (Vila Nova de Gaia) ย่านที่ขึ้นชื่อในเรื่องห้องเก็บพอร์ตไวน์ใต้ดิน

เที่ยวฟินๆ ที่โปรตุเกส

4. มาเดรา (Madeira)

มาเดรา (Madeira) หมู่เกาะมาเดรา เป็นเสมือนโอเอซิสกลางมหาสมุทรแอตแลนติก ระหว่างโปรตุเกสและแอฟริกาเหนือ สถานที่น่าแวะไปสัมผัส ได้แก่ สวนกล้วยไม้และป่าเลารีซิลวา (Laurissilva Forest) ป่าไม้ที่มีต้นเลอเรลปกคลุมหนาแน่นที่สุดในโลก เมืองเอกของหมู่เกาะมาเดราคือฟุงชาล (Funchal) ซึ่งเต็มไปด้วยโบสถ์และป้อมปราการที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ รีสอร์ท ร้านอาหาร และลิโดพรอมานาด (Lido Promenade) ที่ทำให้คุณได้ชื่นชมวิวมหาสมุทรอันน่าตื่นตาตื่นใจได้อย่างชัดเจน

เที่ยวฟินๆ ที่โปรตุเกส

5. ซิงตรา (Sintra)

ซิงตรา (Sintra) เมืองซิงตรา ที่ตั้งอยู่เชิงเขาซิงตราบนชายหาดลิสบอนนี้ รายล้อมไปด้วยภูเขาเขียวขจี โดยมีบ้านพักตากอากาศ ปราสาท และพระราชวัง อย่างพระราชวังแห่งชาติเปนา (Pena’s Palace) พระราชวังฤดูร้อนอันใหญ่โตของราชวงศ์โปรตุเกสที่ชวนให้นึกถึงปราสาทนอยชวานชไตน์ในประเทศเยอรมนี และซากโบราณของปราสาททัวร์ (Castle of the Moors) ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดของเมือง และพระราชวังมอนเซอร์ราเต้ (Monserrate Palace) ที่มีสวนพฤกษศาสตร์กึ่งเขตร้อนซึ่งปลูกพืชพรรณจากทั่วโลกอยู่คู่กัน

เที่ยวฟินๆ ที่โปรตุเกส

6. ออบีดุช (Obidos)

ออบีดุช (Obidos) เมืองออบีดุช ซึ่งถูกล้อมรอบด้วยกำแพงเมืองเก่าแห่งนี้ ตั้งอยู่บนยอดเขาในภูมิภาคเซนโทรทางตะวันตกของประเทศ ภายใต้กำแพงจะได้พบกับปราสาทยุคกลางยิ่งใหญ่อลังการและศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ของเมือง ตลอดจนถึงถนนแคบๆ ที่ปูด้วยเรียงด้วยหินก้อนโตที่ลัดเลาะไปตามจัตุรัสที่คนพลุกพล่าน คาเฟ่ที่เชื้อเชิญให้เข้าไปลิ้มลอง ร้านค้าที่มีเสน่ห์ และบ้านสีขาวทั้งหลังตัดสลับกับดอกไม้หลากสีสัน

เที่ยวฟินๆ ที่โปรตุเกส

7. อัลการ์ฟ (Algarve)

อัลการ์ฟ (Algarve) ภูมิภาคอัลการ์ฟ ที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศ เป็นอีกหนึ่งในจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเช่นกัน เนื่องด้วยมีภูมิอากาศแถบเมดิเตอร์เรเนียน ชายหาดใหญ่โต ย่านที่มีเสน่ห์ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ อาหารเลิศรส และไม่ต้องค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวสูงนัก เมืองที่สำคัญในภูมิภาคนี้ ได้แก่ เมืองฟารู (Faro) ที่เป็นเมืองเอกของภูมิภาค เมืองลากอส (Lagos) ที่เป็นจุดศูนย์รวมของการเที่ยวกลางคืน เมืองซิลวิส (Silves) ที่ขึ้นชื่อจากปราสาทที่ทำจากหินทรายสีแดง และเมืองทาวิร่า (Tavira) ชุมชนที่เต็มไปด้วยอนุสาวรีย์ สะพาน และปราสาทยุคเรเนซองส์

8. ลิสบอน (Lisbon)

ลิสบอน (Lisbon) กรุงลิสบอน ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวแม่น้ำเทกัส (Tagus River) ใกล้มหาสมุทรแอตแลนติก เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่น่าไปสัมผัส เนื่องด้วยอากาศที่อบอุ่น ตรอกซอกซอยที่น่าค้นหา ร้านค้าที่มีเสน่ห์ มหาวิหารบนสถาปัตยกรรมแบบโกธิค สะพานที่น่าทึ่ง และอาคารบ้านเรือนหลากสีสันภายใต้เสียงเพลงแนวฟาดูแบบดั้งเดิม ย่านเก่าแก่ที่สุดของเมืองหลวงนี้ คือ ย่านอัลฟามา (Alfama) ที่เต็มไปด้วยเส้นทางแคบๆ วกวนที่ปูด้วยเรียงด้วยหินก้อนโต อาคารบ้านเรือนบนสถาปัตยกรรมอันเรียบง่าย และปราสาทเซนต์จอร์จ (St. George’s Castle) วิธีดีที่สุดการท่องเที่ยวในกรุงลิสบอน คือ ให้นั่งรถรางสายต่างๆ อย่างสาย Tram 28 ที่จะพาคุณลัดเลาะไปยังย่านที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ สวน และสถานที่ท่องเที่ยวหลักในเมืองหลวงได้อย่างง่ายดาย

9. กูอิงบรา (Coimbra)

กูอิงบรา (Coimbra) เมืองที่มีเสน่ห์ ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวแม่น้ำมอนเดโก ทางตอนกลางของประเทศนี้ เป็นบ้านของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ สวนสวยงาม แนวเพลงฟาดูแนวที่สองของประเทศ และวัฒนธรรมอันมีชีวิตชีวา โดยรอบมหาวิทยาลัยกูอิงบรา (University of Coimbra) หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป สถานที่เที่ยวน่าสนใจ ได้แก่ มหาวิหารเก่า (Old Cathedral) พระอารามแห่งซานต้าคลาร่าอาเวลอ่า (Monastery of Santa Clara-a-Velha) ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถอีซาเบลที่ 1 แห่งคาสตีล และที่ขาดไม่ได้ คือ หอสมุดโจนนิน่า (Joanina Library) หนึ่งในหอสมุดที่สวยที่สุดในโลกซึ่งอยู่ในมหาวิทยาลัยกูอิงบรา

10. อะโซร์ส (Azores)

อะโซร์ส (Azores) เป็นหมู่เกาะ ที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก อยู่ทางทิศตะวันตกของลิสบอนราว 1,500 กม. ประกอบด้วยเกาะภูเขาไฟ 9 เกาะ ซึ่งมีความโดดเด่นเฉพาะตัว อย่างการเป็นสถานที่ชมปลาวาฬระดับโลก แช่น้ำพุร้อน และเดินลัดเลาะไปในชุมชนที่อยู่ติดทะเล เป็นต้น โดยมีเกาะเซามีแกล (São Miguel) เป็นเกาะใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะ ในขณะที่เกาะปีกู (Pico) เป็นที่ตั้งของภูเขาที่สูงที่สุดของประเทศ

เที่ยวฟินๆ ที่โปรตุเกส

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

ที่มา : PG SLOT เรียบเรียงโดย : PG SLOT , PG SLOT

สนับสนุนโดย : SLOTXO,UFABET,UFABET ,UFABET,UFABET

ดินแดนประวัติศาสตร์ ประเทศโปแลนด์

ดินแดนประวัติศาสตร์ ประเทศโปแลนด์ ประเทศที่เป็นสถานที่เกิดของสมเด็จพระสันตะปาปา นักบุญจอห์น ปอลที่ 2 และเป็นประเทศในตอนกลางของยุโรปเขตแดนด้านตะวันตกจรดเยอรมัน

สถานที่ท่องเที่ยว ดินแดนประวัติศาสตร์ ประเทศโปแลนด์

1. Cracow

เมืองคราคูฟ (Cracow) อดีตเมืองหลวงของโปแลนด์ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11-16 ก่อนจะเป็นมาเป็นกรุงวอร์ซอว์ มีชื่อเสียงในฐานะศูนย์กลางศิลปะและวัฒนธรรมยุโรป และยังได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี 1978 อกีด้วย สถานที่สำคัญของเมืองคราคูฟ ได้แก่ จัตุรัสตลาดกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปในศตวรรษที่ 13 โบสถ์เซนต์แมรีที่มีสถาปัตยกรรมโกธิคที่สวยงาม และมหาวิทยาลัยเยลลอน มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของยุโรปนอกจากนี้บริเวณริมแม่น้ำวิสตูลาเป็นที่ตั้งของปราสาทวาเวิล พระราชวังที่ราชวงศ์โปแลนด์ประทับอยู่ตลอด 500 ปี สร้างผสมผสานด้วยสถาปัตยกรรมอันหลาย ไม่วาจะเป็น โกธิค บารอค เรเนซองส์ ภายในปราสาทวาเวิล ประกอบด้วยห้องโถง 71 ห้อง สำหรับจัดแสดงวัตถุโบราณต่าง ๆ เช่น เครื่องแต่งกาย ชุดเกราะ ดาบเชอร์เปียส ดาบในพิธีพระบรมราชาภิเษกของกษัตริย์โปแลนด์ ราชสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ของราชวงศ์โปแลนด์ ในส่วนโบสถ์ที่มียอดโดมสีทอง มีชื่อว่าโบสถ์ซฺกิสมุนด์ สร้างด้วยแบบสถาปัตยกรรมสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาที่งดงามที่สุดในโปแลนด์ 

ดินแดนประวัติศาสตร์ ประเทศโปแลนด์

2. Church of St. Mary

โบสถ์เซนต์แมรี (Church of St. Mary) แบบกอธิค มีความสูงประมาณ 81 เมตร มีบันไดโบสถ์ กว่า 200 ขึ้น สามารถขึ้นไปชมวิวของเมืองได้ สิ่งสำคัญที่เป็นไฮของโบสถ์นี้คือแท่นบูชาที่สูงถึง 13 เมตร แกะสลักลวดลายตำนานเป็นภาพวาระสุดท้ายของ Virgin Mary ที่อยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิล โบสถ์เซนต์แมรีแห่งนี้เป็นหนึ่งใน 3 โบสถ์ที่สร้างด้วยอิฐที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

ดินแดนประวัติศาสตร์ ประเทศโปแลนด์

3. Malbork Castle

ปราสาทมัลบอร์ก(Malbork Castle)องค์กรยูเนบสโก้ เมื่อปี ค.ศ. 1997 ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1274 ปราสาทยุคกลางสไตล์โกธิค นับเป็นปราสาทที่สร้างขึ้นด้วยอิฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นในศตรรษที่ 13 โดยกลุ่มอัศวินแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักสิทธิ์เพื่อเป็นป้อมปราการในการทำสงคราม ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตัวปราสาทถูกทำลายเสียหาย ในเวลาต่อมาทางการโปแลนด์ได้ทำการบูรณะให้กลับมามีสภาพเดิม ปราสาทมัลบอร์กจึงเป็นอีกจุดมุ่งหมายนึงหากมาที่โปแลนด์แล้วไม่ควรพลาด

ดินแดนประวัติศาสตร์ ประเทศโปแลนด์

4. Łazienki Palace

พระราชวังลาเซียนกี้ (Łazienki Palace) พระตำหนักฤดูร้อนสไตล์ Neoclassical ที่ประทับของพระมหากษัตริย์และยังเป็นพระราชวังทางประวัติศาสตร์ พระราชวังแห่งนี้ถูกขนามนามว่า Palace on the water เนื่องจากตั้งอยู่บนเกาะในทะเลสาบStawy Łazienkowskie บริเวณโดยรอบพระราชวังมีสวนสวยขนาดใหญ่และมีอนุสาวรีย์มากมาย มีเนื้อที่ประมาณ 76 เฮกเตอร์ ปัจจุบันได้เปิดเป็นสวนสาธารณะให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มาเดินทางพักผ่อน (พระราชวังแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เมื่อครั้งเสด็จประพาสกรุงวอร์ซอว์ ปี ค.ศ. 1897) พระราชวังเปิดให้เข้าชมวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 10.00 น.-18.00 น.

ดินแดนประวัติศาสตร์ ประเทศโปแลนด์

5. Gdańsk

เมืองเก่ากดันสค์ (Gdańsk) เมืองติดทะเลแห่งเดียวของโปแลนด์ อยู่บริเวณตอนเหนือของโปแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งของทะเลบอลติกนั้นมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เมืองเก่าแห่งนี้มีอาคารบ้านเรือนที่ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 จำนวนมาก ส่วนใหญ่สร้างแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างยุคกลางและสมัยใหม่

ดินแดนประวัติศาสตร์ ประเทศโปแลนด์

6. Cracow

เมืองคราคูฟ (Cracow) อดีตเมืองหลวงของโปแลนด์ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11-16 ก่อนจะเป็นมาเป็นกรุงวอร์ซอว์ มีชื่อเสียงในฐานะศูนย์กลางศิลปะและวัฒนธรรมยุโรป และยังได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี 1978 อกีด้วย สถานที่สำคัญของเมืองคราคูฟ ได้แก่ จัตุรัสตลาดกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปในศตวรรษที่ 13 โบสถ์เซนต์แมรีที่มีสถาปัตยกรรมโกธิคที่สวยงาม และมหาวิทยาลัยเยลลอน มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของยุโรปนอกจากนี้บริเวณริมแม่น้ำวิสตูลาเป็นที่ตั้งของปราสาทวาเวิล พระราชวังที่ราชวงศ์โปแลนด์ประทับอยู่ตลอด 500 ปี สร้างผสมผสานด้วยสถาปัตยกรรมอันหลาย ไม่วาจะเป็น โกธิค บารอค เรเนซองส์ ภายในปราสาทวาเวิล ประกอบด้วยห้องโถง 71 ห้อง สำหรับจัดแสดงวัตถุโบราณต่างๆ เช่น เครื่องแต่งกาย ชุดเกราะ ดาบเชอร์เปียส ดาบในพิธีพระบรมราชาภิเษกของกษัตริย์โปแลนด์ ราชสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ของราชวงศ์โปแลนด์ ในส่วนโบสถ์ที่มียอดโดมสีทอง มีชื่อว่าโบสถ์ซฺกิสมุนด์ สร้างด้วยแบบสถาปัตยกรรมสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาที่งดงามที่สุดในโปแลนด์ 

7. Wieliczka Salt Mine

เหมืองเกลือเวียลิชกา (Wieliczka Salt Mine) เหมืองเกลือใต้ดิน ที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองคราคูฟ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในปี ค.ศ 1978 ภายในเหมืองเกลือมีเส้นทางที่สลับซับซ้อน เนื่องจากใช้ระยะเวลาในการสร้างถึง 700 ปี ประกอบด้วยชั้นใต้ดิน 9 ชั้น อุโมงค์ 180 แห่ง ห้องว่างที่ขุดเสร็จสมบูรณ์ 2,040 ห้อง มีความยาวรวมกว่า 287 กิโลเมตร ภายในห้องต่างเต็มไปด้วยประติมากรรมแกะสลักหินเกลือ รวมไปถึงสร้างโบสถ์เซนต์กิงกา ที่มีห้องโถงขนาดใหญ่ที่สุดจาก 20 โบสถ์ภายในเหมือง เริ่มสร้างประมาณปี ค.ศ. 1896 สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1963 ประดับตกแต่งด้วยแชนเดอเลียสวยงาม

8. Warsaw Old Town

ย่านเมืองเก่าของกรุงวอร์ซอว์ (Warsaw Old Town) เหล็กกล้า รถยนต์ เครื่องจักร เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา มีสถานบันการศึกษามากกว่า 66 แห่ง กรุงวอร์ซอว์เป็นเมืองเก่าในประวัติศาสตร์เมืองหนึ่งของยุโรป องค์กรยูเนสโก ได้ประกาศให้กรุงวอร์ซอว์เป็นเมืองมรดกโลก เนื่องจากกรุงวอร์ซอว์เป็นแหล่งสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นในราวปลายศตวรรษที่ 13 และจากช่วงวงครามโลกครั้งที่ 2 กรุงวอร์ซอว์โดนระเบิดทำให้สถาปัตยกรรมต่าง ๆ เกิดความเสียหายอย่างมาก แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งเมืองก็ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่ จนปัจจุบันกลายเป็นเมืองหนึ่งที่เจริญและทันสมัยอย่างแทบไม่น่าเชื่อ

9. Gdańsk

เมืองเก่ากดันสค์ (Gdańsk) อัญมณีแห่งทะเลบอลติก เมืองท่าและเมืองติดทะเลแห่งเดียวของโปแลนด์ อยู่บริเวณตอนเหนือของโปแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งของทะเลบอลติกนั้นมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เมืองเก่าแห่งนี้มีอาคารบ้านเรือนที่ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 จำนวนมาก ส่วนใหญ่สร้างแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างยุคกลางและสมัยใหม่

10. Auschwitz-Birkenau

พิพิธภัณฑ์ค่ายกักกันเอาซ์วิทช์ (Auschwitz-Birkenau)ค่ายกักกันที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาค่ายกักกันของนาซี ที่ใช้ทำการในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งอยู่ในเมืองออชเฟียนชิม สัญลักษณ์แห่งความโหดร้ายทารุณ สถานที่แห่งนี้ซึ่งครั้งแรกรัฐบาลโปแลนด์มีความตั้งใจจะสร้างเป็นที่คุมขังนักโทษการเมือง แต่ถูกเยอรมันเข้ายึดครองโปแลนด์ในปี 1939 จึงดัดแปลงสถานที่นี้ให้เป็นค่ายกักกันแบบนาซี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1940 นับแต่นั้นมาภายในมีการเก็บรักษาของใช้ต่างๆ ของเชลยศึกชาวยิว ภาพถ่ายต่างๆ ของค่ายกักกัน ห้องที่นาซ๊ใช้กำจัดเฉลยศึก ห้องสังหารหมู่โดยการใช้แก๊ส ว่ากันว่าสถานที่แห่งนี้มีคนตาย กว่า 1.5 ล้านคน เกือบทั้งหมดนี้เป็นชาวยิว หากท่านไหนสนใจอ่านบทความอื่นๆ

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

ที่มา : PG SLOT เรียบเรียงโดย : PG SLOT , PG SLOT

สนับสนุนโดย : SLOTXO,UFABET,UFABET ,UFABET,UFABET

เนเธอร์แลนด์ ดินแดนแห่งสายน้ำ

เนเธอร์แลนด์ ดินแดนแห่งสายน้ำ กังหันลม และดอกทิวลิบ หรือในอดีตมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ฮอลแลนด์ ที่นี่ยังเป็นอีกหนึ่งในประเทศที่น่าเที่ยวที่สุดในโลก

10 ที่เที่ยว เนเธอร์แลนด์ ดินแดนแห่งสายน้ำ

1. Efteling

Efteling สวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเนเธอร์แลนด์ สวนสนุกแห่งนี้ เป็นทั้งสวนสาธารณะและสวนสนุก เคยได้รับรางวัล Applause award ว่าเป็นสวนสนุกที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 1952 สวนสนุก Efteling มีพื้นที่ครอบคลุมถึง 650,000 ตารางเมตร และยังเป็นสวนสนุกที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วย Efteling Nature Park Foundation ได้ก่อตั้งขึ้นโดยนายกเทศมนตรีแห่งเมือง Loon โดยสถาปนิกผู้ออกแบบและก่อสร้างคือ Anton Pieck ยอดสถาปนิกชาวดัตช์ ภายในสวนสนุกแห่งนี้นอกจากส่วนที่เป็นเครื่องเล่นและแหล่งสร้างความบันเทิงอย่างรถไฟเหาะ บ้านผีสิง หรือเรือผีของชาวดัตช์ ก็ยังมีส่วนที่เป็นสวนสาธารณะ และ ส่วนที่เป็นดินแดนแห่งเทพนิยายร่วมอยู่ด้วย โดยในส่วนของดินแดนแห่งเทพนิยายจะจำลองบรรยากาศและตัวละครให้เหมือนในเทพนิยายแต่ย่อส่วนลงมา เทพนิยายดังๆ ก็จะมี สาวน้อยกับไม้ขีดไฟ หรือ บ้านขนมหวาน โดยที่ตัวละครต่างๆเหล่านี้ สามารถแสดงอิริยาบถและเคลื่อนไหวได้ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆและนักท่องเที่ยวทุกเพศ ทุกวัย

เนเธอร์แลนด์ ดินแดนแห่งสายน้ำ

2. The Wadden Sea

ทะเลวาดเดน (The Wadden Sea) เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติของสองประเทศ ตั้งอยู่ชายแดนประเทศเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ เป็นพื้นที่ซึ่งรัฐบาลของทั้งเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ร่วมมือกันป้องกัน และอนุรักษ์ธรรมชาติพร้อมกับพัฒนาด้านการท่องเที่ยว เพื่อมิให้กระทบต่อระบบนิเวศน์ของบรรดาสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ ทะเลวาดเดนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำมีขนาดกว่า 10,000 ตารางกิโลเมตร อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งอาศัยและอนุบาลสัตว์น้ำที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของนกมากกว่า 10 ล้านตัว ไฮไลท์อีกอย่างก็คือโคลนของทะเลแห่งนี้อุดมไปด้วยแร่ธาตุ ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณและดีต่อสุขภาพจึงมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมมานอนพอกโคลนที่ทะเลแห่งนี้

เนเธอร์แลนด์ ดินแดนแห่งสายน้ำ

3. Keukenhof

สวนสาธารณะเคอเคนฮอฟ Keukenhof สวนทิวลิบที่ใหญ่และสวยที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่ชานเมืองลิซเซ่ (Lisse) ห่างจากกรุงอัมสเตอร์ดัมเพียง 29 กิโลเมตร สวนแห่งนี้เป็นแหล่งปลูกทิวลิบที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของประเทศเนเธอร์แลนด์ สวนเคอเคนฮอฟจะเปิดให้เข้าชมประมาณกลางเดือนมีนาคมไปจนถึงปลายเดือนพฤษภาคมของทุกปี โดยทิวลิบที่มีมากกว่า 7 ล้านต้น รวมทั้งไม้หัวอื่นๆ เช่น ลิลลี่ แดฟโฟดิล นาซิสซัส และไฮยาซินหลากหลายสี จะพร้อมใจกันออกดอกบานสะพรั่งจนเหมือนสวนแห่งนี้ถูกปูด้วยพรมดอกไม้แลดูงดงามเป็นอย่างยิ่ง สวนแห่งนี้มีความร่มรื่นและทัศนียภาพสวยงาม ประกอบไปด้วยต้นไม้อันเก่าแก่นานาพันธ์ มีงานประติมากรรมสวยๆประดับสวนอยู่ตลอดเส้นทางเดิน มีทะเลสาบน้อยใหญ่รอบบริเวณ ประดับด้วยน้ำพุอันงดงาม 

เนเธอร์แลนด์ ดินแดนแห่งสายน้ำ

4. Rijksmuseum

Rijksmuseum สุดยอดพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเนเธอร์แลนด์ ตั้งอยู่ระหว่าง Stadhouderskade กับ Museumplein ก่อสร้างขึ้นในปี 1800 และย้ายมายังที่ตั้งปัจจุบันในปี 1885 โดยสถาปนิกชาวดัทช์ Pierre Cuypers เป็นผู้ออกแบบและก่อสร้างอย่างวิจิตรงดงามตามแบบศิลปะแนวกอธิกและเรเนซองส์โดยทั้งภายนอกและภายในของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้หรูหราอลังการราวกับพระราชวังเลยทีเดียว สถาปัตยกรรมสุดหรูแห่งนี้เป็นที่เก็บรวบรวมงานศิลปะเก่าแก่สูงค่าของประเทศฮอลแลนด์รวมถึงภาพจำลองของศิลปินดังๆจากทั่วโลกอาทิเช่น ภาพวาดของ Rembrandt van Rijn ผลงานชิ้นเอกขนาดยักษ์ Night Watch ที่แสดงภาพกลุ่มทหารยามซึ่งดูสมจริงราวมีชีวิต ภาพ Milk Maid ของ Johannes Vermeer รวมถึงศิลปินอื่นๆ นอกจากนั้นสถานที่แห่งนี้ยังเก็บรวบรวมงานศิลปะและวัตถุโบราณในประวัติศาสตร์นับล้านชิ้นจากทุกมุมโลกซึ่งนำมาแสดงอยู่ในห้องต่างๆ กว่า 200 ห้อง

เนเธอร์แลนด์ ดินแดนแห่งสายน้ำ

5. Kinderdijk

Kinderdijk ทุ่งกังหันแห่งฮอลแลนด์ ตั้งอยู่ในตำบล Kinderdijk รัฐ zuid holland ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1997 กังหันในคินเดอร์ไดค์ถูกสร้างมาตั้งแต่ปี 1927 ทำหน้าที่ ผันน้ำจากคลองต่างๆ ในที่ราบแถบนั้นลงสู่แม่น้ำ Lek เพื่อแก้ปัญหาน้าท่วม คินเดอร์ไดค์ มีกังหันรวมกัน ทั้งหมดถึง 19 ตัว โดยทั้งสิบเก้าตัวนี้ มีระบบการก่อสร้างไม่เหมือนกัน กังหัน8 ตัว เป็นแบบก่อสร้างด้วยอิฐ ที่เหลือเป็นแบบก่ออิฐครึ่งนึงรวมกับมุงหญ้าคา และกังหันลมไม้ระแนง นอกจากบริเวณนี้ก็ยังมีกังหันตั้งอยู่รายรอบอีก 5 ตัวในเขต Streefkerk อีกสี่ตัวบนถนน Ammersche ทางด้านล่างของกังหันแต่ละตัวจะมีบ้านเล็กๆตั้งอยู่คิดว่าน่าจะเป็นบ้านเจ้าของเขานะครับ ด้านในของกังหันยักษ์เหล่านี้ ประกอบด้วยไม้ทั้งหมดและจะมีทางขึ้นไปด้านบนของกังหันซึ่งจะเป็นบันไดแคบๆชันๆ ประมาณ 3-4 ชั้น เท่าที่เห็นก็จะมีฟันเฟืองยักษ์และพวกสลักต่างๆ ถ้าชมแค่ด้านนอกกังหันฟรีแต่จะเข้าชมภายในกังหันต้องเสียค่าเข้าคนละ 3 ยูโร

เนเธอร์แลนด์ ดินแดนแห่งสายน้ำ

6. Dam Square

จัตุรัสดัมสแควร์ (Dam Square) จัตุรัสแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เรียกได้ว่าเป็นแลนด์มาร์คของอัมสเตอร์ดัมกันเลยทีเดียว เป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเนเธอร์แลนด์หลายแห่ง อาทิเช่นพระราชวังหลวง (Royal Palace) อนุสรณ์สถานสงคราม (War Mermorial) โบสถ์ใหม่(New Church) และอนุสาวรีย์แห่งเสรีภาพ รูปทรงกรวยสีขาว ซึ่งสร้างขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ผู้ที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2 และในอดีตเขื่อนแห่งแรกถูกก่อสร้างขึ้นในบริเวณจัตุรัสแห่งนี้เมื่อ ค.ศ 1200 ส่วนในปัจจุบันเป็นแหล่งพบปะและเป็นจุดนัดพบยอดนิยมของชาวเมืองอัมสเตอร์ดัม นอกจากนี้แล้วบริเวณจัตุรัสดัมสแควร์ยังใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีของสำนักพระราชวัง งานเฉลิมฉลองวันแห่งการรำลึก การแสดงเปิดหมวกบนท้องถนน รวมถึงกิจกรรมบันเทิงต่างๆมากมาย

เนเธอร์แลนด์ ดินแดนแห่งสายน้ำ

7. Madurodam

Madurodam เป็นชื่อของเมืองจำลอง หรือเมืองตุ๊กตาแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของกรุงเฮก ตั้งอยู่ทางที่จะไปชายหาดชเคฟเฟนนิงเกน เมืองตุ๊กตาแห่งนี้เปิดให้เข้าชมมาแล้วกว่า 50 ปี เป็นสถานที่รวบรวมสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียง บ้านเรือนผู้คน และวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวดัตช์ มาจำลองไว้โดยย่อส่วนจากของจริงลงมาในอัตราส่วน 1 ต่อ 25  เมืองมาดูโรดัมแห่งนี้มีนายกเทศมนตรีเป็นถึง สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ แห่งเนเธอร์แลนด์ 

8. ROYAL PALACE

พระราชวังหลวง  ROYAL PALACE สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1655 โดยสถาปนิก ยาคอบ ฟาน กัมเปน เป็นผู้ออกแบบ เป็นพระราชวังเก่าแก่ หนึ่งในสามของพระราชวังในเนเธอร์แลนด์ที่ควีนเบียทริกซ์ทรงงานราชการ ตลอดจนไว้รับแขกบ้านแขกเมือง หรือทำพิธีสำคัญๆ ของชาติ ทั้งภายในและภายนอกของพระราชวังแห่งนี้มีการประดับตกแต่งไว้อย่างวิจิตรงดงามเป็นอย่างยิ่ง บนหน้าจั่วของพระราชวังแห่งนี้ประดับด้วยปฎิมากรรมรูปเทพีแห่งทะเลอันงดงาม และสัตว์ในเทพนิยายกรีก ภายในพระราชวังเป็นห้องโถงกว้างเพดานโค้ง พื้นปูด้วยหินอ่อนเป็นรูปลูกโลกขลิบด้วยทอง เพดานมีการวาดอย่างสวยงามตระการตาเป็นรูปภาพจักรวาล

9. Kalver Straat

กาลเวอร์ สตราท (Kalver Straat) ถนนสายชอปปิ้งที่มีชื่อเสียงที่สุดของอัมสเตอร์ดัม ตลอดสองข้างทางของถนนเส้นนี้ประกอบไปด้วยร้านค้ามากมาย สินค้ามีให้เลือกซื้อหลากหลายทุกสิ่งอย่าง ตั้งแต่สินค้าแฟชั่นแบรนดัง เพชรพลอย ของกิน ของใช้ไปจนถึงของที่ระลึก และสินค้าพื้นเมืองอย่าง ชีส และรองเท้าไม้ ซึ่งผลิตจากไม้พลับเพลา ส่วนไฮไลท์ของถนนเส้นนี้ก็คือ ห้างสรรพสินค้า Peek&Cloppenburg ซึ่งชั้นบนของห้างแห่งนี้เป็นที่ตั้งของ  พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุสโซด์ (Madame Tussauds Scenerama) ภายใน พิพิธภัณฑ์จัดเป็นนิทรรศการหุ่นขี้ผึ้งบุคคลสำคัญต่างๆ มากมาย หุ่นทุกตัวปั้นได้อย่างสมจริงดูราวกับ มีชีวิต มีการแสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์ของชาวดัตช์ ผู้เข้ชมจะได้สัมผัสและถ่ายรูปกับบุคคลดังๆทั่วโลก

10. Red Light District

ย่านโคมแดง (Red Light District) แหล่งบันเทิง rate x สำหรับผู้ใหญ่ที่โด่งดังไปทั่วโลก ตั้งอยู่กลางเมืองอัมสเตอร์ดัม ในประเทศเนเธอร์แลนด์การให้บริการทางเพศถือว่าเป็นอาชีพอิสระที่ถูกกฎหมาย และย่านนี้ก็คือ แหล่งขายบริการทางเพศที่ใหญ่ที่สุดในอัมสเตอร์ดัม ยามค่าคืนย่านนี้จะมี นักท่องเที่ยวแน่นขนัด บ้างเดินชมตู้กระจกบ้างแวะเวียนกันตามร้าน sex shop ซึ่งขายสินค้าเกี่ยวกับทางเพศมากมายหลากหลาย ซึ่งสินค้าเหล่านี้ล้วนแปลกหูแปลกตาทั้งรูปลักษณ์และวิธีการใช้งาน

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

ที่มา : PG SLOT เรียบเรียงโดย : PG SLOT , PG SLOT

สนับสนุนโดย : SLOTXO,UFABET,UFABET ,UFABET,UFABET

เที่ยวขั้วโลกเหนือ ประเทศฟินแลนด์

เที่ยวขั้วโลกเหนือ ประเทศฟินแลนด์ ประเทศที่มีพื้นที่ป่ามากที่สุดในโลก ฟินแลนด์ถือเป็นสวรรค์ของคนรักหิมะ เมื่ออากาศหนาวจัดจะมีหิมะปกคลุมอยู่เกือบทุกเมือง

สถานที่ เที่ยวขั้วโลกเหนือ ประเทศฟินแลนด์

1. Petäjävesi Old Church มรดกโลกของฟินแลนด์

Petäjävesi Old Church มรดกโลกของฟินแลนด์ ตั้งอยู่ที่เมือง Petäjävesi ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโกในปี 1994 เป็นโบสถ์เก่าแก่ที่สร้างด้วยไม้ มีเอกลัษณ์ที่โดดเด่นสวยงามตามแบบโบสถ์ในแถบสแกนดิเนเวียน ตัวโบสถ์ตั้งอยู่ริมลำธารเล็กๆ มีต้นไม้เรียงรายอยู่โดยรอบ ทำให้ถ่ายภาพโบสถ์ออกมาแล้วจะดูสวยด้วยฉากธรรมชาติ ตัวโบสถ์นั้นจะแบ่งเป็นสองส่วน คือส่วนที่เป็นหอระฆัง และส่วนที่เป็นตัวโบสถ์ลักษณะคล้ายกระท่อมขนาดใหญ่ เป็นโบสถ์ในลัทธิลูเธอร์รัน สร้างขึ้นในระหว่างปี 1763 -1765 โดยเป็นผลงานของ Jaakko ช่างไม้ที่ชื่อเสียงจากเมือง Laukaa ภายในโบสถ์ตกแต่งด้วยการใช้สีแดงวาดลวดลายตามรอยต่อของไม้ดูเรียบง่าย แต่มีเอกลักษณ์ในตัว ความโดดเด่นอีกอย่างคือส่วนที่เป็นฐานของธรรมาสน์ จะมีไม้แกะสลักอย่างงดงาม สีสันสดใส เป็นรูปหน้าของ St.Christopher ซึ่งเรียกกันว่า The paint of pulpit

เที่ยวขั้วโลกเหนือ ประเทศฟินแลนด์

2. มหาวิหารเฮลซิงกิ (Helsinki Cathedral)

มหาวิหารเฮลซิงกิ (Helsinki Cathedral) วิหารสไตล์นีโอคลาสสิก อีกหนึ่งแลนมาร์คของประเทศฟินแลนด์ นับเป็นโบสถ์ที่สำคัญที่สุดของเฮลซิงกิ เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1830-1852 ในอดีตเรียกว่าโบสถ์นิโคลัส เป็นมหาวิหารสีขาวหลังคาโดมสีเขียวที่มีความงดงามเป็นอย่างยิ่ง วิหารแห่งนี้ป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรปที่งดงามและคลาสสิค ที่ตั้งเด่นตระหง่านอยู่กลางเมืองเฮลซิงกิ

เที่ยวขั้วโลกเหนือ ประเทศฟินแลนด์

3. . วิหารอุสเพนสกี้

วิหารอุสเพนสกี้ วิหารสไตล์ออโธดอกส์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป สถาปัตยกรรมเก่าแก่ ที่งดงามแปลกตาด้วยสถาปัตยกรรมแบบรัสเซีย มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกจากการใช้เป็นสถานที่ถ่ายทําภาพยนตร์รางวัลออสการ์เรื่อง เรดส์ วิหารแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1864 ออกแบบและก่อสร้างโดย AlekseiGornostajev โดยใช้เวลาก่อสร้างถึง 6 ปีเศษ ด้านนอกวิหารมีสีสันแปลกตาซึ่งหาดูได้ยาก โดยตัววิหารเป็นสีน้ำตาลอิฐ โดมสีฟ้าอ่อน และยอดโดมเป็นสีทอง ภายในตกแต่งอย่างวิจิตรงดงามด้วยสีทอง และอัญมณี มหาวิหารอุสเปนสกี้นี้ถือเป็นเครื่องแสดงถึงความสัมพันธ์ของฟินแลนด์กับรัสเซีย โดยที่รัสเซียเคยปกครองฟินแลนด์อยู่ถึง 100 กว่าปี

เที่ยวขั้วโลกเหนือ ประเทศฟินแลนด์

4. SAMPO ICE BREAKER

SAMPO ICE BREAKER ทริปล่องเรือตัดน้ำแข็งซัมโป ที่เมืองเคมิ (KEMI) เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมริมอ่าวน้ำลึกบอธเนีย บริเวณทางตอนเหนือของทะเลบอลติค เมืองนี้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกด้วยทริปล่องเรือซัมโป กิจกรรมยอดนิยมของดินแดนขั้วโลกเหนือที่ไม่ควรพลาด สัมผัสประสบการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจของการล่องเรือตัดน้ำแข็งฝ่าหิมะ และความหนาวเย็นผ่านทุ่งทะเลน้ำแข็งอันกว้างใหญ่ โดยทางเรือจะมีชุดความร้อนพิเศษไว้แจกนักท่องเที่ยว (WARM IMPERMEABLE SURVIVAL SUITS) ซึ่งสามารถปกป้องร่างกายจากความหนาวเย็นระดับลบยี่สิบองศาเซลเซียสได้เป็นอย่างดี

เที่ยวขั้วโลกเหนือ ประเทศฟินแลนด์

5. SANTA CLAUS VILLAGE

หมู่บ้านซานตาคลอส (SANTA CLAUS VILLAGE) เมืองโรวาเนียอามิ ตั้งทางอยู่เหนือขึ้นไปจากเฮลซิงกิกว่าพันกิโลเมตร ที่เส้น Arctic Circle โรวาเนียอามิ เป็นเมืองหลวงของแลปแลนด์ แล้วก็เป็นบ้านเกิด และที่อยู่ของซานตาคลอสอย่างเป็นทางการ ฉะนั้น ที่เที่ยวยอดนิยมของที่นี่จึงหนีไม่พ้น Santa Claus Village ดินแดนซานตาคลอส แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อให้เด็กๆ ทั่วโลกมีโอกาสมาเยี่ยมบ้านของลุงซานต้า ที่หมู่บ้านนี้มีลานเล่นสนุกและกิจกรรมสนุกๆเกี่ยวกับหิมะมากมาย มีร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ฟาร์มน้องหมา ฮัสกี้ ฟาร์มกวางเรนเดียร์ มีบ้านและออฟฟิศของซานตาคลอสซึ่งภายในตกแต่งด้วยสีสันสดใส นอกจากนี้ยังมีที่ทำการไปรษณีย์ซานต้า ร้านขายของขวัญ งานหัตถกรรม และของที่ระลึกต่างๆมากมาย และที่ขาดไม่ได้คือลุงซานต้าตัวจริงเสียงจริงที่คอยต้อนรับและอวยพรให้นักท่องเที่ยว

เที่ยวขั้วโลกเหนือ ประเทศฟินแลนด์

6. Snow Castle

ปราสาทหิมะ (Snow Castle) เมืองเคมิ ปราสาทที่สร้างอย่างอลังการจากหิมะและน้ำแข็ง บนพื้นที่รวมกว่า 20,000 ตารางเมตร ปราสาทแห่งนี้มีขนาดเท่าเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งเลยทีเดียว โดยสร้างขึ้นจากการเจาะและแกะสลักน้ำแข็งอย่างปราณีตงดงาม ถือเป็นงานประติมากรรมน้ำแข็งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภายในเมืองน้ำแข็งแห่งนี้ ประกอบด้วยสถานที่ต่างๆซึ่งตกแต่งอย่างแปลกตามากมาย อาทิเช่น สโนว์เรสเตอรอง (Snow Restaurant) ภัตตาคารซึ่งเฟอร์นิเจอร์ต่างๆล้วนทำขึ้นจากน้ำแข็ง ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะหรือเก้าอี้ สโนว์โฮเทล (Snow Hotel) ห้องพักสำหรับนักท่องเที่ยวซึ่งมี เตียงที่ทำขึ้นจากน้ำแข็ง และตามผนังก็มีการแกะสลักลายน้ำแข็งไว้อย่างสวยงาม รวมถึงสโนว์แชปเพล (Snow Chapel) หรือโบสถ์น้ำแข็ง ซึ่งมีไว้รองรับคู่บ่าวสาวที่ต้องการจัดงานแต่งงานแบบไม่เหมือนใคร

เที่ยวขั้วโลกเหนือ ประเทศฟินแลนด์

7. KOTA Village

KOTA Village กระท่อมที่พักสุดชิคกลางทุ่งหิมะ เมืองแลพแลนด์ โดยมีกิจกรรมยอดนิยมคือ การชม NorthernLights หรือ Aurora แสงเรืองงดงามหลากหลายสีที่ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าในเวลากลางคืน ปรากฏการณ์สุดมหัศจรรย์นี้เกิดขึ้นเฉพาะในเขตขั้วโลกเหนือ โดยจะเกิดในชั้นบรรยากาศที่มีความสูงจากพื้นโลก ประมาณ 100 ถึง 200 กิโลเมตร บางครั้งปรากฏ เป็นวงนิ่ง แล้วระเบิดออกมาเป็นสีต่าง ๆ บางทีก็เป็นแสงหลากสีวิ่งไปวิ่งมาอย่างสวยงาม นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมสนุกๆของชาวขั้วโลกเหนืออีกมากมายเช่น การนั่งรถเลื่อนที่ลากด้วยกวางเรนเดียร์ (Reindeer Sleigh)

8. Sentinels of the Arctic, Finland

ต้นไม้แช่แข็งแห่งอาร์คติค (Sentinels of the Arctic, Finland) ทุ่งน้ำแข็งที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก เป็นอีกทริปที่พลาดไม่ได้ ตั้งอยู่ในเขตเมืองแลพแลนด์ (Lapland) ซึ่งเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด หนาวที่สุด และตั้งอยู่ทางเหนือสุดของประเทศ ฤดูหนาวในเขตนี้อากาศจะเย็นจัดลงอย่างรวดเร็วมาก ด้วยอุณหภูมิที่ลดลงต่ำกว่า -15 ถึง -40 องศาเซลเซียส ทำให้ต้นไม้ทั่วทั้งป่าถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง ประกอบกับหิมะที่ตกลงมาอย่างหนัก ทำให้พื้นที่ทั้งหมดถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน ทำให้ต้นไม้แช่งแข็งเหล่านี้ดูโดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางพื้นหิมะ จนดูเหมือนเป็นทหารยามที่คอยตรวจตราในบริเวณอาร์คติก จนกลายเป็นที่มาของชื่อ Sentinels of the Arctic

9. Angry Birds Land เมือง Tampere

สวนสนุก Angry Birds Land เมือง Tampere สวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดในฟินแลนด์ ตั้งอยู่ใน Särkänniemi Adventure Park เป็นการร่วมลงทุนด้วยเงินหลายล้านยูโร ระหว่างซาร์กันเนียร์นี กับ บริษัท โรวิโอ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ผู้พัฒนาเกมบนมือถือรายใหญ่ของฟินแลนด์ เจ้าของเกมแองกรี้เบิร์ดส์ สวนสนุกแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆล้อมรอบไปด้วยน้ำทะเล ภายในประกอบไปด้วยสิ่งปลูกสร้างที่จำลองแบบจากตัวเกมบางส่วน พร้อมด้วยเครื่องเล่นมากมายที่ให้ผู้เล่นได้สนุกสนานและเพลิดเพลินกับเกมแองกรี้เบิร์ดส์ตัวเป็นๆ จับต้องได้ท่ามกลางบรรยากาศแสง สี เสียง น้ำ และควันเหมือนกับอยู่ในเกมมือถือจริงๆ กันเลยทีเดียว และทุกที่จะมีตัวละครจากแองกรี้เบิร์ดปรากฏให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ ตุ๊กตา รูปปั้นต่างๆ อีกทั้งยังมี ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึกทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับแองกรี้เบิร์ดส์ไว้คอยบริการอีกด้วย

10. Sibelius Monument

อนุสาวรีย์ซิเบลิอุส (Sibelius Monument) อนุสาวรีย์แห่งนี้ตั้งอยู่ใน Sibelius Park ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้แก่ Jean Sibelius นักประพันธ์เพลงคลาสสิกชื่อดังชาว ฟินแลนด์ซึ่งเป็นผู้แต่งเพลงฟินแลนเดีย เพลงปลุกใจชาวฟินแลนด์ให้ต่อต้านและเรียกร้องเอกราชจากรัสเซีย อนุสาวรีย์แห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์และความโดดเด่นไม่เหมือนใคร ออกแบบโดย EilaHiltunen เป็นการสร้างโดยนำเอาแท่งเหล็กจำนวน 600 แท่ง มาเชื่อมเป็นรูปร่างของออร์แกนยักษ์ที่มีความสูงกว่า 80เมตร หนักถึง 24 ตัน ตั้งโดดเด่นอยู่กลางแจ้งซึ่งสามารถดึงดูดสายตานักท่องเที่ยวให้เข้าไปชมและถ่ายภาพกันอย่างมากมาย ใกล้ๆ กันนั้นยังมีรูปหน้าเหมือนนักประพันธ์เพลงที่ทำจากเหล็ก ฝีมือปราณีตที่งดงามไม่แพ้กัน

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

ที่มา : PG SLOT เรียบเรียงโดย : PG SLOT , PG SLOT

สนับสนุนโดย : SLOTXO,UFABET,UFABET ,UFABET,UFABET

สถานที่เที่ยวยอดฮิต ประเทศสเปน

สถานที่เที่ยวยอดฮิต ประเทศสเปน ประเทศเก่าแก่และมีความสำคัญในอันดับต้นๆ ของทวีปยุโรปประเทศหนึ่ง และเป็นดินแดนต้นกำเนิดของมาธาดอร์ (Matador)

10 สถานที่เที่ยวยอดฮิต ประเทศสเปน

1. บาร์เซโลนา (Barcelona)

บาร์เซโลนา เป็นเมืองใหญ่อันดับสอง ของประเทศสเปน และมีผู้คนอาศัยอยู่เกือบ 2 ล้านคน ซึ่งตั้งอยู่ทางชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสเปน บาร์เซโลนา ถือว่าเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ต่าง ๆ มากมาย นับตั้งแต่ 2,000 ปีที่แล้ว ที่ยังเป็นเมืองของยุคโรมัน ซึ่งมีชื่อเดิมว่า บาร์ซิโน นอกจากความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม อาหาร และ ความมีชื่อเสียงด้านกีฬาแล้ว เมือง บาร์เซโลน่า ยังมีชื่อเสียงด้านสถาปัตยกรรมอันหลากหลาย ในส่วนต่างๆของเมืองอีกด้วย

สถานที่เที่ยวยอดฮิต ประเทศสเปน

2. มาดริด (Madrid)

กรุงมาดริด เป็นเมืองหลวง และเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศสเปน ซึ่งเป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของยุโรป รองจากกรุงลอนดอน และกรุงปารีส อีกด้วยกรุงมาดริด ตั้งอยู่ในแถบแม่น้ำ Manzanares ใจกลางของประเทศสเปน และมาดริด ยังเป็นเมืองหลวงทางด้านการเมืองการปกครองของประเทศสเปนอีกด้วย

สถานที่เที่ยวยอดฮิต ประเทศสเปน

3. อาลัมบรา Alhambra

อาลัมบรา Alhambra คือพระราชวัง และป้อมปราการ ตั้งอยู่ที่เมือง กรานาดาในแคว้นอันดาลูเซีย ทางภาคใต้ของประเทศสเปน โดยกษัตริย์มุสลิมชาวมัวร์ พระเจ้าโมฮัมเหม็ดที่ 1 อิบน์ นัสร์ แห่งราชวงศ์นาสริด ซึ่งเป็นราชวงศ์ของชาวมุสลิมราชวงศ์สุดท้ายในสเปน คำว่า “อาลัมบรา” มาจากคำในภาษาอาหรับว่า อัลคัมรอ แปลว่า (สิ่งที่มี) สีแดง เนื่องจากตัวป้อมปราการนั้นก่อสร้างด้วยหิน ดิน และอิฐสีแดง ส่วนอาคารอื่น ๆ ซึ่งสร้างด้วย การใช้ปูนขาวเป็นส่วนประกอบก็จะเห็นเป็นสีออกแดง ๆ เช่นกัน ตัวพระราชวังตั้งอยู่บนเนินเขาหินขนาดใหญ่ พระราชวังอัลฮัมบรา ยังจัดเป็นสถานที่ ที่มีเสน่ห์สามารถดึงดูด นักท่องเที่ยวได้จำนวนมากที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป

สถานที่เที่ยวยอดฮิต ประเทศสเปน

4. Parque Nacional del Teide

อุทยานแห่งชาติเตย์เด (Parque Nacional del Teide) ตั้งอยู่บนเกาะ เตเนรีเฟ (Tenerife) ซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่เกาะคะเนรี (Canary Islands) ของประเทศสเปน สำหรับการเดินทางมายังเกาะนั้น นักท่องเที่ยวสามารถมาได้ทั้งทางเรือ และทางเครื่องบิน อุทยานแห่งชาติเตย์เด เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีทัศนียภาพสวยงามน่าตื่นตาตื่นใจ เนื่องจากเป็นอุทยานแห่งชาติที่เก่าแก่ที่สุดในสเปน ภายในอุทยานนั้นมีภูเขาไฟเตย์เด ที่มีความสูงถึง 3,718 เมตร และมีความสูงเหนือพื้นมหาสมุทร 7500 เมตร และถือว่าเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในสเปนอีกด้วย

สถานที่เที่ยวยอดฮิต ประเทศสเปน

5. Ibiza

บีซา ( Ibiza) หรือ เอย์วีซา ( Eivissa) เป็นเกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของประเทศสเปนอยู่นอกชายฝั่ง 79 กิโลเมตรจากเมืองบาเลนเซีย เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของหมู่เกาะแบลีแอริก เขตการปกครองตนเองของสเปน เป็นเมืองเป็นที่รู้จักเรื่อง การจัดงานสังสรรค์ ในคลับในช่วงฤดูร้อน มีนักท่องเที่ยวมากมาย เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวคลับวัยรุ่น มีคลับที่มีชื่อเสียงอย่างกาเฟเดลมาร์ ที่มีจุดเด่นเรื่องแนวเพลงชิลเอาต์ และยังมีอีบีซาร็อกส์ที่เป็นการแสดงสด

สถานที่เที่ยวยอดฮิต ประเทศสเปน

6. Vizcaya Suspension Bridge

สะพาน Vizcaya Suspension Bridge เป็นสะพานที่ใช้ในการขนส่ง ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่ประเทศสเปนในแคว้น เซโกเวีย Segovia เป็นเมืองหลวง ที่อยู่ห่างจาก Madrid ประมาณ 1 ชม. และยังสามารถใช้งานมาจนได้ถึงปัจจุบัน โดยเมื่อเทียบสถิติแล้วเกือน 6 ล้านคนต่อปี ที่จะต้องมีการข้ามสะพาน Vizcaya Suspension Bridge แห่งนี้ และด้วยสถาปัตยกรรม และความเก่าแก่ของสะพานแขวนนี้ จึงได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกของโลกจาก Unesco อีกด้วย

7. Tower of Hercules ประภาคาร เฮอร์คิวลิส

Tower of Hercules ประภาคาร เฮอร์คิวลิส เป็นประภาคารในแบบโรมัน ที่ยังเปิดให้เข้าชมที่มีความเก่าแก่ที่สุดในโลก ประภาคารแห่งนี้ ตั้งอยู่ระหว่างแนนหน้าผาของ Orzan และ เหว Artabro และหอคอยสังเกตการณ์โรมันโบราณ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณแหลมทางตอนเหนือของเมืองอาโกรุญญา หลักฐานทางประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่า ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 เป็นหนึ่งในอนุสรณ์ประจำชาติ และยังเป็นหนึ่งในมรดกโลก (UNESCO World Heritage)

8. กอร์โดบา (Cordoba)

กอร์โดบา (Cordoba) เป็นเมืองหลักของจังหวัดกอร์โดบา ก่อตั้งขึ้นในสมัยโรมันโบราณในชื่อ กอร์ดูบา (Corduba) โดย เกลาดีอุส มาร์เซลลุส (Claudius Marcellus) เป็นเมืองมรดกโลก ที่ครั้งหนึ่งในอดีตมีความรุ่งเรือง ถึงขั้นเป็นเมืองแห่งการปกครองของโลกตะวันตก เป็นอีกเมืองหนึ่งของสเปน ที่มีศิลปะของชาวมัวร์โบราณ และสุเหร่าที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่ง

9. วาเลนเซีย (Valencia)

วาเลนเซีย (Valencia) หากเอ่ยถึงเมืองแห่งศิลปะ และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ของประเทศสเปน แน่นอนว่าเราต้องไม่พลาดนึกถึง “เมืองบาเลนเซีย” หรือ “เมืองวาเลนเซีย” (Valencia) เมืองบาเลนเซีย ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำตูเรีย (Turia River) เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของประเทศสเปน และยังเป็นที่ตั้งของสโมสรฟุตบอลที่มีชื่อเสียงคือ สโมสรฟุตบอลบาเลนเซีย (Valencia Club de Futbol) รู้จักกันในชื่อ บาเลนเซีย หรือ ไอ้ค้างคาว เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพ ของประเทศสเปนที่มีชื่อเสียง

10. เซบียา (Seville)

เซบียา (Seville) หนึ่งในจังหวัดสำคัญ แห่งแคว้นอันตาลูเซีย ที่เรียกได้ว่าจุดเด่นของสเปนทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเหล้าเชอรี่ วัวกระทิง หรือระบำฟลามิงโก รวมอยู่ด้วยกันที่นี่  สิ่งที่หลงเหลือจากที่เหล่าผู้ปกครองแต่ละยุคสมัยทิ้งไว้คือ การผสมผสานทางวัฒนธรรมที่เห็นได้ ทั้งจากโบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวิทยาสาขาต่าง ๆ

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

ที่มา : PG SLOT เรียบเรียงโดย : PG SLOT , PG SLOT

สนับสนุนโดย : SLOTXO,UFABET,UFABET ,UFABET,UFABET

สถานที่ท่องเที่ยว โปรตุเกส

สถานที่ท่องเที่ยว โปรตุเกส ประเทศที่มีคนเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุดในยุโรป มีภูเขาเขียวขจี มีชายหาดอันงดงาม และยังมีเกาะอะโซร์สและมาเดราที่เป็นรู้จักกันอีกด้วย

10 สถานที่ท่องเที่ยว โปรตุเกส

1. ลิสบอน (Lisbon)

กรุงลิสบอน ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวแม่น้ำเทกัส (Tagus River) ใกล้มหาสมุทรแอตแลนติก เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่น่าไปสัมผัส เนื่องด้วยอากาศที่อบอุ่น ตรอกซอกซอยที่น่าค้นหา ร้านค้าที่มีเสน่ห์ มหาวิหารบนสถาปัตยกรรมแบบโกธิค สะพานที่น่าทึ่ง และอาคารบ้านเรือนหลากสีสันภายใต้เสียงเพลงแนวฟาดูแบบดั้งเดิม ย่านเก่าแก่ที่สุดของเมืองหลวงนี้ คือ ย่านอัลฟามา (Alfama) ที่เต็มไปด้วยเส้นทางแคบๆ วกวนที่ปูด้วยเรียงด้วยหินก้อนโต อาคารบ้านเรือนบนสถาปัตยกรรมอันเรียบง่าย และปราสาทเซนต์จอร์จ (St. George’s Castle) วิธีดีที่สุดการท่องเที่ยวในกรุงลิสบอน คือ ให้นั่งรถรางสายต่างๆ อย่างสาย Tram 28 ที่จะพาคุณลัดเลาะไปยังย่านที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ สวน และสถานที่ท่องเที่ยวหลักในเมืองหลวงได้อย่างง่ายดาย

สถานที่ท่องเที่ยว โปรตุเกส

2. ซิงตรา (Sintra)

เมืองซิงตรา ที่ตั้งอยู่เชิงเขาซิงตราบนชายหาดลิสบอนนี้ รายล้อมไปด้วยภูเขาเขียวขจี โดยมีบ้านพักตากอากาศ ปราสาท และพระราชวัง อย่างพระราชวังแห่งชาติเปนา (Pena’s Palace) พระราชวังฤดูร้อนอันใหญ่โตของราชวงศ์โปรตุเกสที่ชวนให้นึกถึงปราสาทนอยชวานชไตน์ในประเทศเยอรมนี และซากโบราณของปราสาททัวร์ (Castle of the Moors) ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดของเมือง และพระราชวังมอนเซอร์ราเต้ (Monserrate Palace) ที่มีสวนพฤกษศาสตร์กึ่งเขตร้อนซึ่งปลูกพืชพรรณจากทั่วโลกอยู่คู่กัน

สถานที่ท่องเที่ยว โปรตุเกส

3. กูอิงบรา (Coimbra)

กูอิงบรา เมืองที่มีเสน่ห์ ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวแม่น้ำมอนเดโกทางตอนกลางของประเทศนี้ เป็นบ้านของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ สวนสวยงาม แนวเพลงฟาดูแนวที่สองของประเทศ และวัฒนธรรมอันมีชีวิตชีวา โดยรอบมหาวิทยาลัยกูอิงบรา (University of Coimbra) หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป สถานที่เที่ยวน่าสนใจ ได้แก่ มหาวิหารเก่า (Old Cathedral) พระอารามแห่งซานต้าคลาร่าอาเวลอ่า (Monastery of Santa Clara-a-Velha) ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถอีซาเบลที่ 1 แห่งคาสตีล และที่ขาดไม่ได้ คือ หอสมุดโจนนิน่า (Joanina Library) หนึ่งในหอสมุดที่สวยที่สุดในโลกซึ่งอยู่ในมหาวิทยาลัยกูอิงบรา

สถานที่ท่องเที่ยว โปรตุเกส

4. แอวูรา (Evora)

แอวูรา เป็นเมืองเอกของภูมิภาคอเลนเทโฮ (Alentejo) ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ปี และเต็มไปด้วยสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมาย อย่างเขตเมืองเก่า (Old Town) ที่คงอนุรักษ์สิ่งก่อสร้างที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์กว่า 4,000 แห่ง รวมถึงกำแพงและอารามตั้งแต่สมัยโรมัน เมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของมหาวิหารเอโวรา (Cathedral of Evora) ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 และเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างสถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่สำคัญที่สุดประเทศ และหากออกไปชานเมืองจะได้พบกับกลุ่มก้อนหินขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปอีกด้วย

สถานที่ท่องเที่ยว โปรตุเกส

5. อาวีโร (Aveiro)

อาวีโร เป็นเมืองอันแสนวุ่นวายทางตอนกลางของประเทศที่ได้รับสมญานามว่า เวนิสของโปรตุเกส เนื่องจากความสวยงามของคลองที่ตัดผ่านในตัวเมือง โดยมีสะพานเชื่อมแต่ละฝั่งเข้าด้วยกัน และมีเรือกอนโดลาและเรือเร็วหลากสีสันล่องไปตามลำคลองเหล่านั้น นอกจากนั้น ด้วยมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ชายหาดขนาดใหญ่ และอาหารเลิศรส อาวีโรจึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไปโดยปริยาย สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่ มหาวิหารอาวีโร โบสถ์เซากงซาลิง และพระอารามของพระเยซูคริสต์

สถานที่ท่องเที่ยว โปรตุเกส

6. ซาเกรส (Sagres)

ซาเกรส (Sagres) สี่สิบกิโลเมตรจากปอร์ติเมาก็จะถึงซาเกรส จุดที่จัดว่าอยู่สุดขอบทางตะวันตกเฉียงใต้ ของทวีปยุโรป มีรถเมล์หลายสายวิ่งรับส่งระหว่างวัน ที่สามารถพาคุณไปไหนมาไหนได้ แต่ถ้าคิดจะไปแหลมเซนต์วินเซนต์ (Cape St. Vincent) และชายหาดหลายๆ หาด ใช้บริการแท็กซี่ดูจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด ซาเกรสเป็นที่ที่ให้คุณมาโต้คลื่น และรู้สึกว่าตัวเองนั้นแค่กระจิดริด การที่ได้มองออกไปยังขอบโลก หรือเอาจริงๆ ก็คือมองออกไปจากขอบของยุโรป เป็นหนึ่งในประสบการณ์ ที่ไม่เคยมีมาก่อน และเป็นประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงเลยจริงๆ

7. ปราสาทกิวมาเรส (Guimarães Castle)

ปราสาทกิวมาเรส (Guimarães Castle) ปราสาทแห่งนี้ มีประวัติศาสตร์อันยาวนานมาถึง 10 ศตวรรษ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นการก่อสร้าง ที่ทำขึ้นเพื่อป้องกันการรุกรานของศัตรู ที่นี่จึงมีความแข็งแรง และน่าทึ่ง จนได้รับการยกย่องให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งหนึ่งในโลก นอกจากนั้น ยังมีประวัติเกี่ยวข้องกับการทำพิธีรับศีลล้างบาปของกษัตริย์องค์แรกแห่งโปรตุเกสด้วย จึงนับเป็นปราสาทอีกแห่งที่ทางการอนุรักษ์ไว้อย่างดี

8. มาเดรา (Madeira)

มาเดรา (Madeira) ชาวโรมันรู้จักเกาะมาเดราในนามหมู่เกาะสีม่วง (Purple Islands) ถูกค้นพบโดยนักเดินเรือชาวโปรตุเกสในต้นปี ค.ศ. 1418 หรือ ปลายปี 1420 หมู่เกาะนี้ถูกพิจารณาว่า เป็นการค้นพบแรกของยุคการสำรวจโดยเฮนรี นักเดินทางชาวโปรตุเกส สิ่งเป็นเป็นที่ขึ้นชื่อคือ รีสอร์ต ไวน์ที่เป็นที่โด่งดัง สภาพภูมิอากาศ ทัศนียภาพที่สวยงาม ดอกไม้ งานเย็นปักถักร้อย การฉลองปีใหม่ด้วยโชว์พลุไฟ และล่าสุดกับงานพุไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลกติดกินเนสบุ๊คอีกด้วย

9. แม่น้ำโดรู (Douro)

แม่น้ำโดรู (Douro) ความสวยงามของที่นี่ มีความโดดเด่นตรงลำน้ำที่อยู่ท่ามกลางผาชัน ทำให้แม่น้ำโดรูมีความคดเคี้ยวน่ามอง โดยเฉพาะเมื่อมองภาพมุมกว้าง อีกทั้งแม่น้ำสายนี้ยังเป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างประเทศโปรตุเกส และประเทศสเปนอีกด้วย และเมื่อชมแม่น้ำโดรู สิ่งที่แถมมาและโดดเด่นสะดุดตาก็คือ ร็อคกี้ แคนยอน หุบเขาผาชันชื่อดังแห่งแม่น้ำโดรู อีกทั้งยังมีประวัติความเป็นมา ว่าเป็นแม่น้ำที่เคยใช้เดินเรือในสมัยก่อนอีกด้วย

10. พระราชวังแห่งชาติเปนา (Pena)

พระราชวังแห่งชาติเปนา (Pena) ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังในประเทศใด ล้วนแต่มีเอกลักษณ์ที่แสดงให้ถึงศิลปะประจำชาติ สถาปัตยกรรมที่งามวิจิตร ที่นี่ก็เช่นเดียวกัน สำหรับที่นี่ สถาปัตยกรรมออกแนวจิตนิยมใน 700 ปีก่อน โดยที่ตั้งอยู่บนภูเขาซินตรา ที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้สีเขียวที่สวยงามมากมาย และแน่นอนจากในปราสาท สามารถมองเห็นวิวจากที่สูงที่สุดลูกหูลูกตาแสนอัศจรรย์ได้อีกด้วย

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

ที่มา : PG SLOT เรียบเรียงโดย : PG SLOT , PG SLOT

สนับสนุนโดย : SLOTXO,UFABET,UFABET ,UFABET,UFABET

เที่ยวเยอรมัน ปราสาทแห่งเทพนิยาย

เที่ยวเยอรมัน ปราสาทแห่งเทพนิยาย ประเทศที่มีชื่อเสียง และประวัติศาสตร์มานับตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และยังเป็นประเทศที่สวยอันดับต้นๆ ของทวีปยุโรป

สถานที่ เที่ยวเยอรมัน ปราสาทแห่งเทพนิยาย

1. Residenz Munchen

พระราชวังเรสซิเดนซ์ มิวนิค (Residenz Munchen) ราชวังใหญ่ใจกลางเมือง ที่มีชื่อเสียง และมีขนาดใหญ่มากที่สุด ของประเทศเยอรมนี เคยเป็นที่ประทับและทรงงานของกษัตริย์แห่งแคว้นบาเยิร์นมากว่า 500 ปี มีการตกแต่งต่อเติมมาหลายยุคหลายสมัย เพื่อให้เหมาะสมกับรสนิยมของผู้ปกครองและกษัตริย์แต่ละพระองค์ ใช้เป็นที่เก็บสะสมงานทางศิลปะ และเป็นคลังเก็บสมบัติอีกด้วย โดยได้เปิดให้เข้าชมแก่บุคคลทั่วไปชนิดเต็มอิ่มไม่มีกั๊ก เมื่อปี ค.ศ. 1920 พระราชวังแห่งนี้สวยงามยิ่งใหญ่อลังการมากๆ มีห้องทั้งหมดกว่า 130 ห้อง แต่ละห้องแสดงถึงความมั่งคั่งและความสวยงามหรูหราแตกต่างกันไป มีภาพวาดอันสวยงามที่แฝงวิถีชีวิตของชาวบาวาเรียไว้มากมาย และยังมีสมบัติต่างๆ ทั้งเฟอร์นิเจอร์ เครื่องเคลือบ เครื่องเงิน และภาพเขียนทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติความเป็นมาของพระเยซู และห้องไฮไลท์ที่ควรเยี่ยมชมก็คือ  Antiquarium Hall of Antiquities ห้องโถงสไตล์เรอเนสซองส์ที่มีความสวยงามมาก ต้องชมจริงๆ

เที่ยวเยอรมัน ปราสาทแห่งเทพนิยาย

2. Nymphenburg Palace

พระราชวังนิมเฟนบูร์ก (Nymphenburg Palace) ตั้งอยู่ชานเมืองมิวนิค สไตล์บารอค ใช้เป็นพระราชวังฤดูร้อน ของสมาชิกราชวงศ์วิทเทลส์บาค ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชม ข้างในมีการแสดงภาพวาด งานศิลป์ และเฟอร์นิเจอร์ให้ชมมากมาย และยังมีสวนสวยๆ ที่เต็มไปด้วยฝูงหงส์และเป็ดอยู่ด้านหน้าอีกด้วย

เที่ยวเยอรมัน ปราสาทแห่งเทพนิยาย

3. Heidelberg

ไฮเดลเบิร์ก (Heidelberg) เยอรมนี ที่นี่เป็นเมืองเก่าแก่อายุกว่าพันปี ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่โรแมนติกที่สุดในเยอรมนี ซึ่งจริงหรือเปล่านั้นคงต้องมาพิสูจน์กันเอง เพราะสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ส่วนตัวหากถามว่าชอบเมืองนี้ไหม ก็คงต้องบอกว่าที่สุด เพราะจุดเด่นของไฮเดลเบิร์ก คือเสน่ห์ของฉากหลังที่เป็นเมืองเก่า ทั้งปราสาทเก่าแก่ที่มีอายุหลายร้อยปี มหาวิทยาลัยก็ดูเก่าแก่น่าศึกษา แหล่งช้อปปิ้งที่ผสมผสานความเก่าและความทันสมัยอย่างลงตัว แต่น่าแปลกที่เมืองนี้กลับเต็มไปด้วยบรรยากาศที่มีชีวิตชีวามากๆ ไม่อึมทึมขรึมเศร้าแต่อย่างใดเลย มีความชิลและคึกคักสุดๆ

เที่ยวเยอรมัน ปราสาทแห่งเทพนิยาย

4. Bamberger Dom St. Peter and St.Georg

มหาวิหารบัมแบร์กเซนต์ปีเตอร์และเซนต์จอร์จ (Bamberger Dom St. Peter and St.Georg) หนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อมากที่สุดของเมือง ซึ่งก่อตั้งโดยจักรพรรดิเฮนรีที่สอง โดยสถาปัตยกรรมแบบโรมานเนสก์ตอนปลาย และศิลปะแบบโกธิค โดยภายในประกอบไปด้วยหอทั้งสองด้านของตัวตึกจำนวน 4 หอ นอกจากนั้นข้างๆ ตัววิหาร ยังเป็นที่ตั้งของโบสถ์พิพิธภัณฑ์จัดแสดงของมีค่าทางศาสนา ซึ่งใครที่อยากเข้าไปชมก็สามารถเข้าไปชมได้ฟรี ใช้เวลาเพียง 30 นาทีก็ชมครบแล้ว เพราะตัวพิพิธภัณฑ์ขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ข้างในไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป ส่วนตัวมหาวิหารนี่ถ่ายรูปได้ตามสบายเลย แต่จะเปิดให้เข้าชมถึงแค่หกโมงเย็นเท่านั้น ดังนั้นต้องรีบๆ ไปก่อนไปเที่ยวที่อื่นจะดีที่สุด

เที่ยวเยอรมัน ปราสาทแห่งเทพนิยาย

5. Berlin Wall

กำแพงเบอร์ลิน (Berlin Wall) จุดท่องเที่ยวแห่งแรกที่เราได้ไปชมในเขตกรุงเบอร์ลินนั้น ได้แก่ อนุสรณ์กำแพงเบอร์ลิน สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองในพื้นที่ของโบสถ์เก่าแก่อย่าง Mitte ซึ่งจะปิดทำการในทุกๆ วันจันทร์ ซึ่งที่นี่ ไม่เพียงแต่จะเป็นเขตอนุรักษ์พื้นที่กำแพงบางส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงหอสังเกตการณ์ ที่เราสามารถขึ้นไปชมวิวของเมืองได้ รวมไปถึงการเดินชมโบสถ์ใหม่ ที่สร้างขึ้นแทนโบสถ์เก่าอย่าง Chapel of Reconciliation ส่วนถ้าใครอยากเดินชมรอบๆ กำแพงเมือง และอยากทราบประวัติของกำแพงในแบบที่ลึกซึ้ง ก็สามารถซื้อทัวร์เสียงภาษาอังกฤษได้ ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้ๆ ได้ในราคาที่ไม่แพง

6. Brandenburg

ประตูบรันเดนบูร์ก (Brandenburg) อีกหนึ่งสัญลักษณ์เมืองเบอร์ลิน เป็นสัญลักษณ์ของการรวมชาติเยอรมัน มีการจัดงานและพิธีรำลึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ รวมทั้งการเฉลิมฉลองอยู่ตลอด ทั้งปีใหม่ หรือเทศกาลเชียร์ฟุตบอล ตั้งอยู่ระหว่างอาคาร Reichstag และ Holocaust Memorial ซึ่งลักษณะของประตูบรันเดนบูร์ก จะเป็นซุ้มประตูขนาดใหญ่ ที่สร้างในสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก โดยจำลองแบบมาจากวิหาร Acropolis ในเอเธนส์ เพื่อใช้เป็นทางเข้าสู่ Unter den Linden ซึ่งเป็นถนนที่ใหญ่ที่สุดในเบอร์ลิน จุดนี้นักท่องเที่ยวนิยมมาเดินเล่นและถ่ายรูปกันเยอะมาก เพราะไม่เพียงแค่ความสวยของประตูเท่านั้น ที่ดึงดูดใจ แต่เพราะว่าประตูบรันเดนบรูกส์นั้นตั้งอยู่ใกล้ๆ กับ Friedrichstrasse ที่ได้ชื่อว่าเป็นถนนแห่งการช้อปปิ้งของเบอร์ลินนั่นเอง คือเที่ยวเสร็จก็ไปเดินช้อปปิ้ง และหาอาหารอร่อยๆ กินได้เลย

7. Neuschwanstein

ปราสาทนอยชวานชไตน์ (Neuschwanstein) ตั้งอยู่ในเทือกเขาแอลป์ แถบแคว้นบาวาเรีย มิวนิค ประเทศเยอรมนี สร้างในช่วง ค.ศ. 1845-86 เป็นปราสาทที่งดงามมากที่สุด อีกแห่งหนึ่งของโลก และเป็นต้นแบบปราสาทเจ้าหญิงนิทรา ที่สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ เนื่องจากการไปเที่ยวเยอรมัน และยุโรปตะวันออกช่วงปีใหม่ ทำให้มีหิมะฟรุ้งฟริ้ง เมืองทั้งเมืองปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนตลอดทั้งทริป ช่างโรแมนติคดีจริงๆ แอบมโนว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงเอลซ่า ในหนังเรื่อง Frozen ด้วย

8. Pergamon Museum

พิพิธภัณฑ์เพอร์กามอน (Pergamon Museum) เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งสุดท้ายในเกาะพิพิธภัณฑ์ หรือ Museum Island ซึ่งตั้งอยู่ที่จุดศูนย์กลางของกรุงเบอร์ลินบนแม่น้ำสปรี ซึ่งเป็นเกาะที่มีความสำคัญเต็มไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญระดับโลก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของยูเนสโกเมื่อปี 1999 พิพิธภัณฑ์เพอร์กามอนได้ชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศเยอรมนี โดยตั้งชื่อตาม แท่นบูชาเพอร์กามอน บูชาเทพเจ้าซุส สมบัติอันล้ำค่า อายุราว 180 ปีก่อนคริสตกาลที่พังทลายลง และถูกค้นพบโดยนักโบราณคดีชาวเยอรมัน จากเมืองเฮลเลนิกโบราณแถบเอเซียไมเนอร์ หรือตุรกีตะวันตกในปัจจุบัน นักโบราณคดีได้ขนชิ้นส่วนหน้า และชิ้นส่วนภาพสลักมาประกอบติดตั้งไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ โดยใช้เวลาสร้างนานถึง 20 ปี นอกจากนี้ข้างในยังมีการจัดแสดงทั้งสถาปัตยกรรมแบบกรีก-โรมัน ศิลปะแบบอิสลามจากตะวันออกกลาง อิหร่าน จอร์แดน เปอร์เซีย รวมไปถึงของโบราณจากซีเรีย เมโสโปเตเมีย อัสซีเรีย เป็นต้น เรียกว่ามาที่นี่เพียงที่เดียว ก็มีงานสถาปัตยกรรมหลายส่วนให้ชมแบบครบครันเลยทีเดียว

9. Zwinger Palace

ปราสาทซวิงเกอร์ (Zwinger Palace) หลังจากเที่ยวเขตเมืองเก่าแล้ว คิวต่อไปต้องที่นี่เลย ปราสาทซวิงเกอร์ ซึ่งเป็นพระราชวังฤดูร้อน ของเจ้าผู้ครองนครแห่งนี้ ในอดีตที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเอลเบอ โดยสร้างในสถาปัตยกรรมแบบบาโร้ก ที่มีอาคารหลักอยู่หนึ่งหลัง ที่ล้อมรอบไปด้วยซุ้มประตูจำนวนสามซุ้ม โดยที่แต่ละซุ้ม จะมีทางเดิมลอยฟ้าเชื่อมต่อถึงกัน มีสวนลอยที่มีน้ำพุ และต้นไม้ประดับประดาอย่างร่มรื่น นอกจากนั้น ยังมีการสร้างห้องโถงไว้ประจำสวนทั้งสองด้านอีกด้วย

10. Frankfurt Romer

จตุรัสโรเมอร์ (Frankfurt Romer) Romer เป็นชื่อของอาคาร 9 หลังของแฟรงก์เฟิร์ตซิตี้ฮอลล์ โดยอาคารตรงกลางนั้นจะเชื่อมกับอาคารรอบๆ ที่ทั้งภายนอกและภายในจะตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์โกธิคสมัยใหม่ ซึ่งอาคารเหล่านี้จะตั้งโดดเด่นเป็นสง่ากลางจัตุรัสที่รายล้อมไปด้วยอาคารเก่า รวมไปถึงร้านค้า และร้านอาหารมากมาย รวมทั้งด้านหน้ายังมีน้ำพุที่สวยงาม จึงไม่แปลกหากที่นี่จะกลายกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นที่สุดในเมืองแฟรงกค์เฟิร์ต และเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมาย โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดนี่บอกเลยว่าร้านอาหาร คาเฟ่ต่างๆ นี่แทบไม่มีที่นั่ง ที่สำคัญเห็นสวยๆ แบบนี้ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตรงนี้เป็นอีกหนึ่งจุดที่ถูกทำลายจนแทบไม่เหลือซาก แต่โชคยังดีที่มีการบูรณะซ่อมแซมใหม่ จนกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งแฟรงค์เฟิร์ตในปัจจุบัน

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ Https://pizzaandfooditalia.com

ที่มา : PG SLOT เรียบเรียงโดย : PG SLOT , PG SLOT

สนับสนุนโดย : SLOTXO,UFABET,UFABET ,UFABET,UFABET

แหล่งท่องเที่ยวประเทศโครเอเชีย

แหล่งท่องเที่ยวประเทศโครเอเชีย ประเทศที่ได้รับสมญานามว่า ดินแดนพระจันทร์เสี้ยว มีมรดกโลกอยู่หลายแห่ง และมีบรรยากาศริมทะเลที่สวยสุดๆ

10 แหล่งท่องเที่ยวประเทศโครเอเชีย

1. Cathedral of St. James

มหาวิหารเซนต์เจมส์ (Cathedral of St. James) ตั้งอยู่ที่เมืองซีเบนิก (Sibenik) เป็นเมืองที่มีบรรยากาศริมทะเลตามแบบเมืองท่า มีคาเฟ่และร้านอาหารตั้งอยู่ริมทะเล ใครที่ชอบเดินชมวิวทะเล ตากแดดตากลมเย็นๆ เมืองนี้เหมาะมาก ซึ่งไฮไลท์ของเมืองนี้ก็คือมหาวิหารเซนต์เจมส์ หรือที่คนท้องถิ่นเรียกกันว่ามหาวิหารเซนต์จาค็อบนั่นเอง โดยมหาวิหารแห่งนี้ใช้เวลาสร้างกว่าร้อยปีจึงจะแล้วเสร็จ เพราะรายละเอียดต่างๆ ในการสร้างมหาวิหารแห่งนี้มีเยอะมาก จุดเด่นของมหาวิหารนี้คือการสร้างด้วยหินทั้งหมด ไม่มีซีเมนต์ และไม่ใช้ตัวยึดใดๆ แต่ใช้เทคนิคการประสานเข้าด้วยกันแบบตัวต่อเลโก้ ซึ่งมหาวิหารแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะที่เปลี่ยนผ่านจากยุคกอธิคไปสู่ยุคเรอเนซองค์ที่ผสมผสานเข้ากันอย่างงดงาม จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ของโครเอเชียที่ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกโดย UNESCO ด้านนอกวิหารก็มีเมืองเก่า และตลาดให้เดินชมอีกด้วย โดยการเดินชมเมืองถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่พลาดไม่ได้ เพราะของที่ระลึกที่นักท่องเที่ยวส่วนมากได้ไป คือรูปถ่ายบรรยากาศเมืองเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยมนตร์เสน่ห์ของเมืองซีเบนิก (Sibenik) นี้เอง

แหล่งท่องเที่ยวประเทศโครเอเชีย

2. PlitviceLakes National Park

อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ (PlitviceLakes National Park) เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในโครเอเชีย มีน้ำตก ป่าไม้ และทะเลสาบ โดยทะเลสาบซึ่งเป็นไฮไลท์ของที่นี่มีถึง 16 แห่งด้วยกัน สีของน้ำในทะเลสาบของอุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามฤดูกาล พื้นที่ และช่วงเวลาในแต่ละวัน มีตั้งแต่เขียวมรกตไปจนถึงสีฟ้า อีกหนึ่งจุดสำคัญที่พลาดไม่ได้คือการเดินไปชมความงามของบิ๊กวอเตอร์ฟอลส์ (Big Waterfalls) น้ำตกใหญ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความงดงามของที่นี่ หากนักท่องเที่ยวเบื่อการเดินชมความงามของทะเลสาบแล้ว ที่นี่เค้ามีบริการล่องเรือชมทะเลสาบโกมยาค (Kozjak) ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในอุทยานอีกด้วย หากได้ไปเที่ยวที่นี่ละก็ จะไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสถานที่แห่งนี้ถึงได้ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก

แหล่งท่องเที่ยวประเทศโครเอเชีย

3. St. Stephen’s Cathedral

มหาวิหารเซนต์สตีเฟน (St. Stephen’s Cathedral) แห่งเมืองฮวาร์ ก่อสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1094 เป็นมหาวิหารคู่เมืองด้วยสถาปัตยกรรมที่สง่างาม เปิดให้เข้าชมภายในด้วย บริเวณโดยรอบคงความโบราณแท้ๆ แบบโครเอเชียเอาไว้ ดังนั้น คนรักสถาปัตยกรรมโบราณ และชื่นชอบเสน่ห์ที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ควรมาที่นี่

แหล่งท่องเที่ยวประเทศโครเอเชีย

4. Diocletian’s Palace in Split

พระราชวังไดโอคลีเชียน (Diocletian’s Palace in Split) ตั้งอยู่ในเมืองสปลิท สร้างขึ้นสมัยจักรพรรดิไดโอคลีเซียน ต้นศริสต์ศตวรรษที่ 4 สถานที่ท่องเที่ยวที่ถูกยกให้เป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก ในปี ค.ศ. 1979 ความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมโรมันแห่งนี้ แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของโครเอเชียได้เป็นอย่างดี ด้านหน้าโบสถ์โบราณ ตกแต่งด้วยสฟิงซ์ที่ยกมาจากอียิปต์ เดิมที่มี 12 ตัว แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 3 ตัวเท่านั้น ใครชอบเที่ยวแบบได้ซึมซับประวัติศาสตร์ ก็ไปชมกันได้เลย เปิดทุกวันยกเว้นวันสิ้นปี 31 ธันวาคม

แหล่งท่องเที่ยวประเทศโครเอเชีย

5. Plitvice National Park

Plitvice Lakes National Park ตั้งอยู่ทางภาคกลางของประเทศโครเอเชีย ซึ่งใกล้กับชายแดนประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 296 ตารางกิโลเมตร ความน่าสนใจของที่นี่ก็คือ น้ำตกและทะเลสาบสุดอลังการ ซึ่งน้ำในทะเลสาบจะมีสีเขียวมรกตใส รายล้อมไปด้วยต้นไม้นานาพรรณ มีน้ำตกขนาดใหญ่ให้ได้ชมหลายจุด และที่ห้ามพลาดก็คือ การเดินบนสะพานไม้ที่ทอดยาวผ่านน้ำตกกว้างใหญ่ พร้อมแนวหน้าผาสูงชัน สวยสะกดใจ ต้องไปสัมผัสกันสักครั้ง ซึ่งที่นี่ก็ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1979 ด้วยเช่นกัน

6. Zagreb

เมืองซาเกร็บ (Zagreb) เป็นเมืองหลวงที่น่าเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป ด้วยมีการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมเก่าและใหม่ให้เข้ากันได้อย่างลงตัว ภายในเมืองซาเกร็บนอกจากจะเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แล้ว ก็ยังจะมีพิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี โบสถ์เก่า สถานที่ประวัติศาสตร์ ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟเก๋ ๆ ตลาดท้องถิ่น ให้ได้ไปเดินเที่ยวชมเพียบ ที่เที่ยวที่ห้ามพลาดในเมืองซาเกร็บ ได้แก่ St. Mark’s Church, St. Stephen’s Cathedral, The Museum of Mimara, Maksimir Park, Zagreb Botanical Garden เป็นต้น

7. Diocletian’s Palace and Split Town

พระราชวังไดโอคลีเชียน (Diocletian’s Palace and Split Town) ตั้งอยู่ในเมืองริมทะเลอย่างเมืองสปลิท เป็นพระราชวังเก่าแก่ที่สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิไดโอคลีเชียน ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 4 อายุกว่าพันปี ซึ่งมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามในสไตล์โรมัน ครอบคลุมพื้นที่ราวๆ 30,000 ตารางเมตร มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีทาวเวอร์อยู่ทั้ง 4 มุม ประตูทางเข้า-ออกทั้ง 4 ฝั่ง ความสวยงามของที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก เมื่อปี ค.ศ. 1979 ทั้งนี้ในส่วนของเมืองสปลิท ก็เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีบรรยากาศสบายๆ เป็นเมืองตากอากาศริมทะเลสุดเงียบสงบ บ้านเรือนต่างๆ ก็ยังเป็นสไตล์ดั้งเดิม มีร้านค้า ร้านอาหารบรรยากาศดีให้เลือกนั่งพักผ่อนชิลๆไม่น้อย อีกทั้งยังมีร้านขายของที่ระลึกแบบดั้งเดิม ให้เดินดูของที่ระลึกกันแบบเพลินๆ บอกเลยว่าไม่ควรพลาด

8. Hvar Town

Hvar Town ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ ทางชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศโครเอเชีย ที่นี่เป็นอีกหนึ่งเมืองท่าที่สวยงาม ตัวเมืองเก่าไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็มีเสน่ห์ไม่น้อยเลยทีเดียว ด้วยบ้านเรือนน้อยใหญ่ในสไตล์ดั้งเดิมสีสันส้มสว่างซึ่งตั้งเรียงรายลดหลั่นกันไปตามแนวภูเขาริมฝั่งทะเล มีร้านค้า ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี ให้ได้เที่ยวชมมากมาย หรือใครอยากจะนั่งชมวิวทะเลกว้างใหญ่ริมท่าเรือ บรรยากาศก็โรแมนติกไม่เบาเหมือนกัน และยังมีชายหาดเล็กๆ ให้ได้ไปสนุกสนานกับท้องทะเลสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ใสด้วย

9. Trogir

Trogir ตั้งอยู่ริมทะเลเอเดรียติกทางชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศโครเอเชีย ไม่ไกลจากเมืองสปลิท เป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1997 ด้วยเช่นกัน ความโดดเด่นของเมืองนี้ ก็คือ บ้านเรือนเก่าแก่สไตล์กรีก-โรมัน ซึ่งสร้างด้วยอิฐ มีหลังคาเป็นสีส้มเป็นเอกลักษณ์ พร้อมทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์หลงเหลืออยู่หลายแห่ง สามารถเดินเล่นชมบ้านเรือนเก่าแก่ ไปพร้อม ๆ กับชมวิวท้องทะเลกว้างใหญ่ได้อีกด้วย

10. Dubrovnik Old Town

เมืองเก่าดูบรอฟนีก (Dubrovnik Old Town) เป็นแลนด์มาร์กที่สำคัญของประเทศโครเอเชีย ตั้งอยู่ริมชายฝั่งตะวันออกของทะเลเอเดรียติก ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ถือว่าเป็นเมืองท่าและเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในแถบเมดิเตอร์เรเนียนเลยทีเดียว เมืองเก่าดูบรอฟนีกโดดเด่นด้วยบ้านเรือนสไตล์โกธิค เรเนซองส์ และบาโรก ซึ่งตั้งอย่างสง่างามริมทะเลเอเดรียติก มีทั้งโบสถ์ ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี จุดชมวิว เป็นความงดงามที่ได้มาเป็นโลเคชั่นถ่ายทำภาพยนตร์โด่งดังหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นก็คือ Game of Thrones ความสวยงามของที่นี่ได้รับฉายาว่าเป็น ไข่มุกแห่งทะเลเอเดรียติก เลยล่ะ และยังได้รับการจดบันทึกให้เป็นเมืองมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1979

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ https://pizzaandfooditalia.com

ที่มา : PG SLOT เรียบเรียงโดย : PG SLOT , PG SLOT

สนับสนุนโดย : SLOTXO,UFABET,UFABET ,UFABET,UFABET